เดือดระอุ..รับต้นปี !! "เกษตรกร" เคลื่อนไหวปม "ยางพารา" ตกต่ำสุดรอบ 100 ปี - รบ.ทำได้แค่ชลอ ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

กลายเป็นประเด็นร้อนตั้งแต่ต้นปี  2559  กับสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่อง  เพราะสภาพปัญหายางค้างสต็อกและเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว   ขณะที่แนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลก็ทำได้แค่ชะลอสถานการณ์ความทุกข์ร้อนเกษตรกรไม่ให้ลุกลามไปถึงขั้นลุกฮือประท้วงเหมือนในยุครัฐบาลที่ผ่านมาเท่านั้น

 

 

 


โดยราคายางชนิดต่าง ๆ  ในเขตพื้นที่  อ.หาดใหญ่ ประจำวันนี้ ( 5  ม.ค.)  มีข้อมูลดังนี้    

1.ราคาน้ำยางสด     หน้าโรงงาน     29.0  บาทต่อกิโลกรัม

2.ราคายางแผ่นดิบ   ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่   34.23  บาทต่อกิโลกรัม

3.ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3   ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่  35.36  บาทต่อกิโลกรัม

 


ขณะที่ถ้าย้อนไปในช่วงเดียวกันของปี  2558  พบว่า ราคาน้ำยางสด หน้าโรงงานเมื่อวันที่ 5  ม.ค.   2558    อยู่ที่  46.0 บาท    ต่อกิโลกรัม    ราคายางแผ่นดิบ   57.0 บาท  ต่อกิโลกรัม  และ  ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3  ราคา  61.0 บาทต่อกิโลกรัม    ซึ่งถ้าเปรียบเทียบความต่างเรื่องราคาก็ชัดเจนว่า  ราคายางพาราของพี่น้องเกษตรกรปัจจุบัน ได้ลดต่ำลงอย่างมากในรอบ 1  ปี  

 


หรือถ้านำไปเทียบเคียงกับราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปี  2558    ซึ่งพบว่าราคาน้ำยางสด  หน้าโรงงาน  อยู่ที่   45.08  บาทต่อกิโลกรัม   ราคายางแผ่นดิบ   48.99  บาท ต่อกิโลกรัม และราคายางแผ่นรมควันชั้น 3  อยู่ที่    51.39  บาทต่อกิโลกรัม   ผลที่แสดงให้เห็นก็คือราคายางพาราในช่วงปัจจุบัน   ถือว่าเป็นช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำเป็นอย่างมาก

 


ทางด้าน  นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย   ระบุว่า   ขณะนี้แกนนำเกษตรกรสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้   ได้กลับมาเริ่มต้นประชุมหารือกันเป็นการภายในอีกครั้งแล้ว    โดยมีการนัดรวมตัวที่สถาบันเกษตรกรจังหวัดต่าง ๆ  เช่น   จ.ตรัง กระบี่ สุราษฎร์ธานี เพื่อวางแนวทางเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี  และแม้ขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูปิดกรีดยาง   แต่ราคายางแผ่นก็ยังตกลงทุกวันเหลือ 30 กว่าบาทต่อกิโลกรัม   

 


และถ้าเข้าสู่ช่วงกรีดยางในเดือนเม.ย. – พ.ค.  ราคายางอาจตกลงไปมากกว่านี้เพราะสต็อกยางในโกดังรัฐบาลที่มีมากกว่า 4 แสนตันเป็นตัวกดตลาดไว้ไม่ให้ราคายางโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นได้    โดยกลุ่มเกษตรกรแต่ละจังหวัดจะเร่งสรุปข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลออกมาตรการแก้ปัญหาเร่งด่วนในวันที่ 12 ม.ค. ที่จะถึงนี้   ซึ่งตัวอย่างข้อเสนอประการหนึ่งก็คือการเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์   ใช้มาตรา 44  ประกาศชดเชยราคายางให้อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-60 บาท เนื่องจากเป็นราคายางที่เพียงพอทำให้เกษตรกรมีหนทางรอดอยู่ได้ในช่วงนี้

 


ขณะที่นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย  และ  นายกสมาคมชาวสวนยางจังหวัดกระบี่  ระบุว่าจากการหารือกับสมาชิกสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยล่าสุด ก็มีข้อเรียกร้องไปถึงรัฐบาลใน  6 ข้อสำคัญ   ดังนี้

1. เร่งหามาตรการหยุดการไหลของราคาไม่ให้ตกต่ำ

2. เรียกผู้ผลิตในกลุ่มอาเซียนมาหารือ เพราะเกษตรกรทุกประเทศขณะนี้เดือดร้อนหนัก

3. เร่งจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาท ให้ทั่วถึง

4. ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรให้แปรรูปยางให้มีมาตรฐาน เพราะหลายกลุ่มทำได้แต่ติดขัดที่การรับรองจากภาครัฐ

5. ให้เรียกประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  แต่งตั้งเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 58 เนื่องจากตั้งแต่แต่งตั้งมาจนปัจจุบันยังไม่มีการประชุมเกิดขึ้นเลย

