- 10 ก.พ. 2560
ศาลอุทธรณ์ตัดสินเป็นเอกฉันท์ ไม่รื้อฟื้นคำสั่งแบน 7 ชาติมุสลิมเข้าสหรัฐ
จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้มีการลงนามในคำสั่งบริหารงดรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ และระงับการออกวีซาให้แก่พลเมือง 7 ชาติมุสลิมแล้ว หลังได้มีการประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง โดยทรัมป์ได้ให้เหตุผลว่า การออกคำสั่งดังกล่าวก็เพื่อปกป้องสหรัฐอเมริกาให้ปลอดภัยจากผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวมากับผู้ลี้ภัย และจากคำสั่งนี้จะส่งผลให้โครงการรับผู้ลี้ภัยเข้ามาตั้งถิ่นฐานถูกระงับไว้อย่างน้อย 120 วัน ทั้งนี้นอกจากคำสั่งบริหารงดรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ ระงับการออกวีซาให้แก่พลเมือง 7 ชาติมุสลิมด้วย เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งได้แก่ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และ เยเมน ด้วย ยกเว้น “ผู้นับถือศาสนากลุ่มน้อย” หรือชาวคริสต์ใน 7 ประเทศที่ถูกแบนวีซา อาจจะมีการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ
(คลิกอ่าน : จริงใจหรือเปล่า "โดนัลด์ ทรัมป์" ส่งสาส์น ถึง "สี จิ้นผิง" ขอฟื้นความสัมพันธ์กับ "จีน")
ขณะที่ล่าสุด ศาลรัฐบาลกลางชั้นอุทธรณ์ สหรัฐอเมริกา ตัดสินไม่ฟื้นการบังคับใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร ว่าด้วยการสั่งห้ามพลเมือง 7 ชาติมุสลิมเข้าแผ่นดินอเมริกา สร้างความยินดีให้แก่ผู้อพยพที่ตั้งใจเดินทางเข้าสหรัฐ แต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐทวีตตอบโต้ด้วยความหงุดหงิดในทันที ว่าศาลตัดสินไปตามกระแสทางการเมือง “พบกันในศาลก็แล้วกัน” เป็นข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวของผู้นำสหรัฐ และว่า “ความมั่นคงของชาติกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง”
คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 3 ท่านตัดสินเป็นเอกฉันท์ว่า รัฐบาลไม่อาจชี้แจงได้ชัดเจนว่า พลเมืองของ 7 ชาติที่ถูกแบนนั้น เป็นภัยก่อการร้ายได้อย่างไร
“ไม่มีตัวอย่างก่อนหน้านี้ที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างอันขัดต่อโครงสร้างประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของเรา” ศาลอุทธรณ์ในนครซานฟรานซิสโก ระบุ
การตอบโต้ของทรัมป์ที่ว่า “เจอกันในศาล” ทำให้เป็นที่คาดหมายว่า ผู้นำสหรัฐที่ชูนโยบายนี้จะยื่นคำร้องไปต่อสู้ยังศาลฎีกาต่อไป
CR.independent
เรียบเรียง : articha
