- 05 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
กลายเป็นประเด็นร้อนตั้งแต่ต้นปี 2559 กับสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่อง เพราะสภาพปัญหายางค้างสต็อกและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่แนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลก็ทำได้แค่ชะลอสถานการณ์ความทุกข์ร้อนเกษตรกรไม่ให้ลุกลามไปถึงขั้นลุกฮือประท้วงเหมือนในยุครัฐบาลที่ผ่านมาเท่านั้น
โดยราคายางชนิดต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ประจำวันนี้ ( 5 ม.ค.) มีข้อมูลดังนี้
1.ราคาน้ำยางสด หน้าโรงงาน 29.0 บาทต่อกิโลกรัม
2.ราคายางแผ่นดิบ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ 34.23 บาทต่อกิโลกรัม
3.ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ 35.36 บาทต่อกิโลกรัม
ขณะที่ถ้าย้อนไปในช่วงเดียวกันของปี 2558 พบว่า ราคาน้ำยางสด หน้าโรงงานเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2558 อยู่ที่ 46.0 บาท ต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นดิบ 57.0 บาท ต่อกิโลกรัม และ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 61.0 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถ้าเปรียบเทียบความต่างเรื่องราคาก็ชัดเจนว่า ราคายางพาราของพี่น้องเกษตรกรปัจจุบัน ได้ลดต่ำลงอย่างมากในรอบ 1 ปี
หรือถ้านำไปเทียบเคียงกับราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปี 2558 ซึ่งพบว่าราคาน้ำยางสด หน้าโรงงาน อยู่ที่ 45.08 บาทต่อกิโลกรัม ราคายางแผ่นดิบ 48.99 บาท ต่อกิโลกรัม และราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 51.39 บาทต่อกิโลกรัม ผลที่แสดงให้เห็นก็คือราคายางพาราในช่วงปัจจุบัน ถือว่าเป็นช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำเป็นอย่างมาก
ทางด้าน นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ระบุว่า ขณะนี้แกนนำเกษตรกรสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้ ได้กลับมาเริ่มต้นประชุมหารือกันเป็นการภายในอีกครั้งแล้ว โดยมีการนัดรวมตัวที่สถาบันเกษตรกรจังหวัดต่าง ๆ เช่น จ.ตรัง กระบี่ สุราษฎร์ธานี เพื่อวางแนวทางเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี และแม้ขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูปิดกรีดยาง แต่ราคายางแผ่นก็ยังตกลงทุกวันเหลือ 30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม
และถ้าเข้าสู่ช่วงกรีดยางในเดือนเม.ย. – พ.ค. ราคายางอาจตกลงไปมากกว่านี้เพราะสต็อกยางในโกดังรัฐบาลที่มีมากกว่า 4 แสนตันเป็นตัวกดตลาดไว้ไม่ให้ราคายางโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยกลุ่มเกษตรกรแต่ละจังหวัดจะเร่งสรุปข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลออกมาตรการแก้ปัญหาเร่งด่วนในวันที่ 12 ม.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งตัวอย่างข้อเสนอประการหนึ่งก็คือการเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ประกาศชดเชยราคายางให้อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-60 บาท เนื่องจากเป็นราคายางที่เพียงพอทำให้เกษตรกรมีหนทางรอดอยู่ได้ในช่วงนี้
ขณะที่นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และ นายกสมาคมชาวสวนยางจังหวัดกระบี่ ระบุว่าจากการหารือกับสมาชิกสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยล่าสุด ก็มีข้อเรียกร้องไปถึงรัฐบาลใน 6 ข้อสำคัญ ดังนี้
1. เร่งหามาตรการหยุดการไหลของราคาไม่ให้ตกต่ำ
2. เรียกผู้ผลิตในกลุ่มอาเซียนมาหารือ เพราะเกษตรกรทุกประเทศขณะนี้เดือดร้อนหนัก
3. เร่งจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาท ให้ทั่วถึง
4. ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรให้แปรรูปยางให้มีมาตรฐาน เพราะหลายกลุ่มทำได้แต่ติดขัดที่การรับรองจากภาครัฐ
5. ให้เรียกประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 58 เนื่องจากตั้งแต่แต่งตั้งมาจนปัจจุบันยังไม่มีการประชุมเกิดขึ้นเลย
6.ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ในการนำยางในสต็อกจำนวน 300,000 ตันมาจัดทำพื้นถนน โดยการนำส่งยางพาราทั้งหมดให้ อบจ. หรือท้องถิ่นทั่วประเทศนำไปผลิต เนื่องจากหากรอให้ทางกรมทางหลวง นำยางไปผสม 5 เปอร์เซ็นต์ จะไม่มีการนำยางไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เนื่องจากมีเรื่องของผลประโยชน์ของยางมะตอยกับบริษัทเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นถ้ายังยึดแนวทางการบริหารจัดการสต็อกยางแบบเดิมก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและราคายางโดยแท้จริง