6.ขอให้พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี  ใช้มาตรา 44 ในการนำยางในสต็อกจำนวน  300,000 ตันมาจัดทำพื้นถนน   โดยการนำส่งยางพาราทั้งหมดให้ อบจ. หรือท้องถิ่นทั่วประเทศนำไปผลิต  เนื่องจากหากรอให้ทางกรมทางหลวง  นำยางไปผสม 5 เปอร์เซ็นต์   จะไม่มีการนำยางไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง   เนื่องจากมีเรื่องของผลประโยชน์ของยางมะตอยกับบริษัทเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง   ดังนั้นถ้ายังยึดแนวทางการบริหารจัดการสต็อกยางแบบเดิมก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและราคายางโดยแท้จริง

 


แน่นอนว่าจากตัวเลขราคายางพาราในตลาดขณะนี้  คงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นความเดือดร้อนครั้งใหญ่ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา  ซึ่งกำลังติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐอย่างใกล้ชิดว่าจะมีผลเป็นรูปธรรมชัดเจนเมื่อใด 

 


ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า   ก่อนหน้านี้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่  3 พ.ย. 2558   เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือชาวสวนยางพาราในหลายประเด็นสำคัญ  ดังนี้     
      
1.เห็นชอบขยายเวลาโครงการชดเชยรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1 พันบาท   ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 58 จากเดิมสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.58

2.เห็นชอบการขยายจำนวนสินเชื่อค่าชดเชยดอกเบี้ยเพิ่มเติมโครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริมครัวเรือนละ 1 แสนบาท

ส่วนโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง   วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท     ครม.มีมติให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำสรุปผลการดำเนินงาน  และมอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยรับข้อเสนอของสมาคมน้ำยางข้นไปพิจารณา

 


ขณะเดียวกันยังมีมติเห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราเพิ่มเติมในวงเงิน  1.3  หมื่นล้านบาท  ประกอบด้วย
           
1.จัดสรรงบฯจำนวน  1.2 หมื่นล้านบาทเศษ    ไปดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรที่ปลูกยางอยู่ในที่ดิน ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง แต่พื้นที่บุกรุกไม่สามารถช่วยเหลือได้
          
โดยหลักเกณฑ์สำคัญของแนวทางปฏิบัติก็คือ  การจัดสรรเงินช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน  850,000  ครัวเรือน เป็น 2 ส่วน  ในวงเงิน  1,500  บาทต่อไร่   คือ    

-เงินช่วยเหลือเจ้าของสวนยางและผู้เช่าสวนยาง  900  บาทต่อไร่ แต่ไม่เกินครัวเรือนละ  15 ไร่   แยกเป็นค่าสนับสนุนวัสดุการเกษตร   700 บาทต่อไร่  และการเพิ่มคุณภาพการผลิต  200 บาทต่อไร่

-เงินช่วยเหลือค่าครองชีพคนกรีดยาง  600 บาทต่อไร่    แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่
2.ส่วนที่เหลือจากงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท  ให้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

 


นอกจากนี้ที่ประชุมครม.ยังเพิ่มเติมแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยให้ขยายเวลาการดำเนินโครงการที่เกี่ยวกับยางพาราในปี  2558 จำนวน  4 โครงการ  ที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นในปี  2558  ออกไปในปี  2559    คือ

 


นอกจากนี้ที่ประชุมครม.ยังเพิ่มเติมแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยให้ขยายเวลาการดำเนินโครงการที่เกี่ยวกับยางพาราในปี  2558 จำนวน  4 โครงการ  ที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นในปี  2558  ออกไปในปี  2559    คือ

1.จัดทำบล็อกยางปูพื้นในสนามฟุตซอล 240 แห่ง

2.บล็อกยางปูพื้นภายนอกอาคารสนามเด็กเล่น 450 แห่ง

3.โครงการแผ่นยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ 80 แห่ง

4.โครงการจัดหายางรถยนต์ตามชนิด และขนาดต่าง ๆ  เพื่อสนับสนุนสายการขนส่ง สรรพาวุธของกระทรวงกลาโหม


รวมถึงยังกำหนดให้หน่วยงานราชการที่จะเริ่มสร้างถนนใหม่  บำรุงรักษาซ่อมแซมถนนลาดยางมะตอยในปีงบประมาณ 2559   ต้องปรับแก้โครงการให้มีการนำยางพาราเข้ามาใช้ร้อยละ 5  ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระจายตลาดน้ำยางมาใช้ในการดำเนินการประมาณ   2  หมื่นตัน

 


ทั้งนี้ถ้าพิจารณาจากแนวทางของภาครัฐปฏิเสธไม่ได้ว่า  ที่ผ่านมาก็มีความพยายามในหลายระดับเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา  แต่ขณะเดียวกันด้วยระดับราคายางในปัจจุบัน   ก็ต้องยอมรับว่าเป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งช่วยเหลือให้ทันกับสถานการณ์    ซึ่งในมุมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี   ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการในทุกมิติเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

 


แง่มุมราคายางพาราที่ตกต่ำและทำให้ความเดือดร้อนของเกษตรกรขยายวงกว้าง จนมาถึงแนวทางการแก้ไขภาครัฐ  คงต้องตรวจสอบกันต่อไปว่าแท้จริงแล้วปัญหาราคายางปัจจุบันมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยใดบ้าง ที่สำคัญแนวทางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตามความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์จริง ๆ หรือไม่  จากสัญญาณการเคลื่อนไหวของพี่น้องชาวสวนยางพาราในขณะนี้