- 02 ม.ค. 2559
ติดตามข่าสวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
จากกระแสข่าวที่ระบุว่า นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน มีความพร้อมจะเสนอตัวเข้าชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) คนใหม่ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งครบวาระในเดือนธันวาคม 2561
แม้ภายหลังนายสุรินทร์ จะออกมาชี้แจงพร้อมกับปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่า ยังมีความสุขดีกับการทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือให้กับนักศึกษา เพื่อให้คนเหล่านั้นเติบใหญ่เป็นอนาคตที่ดีของชาติ
ภายหลังจากกระแสข่าวความพร้อมในการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนจำนวนมาก ขณะที่เจ้าตัวยังมีท่าทีที่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธอย่างเป็นทางการ จึงกลายเป็นกระแสที่สร้างความสนใจในความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ทันที ในขณะที่สมาชิกในส่วนที่ยังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาปกป้องนายอภิสิทธิ์
ความคืบหน้าในเรื่องนี้เมื่อวันที่2 มกราคม 2559 สมาชิกอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชและมีความใกล้ชิดกับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และยังใกล้ชิดกับอดีต ส.ส. อาวุโสในพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคน ได้เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ ดร.สุรินทร์ จะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเชื่อว่า ส.ส. นครศรีธรรมราช เกือบทุกคนจะให้การสนับสนุน โดยเป็นปกติของประชาธิปัตย์ที่มีสีสันเช่นนี้ เพราะไม่ได้เป็นพรรคของใครสมาชิกสามารถเป็นหัวหน้าพรรคได้
สำหรับหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันจะหมดวาระในเดือนเมษายน 2560 ประเพณีของพรรคจะมีการประชุมใหญ่ประจำปีเพื่อ
ไม่เกินวันที่ 6 เมษายน ในวันที่ 7 เมษายน จะมีการเลือกหัวหน้าพรรค - วันที่ 8 เมษายนจะเลือกกรรมการบริหารพรรค
สมาชิกอาวุโสรายนี้ยังระบุอีกว่า สถานการณ์ตอนนี้เรียกร้อง สมาชิกหลายคนอยากได้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร หลายคนอยากได้ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ เชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งในครั้งถัดไป ท้ายที่สุดแล้ว นายอภิสิทธิ์ อาจต้องลาออก เพราะเชื่อว่าพรรคจะยังไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง
“ดร.สุรินทร์ พูดกับผมชัดเจนว่าพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 และต่อมาก็เปรยกับผมอีกหลายครั้งถึงความพร้อม ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าในพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สุรินทร์ มีความสมบูรณ์พร้อมกว่าทุกคนการเป็น ส.ส.มา 7 สมัย สนช. 1สมัย รัฐมนตรี 2 สมัย ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ถ้ามีการเลือกหัวหน้าพรรคไม่มีใครเหมาะเท่า
ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กำลังมีบาดแผล มีคำถามเกิดขึ้นในสังคมมากมาย สำหรับผมเวลานี้สนับสนุน ดร.สุรินทร์ แน่นอนเชื่อว่าจะมากอบกู้สถานการณ์ของพรรคและนำพาบ้านเมืองได้จากความสามารถเครือข่ายคอนเนคชั่นระดับโลก”
สมาชิกอาวุโสพรรคประชาธิปัตย์ รายนี้ยังกล่าวด้วยว่า ลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคครั้งแรกใครคิดว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่อายุน้อยมาก ใครคิดบ้างว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ และใครคิดบ้างว่าจะมานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่นายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ มีความขัดแย้งสูงถ้านายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปกติจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีมาก สร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้มากกว่านี้
เขายังยืนยันในช่วงท้ายอีกว่า การเปิดประเด็นนี้ขึ้นมานั้นถือว่าถูกช่วงเวลา และมีเสียงตอบรับ ดร.สุรินทร์ สูงมากซึ่งต้องยอมรับว่านี่คือ ความโดดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้เป็นพรรคของใคร มีประเพณีวัฒนธรรมของพรรคการเมืองที่ก้าวเข้ามาเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ได้เป็นพรรคเฉพาะกิจ ไม่ได้เป็นพรรคครอบครัว ไม่ได้เป็นพรรคของนายทุนการเมือง สมาชิกอาวุโสรายนี้ยืนยันในที่สุด
ทั้งนี้หากจะไล่เรียงลำดับความเป็นมาของการขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของพรรคสีฟ้าในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอายุในสารบบพรรคการเมืองที่จัดว่าเก่าแก่ที่สุดถึงในประเทศไทยโดยในปี2559พรรคประชาธิปัตย์จะมีอายุครบ 70 ปี