แน่นอนว่าจากตัวเลขราคายางพาราในตลาดขณะนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นความเดือดร้อนครั้งใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งกำลังติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลเป็นรูปธรรมชัดเจนเมื่อใด
ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2558 เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือชาวสวนยางพาราในหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.เห็นชอบขยายเวลาโครงการชดเชยรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1 พันบาท ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 58 จากเดิมสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.58
2.เห็นชอบการขยายจำนวนสินเชื่อค่าชดเชยดอกเบี้ยเพิ่มเติมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริมครัวเรือนละ 1 แสนบาท
ส่วนโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ครม.มีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำสรุปผลการดำเนินงาน และมอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยรับข้อเสนอของสมาคมน้ำยางข้นไปพิจารณา
ขณะเดียวกันยังมีมติเห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพิ่มเติมในวงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย
1.จัดสรรงบฯจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาทเศษ ไปดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรที่ปลูกยางอยู่ในที่ดิน ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง แต่พื้นที่บุกรุกไม่สามารถช่วยเหลือได้
โดยหลักเกณฑ์สำคัญของแนวทางปฏิบัติก็คือ การจัดสรรเงินช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 850,000 ครัวเรือน เป็น 2 ส่วน ในวงเงิน 1,500 บาทต่อไร่ คือ
-เงินช่วยเหลือเจ้าของสวนยางและผู้เช่าสวนยาง 900 บาทต่อไร่ แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ แยกเป็นค่าสนับสนุนวัสดุการเกษตร 700 บาทต่อไร่ และการเพิ่มคุณภาพการผลิต 200 บาทต่อไร่
-เงินช่วยเหลือค่าครองชีพคนกรีดยาง 600 บาทต่อไร่ แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่
2.ส่วนที่เหลือจากงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ให้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
นอกจากนี้ที่ประชุมครม.ยังเพิ่มเติมแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ขยายเวลาการดำเนินโครงการที่เกี่ยวกับยางพาราในปี 2558 จำนวน 4 โครงการ ที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นในปี 2558 ออกไปในปี 2559 คือ
นอกจากนี้ที่ประชุมครม.ยังเพิ่มเติมแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ขยายเวลาการดำเนินโครงการที่เกี่ยวกับยางพาราในปี 2558 จำนวน 4 โครงการ ที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นในปี 2558 ออกไปในปี 2559 คือ
1.จัดทำบล็อกยางปูพื้นในสนามฟุตซอล 240 แห่ง
2.บล็อกยางปูพื้นภายนอกอาคารสนามเด็กเล่น 450 แห่ง
3.โครงการแผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ 80 แห่ง
4.โครงการจัดหายางรถยนต์ตามชนิด และขนาดต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนสายการขนส่ง สรรพาวุธของกระทรวงกลาโหม
รวมถึงยังกำหนดให้หน่วยงานราชการที่จะเริ่มสร้างถนนใหม่ บำรุงรักษาซ่อมแซมถนนลาดยางมะตอยในปีงบประมาณ 2559 ต้องปรับแก้โครงการให้มีการนำยางพาราเข้ามาใช้ร้อยละ 5 ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระจายตลาดน้ำยางมาใช้ในการดำเนินการประมาณ 2 หมื่นตัน
ทั้งนี้ถ้าพิจารณาจากแนวทางของภาครัฐปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาก็มีความพยายามในหลายระดับเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา แต่ขณะเดียวกันด้วยระดับราคายางในปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งช่วยเหลือให้ทันกับสถานการณ์ ซึ่งในมุมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการในทุกมิติเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว
แง่มุมราคายางพาราที่ตกต่ำและทำให้ความเดือดร้อนของเกษตรกรขยายวงกว้าง จนมาถึงแนวทางการแก้ไขภาครัฐ คงต้องตรวจสอบกันต่อไปว่าแท้จริงแล้วปัญหาราคายางปัจจุบันมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยใดบ้าง ที่สำคัญแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตามความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์จริง ๆ หรือไม่ จากสัญญาณการเคลื่อนไหวของพี่น้องชาวสวนยางพาราในขณะนี้
