- 03 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.tnews.co.th
สร้างภาพความเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่องข้ามปีเลยทีเดียวสำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องการรักษาการรับรู้กับมวลชนเอาไว้ให้ได้นานที่สุดเพื่อรอคอยโอกาสทางดารเมืองอีกครั้ง
ล่าสุดวันที่ 2 มกราคม 2559 ความเคลื่อนไหวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีวันนี้ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊คเเฟนเพจ ระบุว่าได้มีโอกาสเเวะเที่ยวทุ่งทานตะวันใน จ.ลพบุรี โดยได้ถ่ายรูปคู่กับประชาชน พร้อมซื้อเมล็ดทานตะวันและหนังปลากรอบกลับบ้านอีกด้วย มีข้อความดังนี้
ระหว่างทางไปวัดที่ จ.เพชรบูรณ์ เลยถือโอกาสพาน้องไปป์มาเที่ยวทุ่งทานตะวัน อ. พัฒนานิคม จ.ลพบุรี สวยมากค่ะมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก จนเป็นสัญลักษณ์ของคนแถบนี้ และอดไม่ได้ที่จะอุดหนุนเมล็ดทานตะวันและหนังปลาทอดกลับบ้านด้วย
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่มีส่วนราชการบางส่วนออกมาพยายามกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตลอดจนก่อนหน้านี้มีการแจกปฏิทินขึ้นปีใหม่ที่มีรูปนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคการเมืองนั้น ตนคิดว่าจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว เพราะการส่งความสุขให้ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น มีเงินมีทองก็ซื้อหากันมาไม่ได้ คนที่รับไปก็จะมีความสุขและก็จะได้หายคิดถึงคนที่เขาเคารพรัก ทั้งนี้ อดีตนายกฯ ทั้งสองท่านก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว ถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครส.ส. ก็ไม่ทราบว่าจะเกรงกลัวอะไรกันนักกันหนา แล้วแบบนี้ความคิดที่จะให้เกิดความปรองดองจะเป็นไปได้อย่างไร โดยเฉพาะส่วนราชการถึงกับมีหนีงสือเวียนของทางการออกมาแบบนี้และเป็นหนังสือประทับตราว่าลับ ยิ่งรังแต่จะก่อให้เกิดการแบ่งแยก
การรักษาภาพความเคลื่อนไหวผ่านสื่อของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชัดเจนว่ามีเป้าหมายการต่อสู้ทางการเมืองในปี 2559 แต่จะเป็นการต่อสู้ด้วยวิธีการไหนนั้นก็ต้องจับตาดูกันต่อไป
โดยที่ผ่านมาได้มีการโยนหินถามออกมาเป็นระยะๆเกี่ยวกับสูตรการจัดตั้งรัฐบาลปรองดองหรือรัฐบาลแห่งชาติแต่ก็มีอันยกเลิกหรือล้มเหลวไปแทบทุกครั้ง
ความพยายามก่อนหน้านี้ ที่มีการผลักดัน "รัฐบาลแห่งชาติ" โดยดึงให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางจับมือกันตั้งรัฐบาล เพื่อความสมานฉันท์ ตัดวงจรไม่ให้พรรคที่แพ้เลือกตั้งเดินลงถนนประท้วงขับไล่รัฐบาล สอดรับไปกับระบบเลือกตั้งที่จะออกแบบมาใหม่ จนยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเด็ดขาดแต่สุดท้ายแนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะเห็นว่านอกจากจะเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติแล้วยังจะสร้างปัญหาตามมามากกว่าจะแก้ปัญหา
โดยเฉพาะท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ระบุว่า"ไม่เป็น ผมไม่เป็นนายกฯ ให้กับนักการเมืองที่ไหนทั้งสิ้น ยืนยันพูดตรงนี้ผมไม่เป็น ผมเป็นแล้วผมสั่งได้หรือเปล่าล่ะ ผมจะไปทำตามเขาและจะไปเป็นตัวแทนเขาทำไม เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่เรื่อย เดี๋ยวเป็นอย่างนู้น อย่างนี้ ไม่เป็น ผมกลับไปเลี้ยงหลานดีกว่า เสียเวลาเปล่า ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาให้ผมมีอำนาจสั่ง"
การตอบคำถามดังกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์มีขึ้นหลังจากที่นาย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เสนอให้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติและให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี
การเมืองทุกฝ่ายล้วนแก่งแย่งกันทั้งนั้น หากต้องการให้ประเทศเดินตามโรดแม็ป ขอเสนอให้ คสช.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น โดย คสช.ตรวจสอบประวัติของนักการเมืองแต่ละคนที่ดีและเก่ง เป็นที่ยอมรับของประชาชนมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศและแก้ปัญหาของบ้านเมือง แนะดึงทุกฝ่ายร่วม ครม.ดรีมทีม
นายปรีชาย้ำว่าต้องการให้ทุกฝ่ายและทุกพรรคการเมือง มาร่วมกันแก้ไขปัญหาของประเทศและสร้างความปรองดอง หากไม่ทำแบบนี้รับรองประเทศไทยเดินหน้าต่อไปไม่ได้ แต่หากมีรัฐบาลแห่งชาติ โดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เหมือนเดิมกำกับดูแลนโยบายอย่างเคร่งครัด และมีนักการเมืองที่ดีมาแสดงฝีมือแก้ปัญหาของประเทศร่วมกัน
ขณะที่นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตแกนนำกปปส. กล่าวถึงแนวคิดที่คนพรรคเพื่อไทยเสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อีกทั้งจะเกิดปัญหาการตีความของจำกัดความของคำว่า รัฐบาลแห่งชาติ ที่แต่ละกลุ่มแต่ละพรรค ยังเข้าใจไม่ตรงกันปัญหาก็จะเกิดขึ้นอีกว่า จะแค่ไหน อย่างไร จึงขอให้หน่วยงานราชการและองค์กรต่างได้ทำหน้าที่ในความรับผิดชอบอย่างเต็มที่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพูดถึงสูตรรัฐบาลแห่งชาติ แม้กระทั่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ยกร่าง รัฐธรรมนูญก็เคยเสนอไอเดียนี้ว่าจะเสนอให้ทำประชามติว่าเห็นด้วยกับการให้มีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือไม่เพื่อแก้ปัญหาการเมือง