จากข้อมูลของพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2489 พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนแรก พร้อมกับได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 4 สมัย จนถึงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2511พ.ต.ควงถึงแก่อสัญกรรม รวมระยะเวลาเป็นหัวหน้าพรรคปชป. 21 ปี 11 เดือน
ขณะที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนที่ 2 ตั้งแต่พ.ศ.2511 พร้อมกับดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 สมัยจนถึง วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 ม.ร.ว.เสนีย์ จึงได้ลาออกจากหัวหน้าพรรคฯ รวมระยะเวลาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 11 ปี
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 3 ได้แก่ พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคฯ ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 จนถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2525 รวมระยะเวลาเป็นหัวหน้าพรรคปชป. 2 ปี 11 เดือน ทั้งนี้ พ.อ.พิเศษ ถนัด เคยดำรงตำแหน่งอดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมอาเซียน
ต่อมานายพิชัย รัตตกุล ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2525 ถึงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2534 รวมระยะเวลาเป็นหัวหน้าพรรคปชป. 8 ปี 9เดือน โดยนายพิชัย เคยดำรงตำแหน่งอดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 3 สมัย อดีตประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร
โดยผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 5 คือ "นายหัวชวน" นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 รวมระยะเวลาเป็นหัวหน้าพรรคปชป. 12 ปี 4 เดือน โดยนายชวน เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัย (วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2535- วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 และวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 - วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543) รวมทั้งเป็นอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง
ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 6 ได้แก่ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคฯ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2546 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 นายบัญญัติจึงลาออกจากหัวหน้าพรรค หลังจากการเลือกตั้งในปี 2548 เมื่อพรรคปชป.ไม่ประสบความสำเร็จจากการเลือกตั้ง รวมระยะเวลาเป็นหัวหน้าพรรคฯ เพียงแค่ 1 ปี 10 เดือน โดยนายบัญญัติ เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายกระทรวง
เมื่อพ้นยุคของนายบัญญัติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 จึงได้รับเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคฯ เป็นคนที่ 7 ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2548 โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ลาออกจาตำแหน่งหัวหน้า
พรรคฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2554 ภายหลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ได้รับเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรค ให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคฯ อีกครั้ง ในเดือนสิงหาคมปี 2554 ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นเวลานาน มากกว่า 10 ปี ติดลำดับที่ 5 จาก 7 ลำดับของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนานที่สุด
โดยนายอภิสิทธิ์ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดปัจจุบัน จะครบวาระในการดำรงตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2561 ทั้งนี้ตามข้อบังคับพรรคการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ.2551 ข้อ 24 ระบุว่า "วาระของกรรมการบริหารพรรคมีกำหนดคราวละสี่ปี การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่จะกระทำก่อนหรือหลังวันครบวาระตามวรรคหนึ่งก็ได้ ถ้าเลือกตั้งก่อนครบวาระ ให้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวัน การเลือกตั้งภายหลังครบวาระ ให้ดำเนินการเลือกตั้งภายในหกสิบวันนับแต่วันครบวาระ"
การเตรียมความพร้อมเพื่อควานหาตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ อาจไม่ใช่เฉพาะเรื่องความไร้ประสิทธิภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในสนามการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังอาจนับรวมถึงเงื่อนไขส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ที่กำลังจะขาดคุณสมบัติของการลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.
