สิ้นแล้ว!! สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดัง เสียชีวิตด้วยวัย 76 ปี

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

สิ้นแล้ว!! สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดัง เสียชีวิตด้วยวัย 76 ปี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วันที่ 14 มี.ค. ครอบครัวฮอว์คิงออกจดหมายระบุว่า สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดังและเจ้าของผลงาน "ประวัติย่อของกาลเวลา” เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 76 ปีที่บ้านในเมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร โดยลูกๆ ของฮอว์คิงกล่าวในจดหมายว่า “พวกเราเศร้าเสียใจอย่างถึงที่สุด ที่คุณพ่อผู้เป็นที่รักของเราจากไปในวันนี้”

“เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นชายผู้เก่งกาจเหนือธรรมดา ผลงานและตำนานของเขาจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน” จดหมายระบุ “ความกล้าหาญและความเพียรพยายามของเขา พร้อมด้วยความอัจฉริยะและอารมณ์ขันของเขา สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมายทั่วโลก “

“เขาเคยกล่าวไว้ว่า ‘จักรวาลคงไม่มีความหมายเท่าใดนัก หากมันไม่ใช่บ้านของคนที่เรารัก’ พวกเราจะคิดถึงเขาตลอดไป" ลูกๆ ของฮอว์คิงกล่าวผ่านจดหมาย

สตีเฟน ฮอว์คิง ป่วยด้วยโรค ALS ชนิดหายาก ทำให้กล้ามเนื้อของเขาอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องสื่อสารผ่านอุปกรณ์สังเคราะห์เสียงพูด แต่เขายังคงยืนหยัดสร้างผลงานวิชาการออกเผยแพร่มาตลอด

 

ฮอว์คิงเริ่มทำงานในสาขาสัมพัทธภาพทั่วไป และเน้นที่ฟิสิกส์ของหลุมดำ เมื่อปี พ.ศ. 2508 ขณะที่กำลังทำงานวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์เพื่อทำดุษฎีบัณฑิต ฮอว์คิงได้อ่านรายงานของนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ ชื่อ โรเจอร์ เพนโรส (Roger Penrose) ซึ่งเพนโรสเสนอทฤษฎีที่ว่าดวงดาวที่ระเบิดอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของตัวเอง จะมีปริมาตรเป็นศูนย์ และมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ อันเป็นสภาพที่นักฟิสิกส์เรียกว่า ซิงกูลาริตี้(singularity) ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือหลุมดำ ซึ่งไม่ว่าแสงหรือวัตถุใดๆ ก็หนีออกมาไม่ได้

จากนั้น ในปี พ.ศ. 2513 ฮอว์คิงและเพนโรสก็ได้ร่วมกันเขียนรายงานสรุปว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ นั้นกำหนดให้เอกภพต้องเริ่มต้นในซิงกูลาริตี้ ซึ่งปัจจุบันนี้รู้จักกันว่า บิ๊กแบง และจะสิ้นสุดลงที่ หลุมดำ

ฮอว์คิงเสนอว่า หลุมดำไม่ควรจะเป็นหลุมดำเสียทีเดียว แต่ควรจะแผ่รังสีอะไรออกมาบ้าง โดยเริ่มที่วัตถุจำนวนมหาศาลนับพันล้านตัน แต่มีความหนาแน่นสูง คือกินเนื้อที่ขนาดเท่าโปรตอน เขาเรียกวัตถุเหล่านี้ว่าหลุมดำจิ๋ว (mini black hole) ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงและมวลมหาศาล แต่สุดท้ายหลุมดำนี้ก็จะระเหิดหายไป การค้นพบนี้ถือเป็นงานชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งของฮอว์คิง

เมื่อ ปี พ.ศ. 2517 เขาได้เป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดของราชบัณฑิตยสถานของอังกฤษ และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี พ.ศ. 2520 และเมื่อในปี พ.ศ. 2522 ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เมธีคณิตศาสตร์ลูเคเชียน” (Lucasian Chair of Mathematics - เป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2206 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) บุคคลที่ 2 ที่ได้รับตำแหน่งนี้ก็คือ เซอร์ไอแซก นิวตัน คนทั่วไปจึงเปรียบเทียบสตีเฟน ฮอว์คิง กับนิวตันและไอนสไตน์)

สตีเฟน ฮอว์คิงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่นักฟิสิกส์จะพัฒนาทฤษฎีที่จะรวมเอาแรงทั้ง 4 ของธรรมชาติเข้าด้วยกัน นั่นคือ แรงโน้มถ่วง, แรงแม่เหล็กไฟฟ้า, แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม อันจะนำไปสู่ ทฤษฎีสรรพสิ่ง (Theory of Everything) ที่เคยกล่าวกันมา ส่วนเรื่องการขยายตัวของเอกภพนั้น ฮอว์คิงเชื่อว่า เอกภพขยายตัวออกไปโดยมีความเร่ง