จะเป็นรัฐบาลที่มีเสียง ส.ส.สนับสนุนในสภาผู้แทนฯจำนวน 4 ใน 5 หรือ 360 คน จาก ส.ส.ทั้งหมด 450 คน และมีระยะเวลาทำงาน 4 ปี เป็นแนวทางที่คิดว่าจะแก้ไขปัญหาการเมืองได้ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าหากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติและจัดการเลือกตั้งแล้วการเมืองไทยก็จะยังวนอยู่ที่เดิมแก้ปัญหาขัดแย้งไม่ได้ปรากฏว่าฝ่ายการเมืองไม่รับลูกจึงต้องยุติกันไป
หากพิจารณาจากข้อเสนอใหม่ของนักการเมืองคนหนึ่งที่ต้องการให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติน่าจะมองไปได้ 2 ประเด็น
1.คงเป็นความปรารถนาดีที่ต้องการแก้ปัญหาของประเทศการตั้งรัฐบาลแห่งชาติน่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะคงเห็นความจริง ที่ว่าหลังเลือกตั้งก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านก็จะตั้งป้อมกันเหมือนเดิม
2.เป็นความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายโดยเฉพาะพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องการเป็นนายกฯต่อไปอีกหรือไม่ คสช.จะมีการต่อท่ออำนาจหรือไม่
ในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ได้มีการ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เรื่อง "แนวคิด การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ" พบว่า
ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.3 เห็นด้วยกับแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มาสานต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อการปฏิรูปและสร้างความปรองดอง โดยเห็นว่าเพราะทุกอย่างยังไม่พร้อม ความขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นอีกหากจัดให้มีการเลือกตั้งในทันที
ขณะที่ร้อยละ 35.5 ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเลือกตั้งเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้
ที่เหลือร้อยละ 8.2 ไม่แน่ใจ
- เมื่อพิจารณา โอกาสที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นไปได้ อย่างล่าสุดก็มีการพูดถึงสูตรในการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติซึ่งมีอยู่ด้วยกันสองสูตร
เริ่มจากสูตรที่ หนึ่ง คือ เมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ จะเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง แต่ถ้าหากว่าจะขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอก ด้วยวิธีใช้เสียง ส.ส. 2ใน 3 มาโหวตสนันสนุนหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้คัดเลือกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดร.บวรศักดิ์ เขียนเอาไว้ใน มาตรา 172 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา 136
การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรับรอง
มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย
- เมื่อพิจารณาจากสูตรดังกล่าวและไปเทียบเคียงจากผลการเลือกตั้งหรือคะแนนเสียงของพรรคการเมืองเมื่อครั้งที่ผ่านมา ถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นยากเพราะการใช้ เสียงสองในสามของส.ส.นั่นคือนำ450 เสียงคูณ สองในสาม จะเท่ากับ 300 เสียง ซึ่งในทางปฏิบัติ บุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกจะต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงรวมกัน300 เสียงขึ้นไป ซึ่งมีอยู่สองพรรค ที่จะสามารถคว้าเก้าอี้ นั่นคือ พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาธิปัตย์
แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งพรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ แทบจะไม่มีทางเห็นคล้อยกันในเรื่องดังกล่าว
ย้อนกลับไปในการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
วันที่ 3 กรกฎาคม 2554
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,220,208 คน คิดเป็น ร้อยละ 75.03
บัตรเสีย 1,726,768 บัตร คิดเป็น ร้อยละ 4.90
บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 958,213 บัตร คิดเป็น ร้อยละ 2.72
ขณะเดียวกันผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 5 อันดับแรกได้คะแนนดังต่อไปนี้
1.พรรคเพื่อไทย 15,752,470 คะแนน
2.พรรคประชาธิปัตย์ 11,435,640 คะแนน
3.พรรคภูมิใจไทย 1,281,652คะแนน
4.พรรครักประเทศไทย 998,668 คะแนน
5.พรรคชาติไทยพัฒนา 907,106 คะแนน
-ทั้งนี้เมื่อนำคะแนนของทุกพรรคมารวมกันแล้ว จะพบว่าแต่ละพรรคมีเปอร์เซนต์ของจำนวนเสียงดังต่อไปนี้
1.พรรคเพื่อไทย 48.41 %
2.พรรคประชาธิปัตย์ 35.14 %
3.พรรคภูมิใจไทย 3.93 %
4.พรรครักประเทศไทย 3.06 %
5.พรรคชาติไทยพัฒนา 2.78 %
ขณะที่ในสูตรที่สอง มีการเสนอระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ให้มีการเขียนเนื้อหาไปในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยการทำประชามติฟังเสียงจากประชาชน