อีกหนึ่งคดีทางการเมืองที่น่าสนใจต่อเนื่องในช่วงนี้ก็คือคดีที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องรมว.กลาโหม ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงกลาโหม ที่ปลดร.ต.อภิสิทธิ์ออกจากราชการ
ทั้งนี้การที่ศาลแพ่งยกคำร้องดังกล่าว ทำให้ต่อจากนี้ต้องจับตาอนาคตทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ ว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากรายละเอียดที่ปรากฎในเอกสารของกระทรวงกลาโหมมีเงื่อนไขบางประการที่จะทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้อีกตลอดชีวิต
วันที่ 29 ธ.ค. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องรมว.กลาโหม ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 ลงวันที่ 8 พ.ย. ปลด
ร.ต.อภิสิทธิ์ออกจากราชการ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่จำเลยปลดโจทก์ออกจากราชการ เนื่องจากโจทก์ขาดการตรวจเลือกทหารแล้วนำใบสำคัญ (ใบสด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายอันเป็นเท็จ มาแสดงต่อสัสดีจังหวัดนครนายก ทำให้สัสดีจังหวัดนครนายกไม่ทราบความจริงว่าโจทก์ครบเวลาที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร จึงไม่ได้ระบุสถานะว่าเป็นผู้ขาดการเกณฑ์ทหาร เป็นเหตุให้สัสดีจังหวัดนครนายกออก
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่จำเลยปลดโจทก์ออกจากราชการ เนื่องจากโจทก์ขาดการตรวจเลือกทหารแล้วนำใบสำคัญ (ใบสด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายอันเป็นเท็จ มาแสดงต่อสัสดีจังหวัดนครนายก ทำให้สัสดีจังหวัดนครนายกไม่ทราบความจริงว่าโจทก์ครบเวลาที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร จึงไม่ได้ระบุสถานะว่าเป็นผู้ขาดการเกณฑ์ทหาร เป็นเหตุให้สัสดีจังหวัดนครนายกออก
ด้านนายไพบูลย์ โพธิ์น้อย ทีมทนายความเปิดเผยว่า คดีนี้นายอภิสิทธิ์เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม โดยทางทีมทนายเพิ่งทราบคำพิพากษาแบบ ฉุกละหุก จึงยังไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้ ต้องขอศึกษารายละเอียดก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
สำหรับคดีนี้นายอภิสิทธิ์เคยยื่นฟ้องพลอากาศเอกสุกำพล สุวรรณทัต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต่อศาลปกครองกลาง กรณีที่ได้รับความเสียหายจากการที่ พล.อ.อ.สุกำพล ผู้ถูกฟ้องคดี มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 ลงวันที่ 8 พ.ย.55 ปลดร้อยตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการทหาร ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2557 ให้โอนคดีดังกล่าวไปให้ศาลแพ่งวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลปกครอง
ต่อจากนั้นนายอภิสิทธิ์จึงยื่นฟ้อง พล.อ.อ.สุกำพลต่อศาลแพ่ง เรื่องกระทำการโดยมิชอบในการออกคำสั่งกลาโหม โดยนายอภิสิทธิ์ ผู้เป็นโจทก์ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ 1163/2555 ลงวันที่ 8 พ.ย.55 โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ออกคำสั่ง เนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อร้องเรียนที่เคยพิจารณาไปแล้วเมื่อปี พ.ศ.2542 และยังมีการเร่งดำเนินการจัดทำรายงานว่าโจทก์กระทำผิดตามข้อกล่าวหา โดยไม่เรียกไปให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐาน ขณะที่โจทก์ได้ลาออกจากข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรที่ได้รับบรรจุปี พ.ศ.2530 ในตำแหน่ง รรท.อาจารย์ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนยังไม่ได้อ่านรายละเอียดของคำพิพากษาดังกล่าว คงต้องขอดูรายละเอียดก่อน แต่หลังจากนี้คงต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลต่อไป
พิจารณาจากแนวโน้มแล้วนายอภิสิทธิ์ยังสามารถอุทธรณ์คดีได้ แต่ในเบื้องต้นก็ ถือว่าเรื่องนี้ได้ข้อสรุปไปแล้วว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 ลงวันที่ 8 พ.ย.55 ปลดร้อยตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการทหารนั้น เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และที่สำคัญเรื่องจะยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะในคำสั่งดังกล่าวของกระทรวงกลาโหมได้บรรยายถึงพฤติการณ์ของนายอภิสิทธิ์เอาไว้ เพื่อนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองกับนายอภิสิทธิ์ตลอดชีวิต
รัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาตรา 106 สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ
(5) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102
และมาตรา 102 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(6) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการออกคำสั่งของกระทรวงกลาโหมในปลดนายอภิสิทธิ์ออกจากการเป็นทหารกองหนุน ก็คือการกระทำที่ต้องการให้คำสั่งนั้นมีผลผูกพันธุ์กับรธน.มาตรา 102 (6) ว่าบุคคลที่เคยถูกปลดออกจากทางราชการก็จะขาดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และเพื่อให้คุณผู้ชมเห็นภาพถึงการดำเนินการฆ่านายอภิสิทธิ์ทางการเมืองอย่างเป็นขั้นเป็นตอนก็ให้พิจารณาดังนี้
