- 14 มี.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วันที่ 14 มี.ค. ครอบครัวฮอว์คิงออกจดหมายระบุว่า สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดังและเจ้าของผลงาน "ประวัติย่อของกาลเวลา” เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 76 ปีที่บ้านในเมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร โดยลูกๆ ของฮอว์คิงกล่าวในจดหมายว่า “พวกเราเศร้าเสียใจอย่างถึงที่สุด ที่คุณพ่อผู้เป็นที่รักของเราจากไปในวันนี้”
“เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และเป็นชายผู้เก่งกาจเหนือธรรมดา ผลงานและตำนานของเขาจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน” จดหมายระบุ “ความกล้าหาญและความเพียรพยายามของเขา พร้อมด้วยความอัจฉริยะและอารมณ์ขันของเขา สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมายทั่วโลก “
“เขาเคยกล่าวไว้ว่า ‘จักรวาลคงไม่มีความหมายเท่าใดนัก หากมันไม่ใช่บ้านของคนที่เรารัก’ พวกเราจะคิดถึงเขาตลอดไป" ลูกๆ ของฮอว์คิงกล่าวผ่านจดหมาย
สตีเฟน ฮอว์คิง ป่วยด้วยโรค ALS ชนิดหายาก ทำให้กล้ามเนื้อของเขาอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องสื่อสารผ่านอุปกรณ์สังเคราะห์เสียงพูด แต่เขายังคงยืนหยัดสร้างผลงานวิชาการออกเผยแพร่มาตลอด
ฮอว์คิงเริ่มทำงานในสาขาสัมพัทธภาพทั่วไป และเน้นที่ฟิสิกส์ของหลุมดำ เมื่อปี พ.ศ. 2508 ขณะที่กำลังทำงานวิจัยสำหรับดุษฎีนิพนธ์เพื่อทำดุษฎีบัณฑิต ฮอว์คิงได้อ่านรายงานของนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ ชื่อ โรเจอร์ เพนโรส (Roger Penrose) ซึ่งเพนโรสเสนอทฤษฎีที่ว่าดวงดาวที่ระเบิดอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของตัวเอง จะมีปริมาตรเป็นศูนย์ และมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ อันเป็นสภาพที่นักฟิสิกส์เรียกว่า ซิงกูลาริตี้(singularity) ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือหลุมดำ ซึ่งไม่ว่าแสงหรือวัตถุใดๆ ก็หนีออกมาไม่ได้
จากนั้น ในปี พ.ศ. 2513 ฮอว์คิงและเพนโรสก็ได้ร่วมกันเขียนรายงานสรุปว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ นั้นกำหนดให้เอกภพต้องเริ่มต้นในซิงกูลาริตี้ ซึ่งปัจจุบันนี้รู้จักกันว่า บิ๊กแบง และจะสิ้นสุดลงที่ หลุมดำ
ฮอว์คิงเสนอว่า หลุมดำไม่ควรจะเป็นหลุมดำเสียทีเดียว แต่ควรจะแผ่รังสีอะไรออกมาบ้าง โดยเริ่มที่วัตถุจำนวนมหาศาลนับพันล้านตัน แต่มีความหนาแน่นสูง คือกินเนื้อที่ขนาดเท่าโปรตอน เขาเรียกวัตถุเหล่านี้ว่าหลุมดำจิ๋ว (mini black hole) ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงและมวลมหาศาล แต่สุดท้ายหลุมดำนี้ก็จะระเหิดหายไป การค้นพบนี้ถือเป็นงานชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งของฮอว์คิง
เมื่อ ปี พ.ศ. 2517 เขาได้เป็นสมาชิกที่มีอายุน้อยที่สุดของราชบัณฑิตยสถานของอังกฤษ และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี พ.ศ. 2520 และเมื่อในปี พ.ศ. 2522 ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น “เมธีคณิตศาสตร์ลูเคเชียน” (Lucasian Chair of Mathematics - เป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2206 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) บุคคลที่ 2 ที่ได้รับตำแหน่งนี้ก็คือ เซอร์ไอแซก นิวตัน คนทั่วไปจึงเปรียบเทียบสตีเฟน ฮอว์คิง กับนิวตันและไอนสไตน์)
สตีเฟน ฮอว์คิงเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่นักฟิสิกส์จะพัฒนาทฤษฎีที่จะรวมเอาแรงทั้ง 4 ของธรรมชาติเข้าด้วยกัน นั่นคือ แรงโน้มถ่วง, แรงแม่เหล็กไฟฟ้า, แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม อันจะนำไปสู่ ทฤษฎีสรรพสิ่ง (Theory of Everything) ที่เคยกล่าวกันมา ส่วนเรื่องการขยายตัวของเอกภพนั้น ฮอว์คิงเชื่อว่า เอกภพขยายตัวออกไปโดยมีความเร่ง