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2555 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะนั้น ได้อนุมัติสั่งการให้ปลดหรือให้ออกจากราชการ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ได้กระทำความผิด ด้วยการนำเอกสารเท็จ คือ ใบสำคัญ สด.9 ฉบับใบแทน ลงวันที่ 8 เม.ย. 2531 ซึ่งใช้แทนฉบับจริง ลงวันที่ 4 ก.ค. 29 ที่อ้างว่าชำรุดสูญหาย ไปขึ้นทะเบียนกองประจำการที่ จ.นครนายก เมื่อ 2 มิ.ย. 2531 ถือว่านายอภิสิทธิ์ กระทำการทุจริต ประพฤติมิชอบเป็นความผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง ในการแจ้งความหรือใช้เอกสารอันมีข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงานสัสดี
และอนุมัติสั่งการให้เพิกถอนคำสั่งการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือน ตำแหน่งอาจารย์ ร.ร.จปร. เนื่องจากมีการปกปิดข้อความอันเป็นจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติของนายอภิสิทธิ์ คือการขาดการเกณฑ์ทหาร เมื่อ 7 เม.ย. 2530 และไม่มีใบสำคัญทางทหารที่ถูกต้องในการบรรจุ ดังนั้น คำสั่งบรรจุจึงมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งเมื่อคำสั่งการบรรจุไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำสั่งการแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ เป็นนายทหารสัญญาบัตร ยศ ว่าที่ ร.ต. ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวต่อเนื่องกันไป
จากนั้น2ม.ค.2556 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1/2556 เรื่องเพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ในการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับราชการทหาร และเพิกถอนคำสั่งการแต่งตั้ง ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เป็นนาย ทหารสัญญาบัตร โดยคำสั่งดังกล่าวมีใจความว่า
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2530 นายอภิสิทธิ์ สมัครเข้ารับราชการใน โรงเรียนนายร้อย จปร. โดยขาดคุณสมบัติการบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหาร สัญญาบัตรเนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ในวัย 23 ปีเป็นบุคคลที่ไม่ผ่านการรับราชการ ทหาร ไม่ผ่านการตรวจเลือกทหารกองเกิน ไม่มีเอกสารใบสำคัญทางทหารหรือ เอกสารการผ่อนผันที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกับ การบรรจุและแต่งตั้งเป็น นายทหารสัญญาบัตรได้ปกปิดข้อความอันเป็นจริง และหลอกลวงเจ้าหน้าที่ให้ผิดหลงว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน
ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะกรรมการพิจารณาการขึ้นทะเบียนกองประจำการและการแต่งตั้งยศทหารของนายอภิสิทธิ์ เห็นว่า คำสั่งแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายทหารสัญญาบัตรนั้น เป็นคำสั่งที่ออกด้วย ความผิดหลงและมีที่มาจากความไม่สุจริต จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง สิทธิและหน้าที่ประโยชน์ที่ได้รับจากคำสั่งที่มิชอบด้วยกฏหมาย ทำให้รัฐและราชการของกระทรวงกลาโหม
เสียหาย จึงจำเป็นให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวง กลาโหมพ.ศ.2551 ประกอบกับมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.ยศทหารพ.ศ.2479 และข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการบรรจุปลดย้าย เลื่อนและลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ.2502 หมวด 1 ข้อ4(2)จึงให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม ดังต่อไปนี้
1.คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่720/30 ลงวันที่ 7 ส.ค.30 เรื่องบรรจุเข้ารับราชการเฉพาะหมายเลข 1 นายอภิสิทธิ์ หมายเลขประจำตัว6302030807 เป็นข้าราชการกระทรวงกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรตำแหน่ง รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร.(ชกท.2701) อัตรา พ.ต.รับเงินเดือนระดับน.1 ชั้น3 (2,765 บาท)นอก นั้นคงเดิม
2.คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่339/31 ลงวันที่26 เม.ย.31 เรื่องการ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงกลาโหมพลเรือนเป็นนายทหารสัญญาบัตรเฉพาะใน รายหมายเลข1 ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ หมายเลข 6302030807 รรก.อจ.ส่วนการศึกษาโรงเรียน จปร. (เหล่า สบ.) นอกนั้นคงเดิม
ว่าด้วยแผนการฆ่านายอภิสิทธิ์ทางการเมือง ในช่วงนั้นสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ยื่นคำร้องไปให้กับศาลรธน.วินิจฉัยสมาชิกสภาของนายอภิสิทธิ์ด้วยเช่นกัน แต่ปรากฎว่าศาลได้ยกคำร้อง
05 ก.พ. 57 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขอให้วินิจฉัยให้สมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102(6) หรือไม่ หลังกระทรวงกลาโหมมีคำสั่งปลดออกจากราชการทหาร
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าเนื่องจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.56 ทำให้ความเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106(1) ดังนั้นจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีนี้ต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคำร้องดังกล่าว
ซึ่งจากกรณีพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ได้อนุมัติสั่งการให้ปลดหรือให้ออกจากราชการ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะส่งผลกระทบกับการสมัครลงเลือกตั้ง ส.ส. หรือไม่
