- 07 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เจาะข่าวร้อนฯช่วงนี้มาติดตามประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ราคายางตกต่ำ และมีการส่งสัญญาณนัดหมายว่าจะมีการรวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาในวันที่ 12 ม.ค.นี้
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจตรวจสอบสำนักข่าวทีนิวส์ พบว่าแนวทางการเคลื่อนไหวของเกษตกรชาวสวนยางที่จะเกิดขึ้น โดยข้อเท็จจริงยังคงมีความแตกต่างในสาระสำคัญของข้อเรียกร้อง ซึ่งบางส่วนเห็นว่ารากเหง้าปัญหาแท้จริงมาจากการบริหารจัดการของกระทรวงเกษตรฯและการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วันนี้ ( 7 ม.ค.) ได้ออกมาพูดถึงการเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนพาราในวันที่ 12 ม.ค. ว่า ปัญหาราคายางตกต่ำเป็นปัญหาที่ทุกต้องร่วมกันแก้ไข เพราะภาครัฐเองคงไม่สามารถหาเงินงบประมาณมาอุดหนุนได้ตลอดไป พร้อมชี้ว่าการตัดสินใจกดดันรัฐบาลด้วยการจัดการชุมนุมเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่มีประโยชน์ เนื่องจากตนคงไม่ดำเนินการข้อเรียกร้องได้ แต่จะยืนในหลักการของการปฏิรูปการทำสวนยางพาราให้มีความยั่งยืนในเชิงบริหารจัดการ และทำให้เกษตรกรมีความแข็งแรงในการประกอบอาชีพหรือช่วยเหลือดูแลตัวเองได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำว่าแนวทางการชุมนุมกดดันรัฐบาล นอกจากจะไม่ทำให้ตนเองต้องปฏิบัติตามแล้ว ในทางตรงข้ามการชุมนุมในลักษณะดังกล่าวจะกลายเป็นคดีความที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินการ ให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้เข้าร่วมชุมนุมอีก จึงอยากขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เพราะภาครัฐเองก็กำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่แล้ว เพียงแต่จะไม่นำเงินงบประมาณทำไปใช้จ่ายให้ชาวสวนยางพึงพอใจเพื่อผลทางการเมืองเหมือนกับอดีตที่ผ่าน ๆ มา
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเน้นย้ำว่าภาครัฐกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา แต่กระแสการเรียกร้องเพื่อยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐเยียวยาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ราคายางตกต่ำก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
เริ่มต้นจากการประชุมของกลุ่มเกษตรชาวสวนยางรายย่อย 8 จังหวัดภาคใต้ ที่มีมติร่วมกันว่าจะออกมาแสดงตน เพื่อขอยืนยันแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางจากภาครัฐในวันที่ 10 ม.ค. นี้ เวลา 9.09 น. ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช และเบื้องต้นมีแนวทางที่จะใช้เป็นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและผู้มีส่วนรับผิดชอบดังนี้
1.ราคาน้ำยางสดที่ค่า DRC ต้องกิโลกรัมละ 60 บาท จากต้นทุนจริงกิโลกรัมละ 64.25 บาท
2.ขอให้พิจารณาการทำหน้าที่ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากถือว่าไม่มีความสามารถในการบริหารนโยบายและแก้ไขปัญหา
3.ขอให้เร่งจ่ายเงินตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวสวนยางให้ถึงมือชาวสวนยางโดยเร็ว
4.ขอให้นายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการแก้ปัญหาเรื่องการนำยางในสต็อกของรัฐบาลมาใช้ในประเทศ เช่น การก่อสร้างถนน และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยอำนาจพิเศษตามมาตรา 44
5.ขอให้ผู้มีอำนาจตามพ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 พิจารณาใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบกิจการฯที่เอาเปรียบราคา โดยเฉพาะการกำหนดราคาตามอำเภอใจในชนิดน้ำยางสด
โดยจากการสำรวจราคาผลผลิตยางพาราประจำวันที่ 7 ม.ค. ณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ พบว่าระดับราคายังคงมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอีก อาทิ ราคายางแผ่นดิบลดลงจาก 34.25 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่ 6 ม.ค. มาอยู่ที่ 34.05 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ลดลงจาก 34.51 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 34.12 บาทต่อกิโลกกรัม ส่วนราคาน้ำยางสด หน้าโรงงาน ยังคงที่ในราคา 28.50 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง จ.ตรังก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคายางอย่างเป็นรูปธรรม และรวมถึงการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยทางด้าน นายศักดิ์สฤษฎ์ ศรีประศาสตร์ แกนนำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยจังหวัดตรัง ได้แถลงข่าวที่บริเวณสวนสาธารณะพระยารัษฎานุประดิษฐ์จังหวัดตรัง เรียกร้องรัฐบาลเร่งปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ผ่านข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วย
1. ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทำสัญญาซื้อขายยางกับบริษัท ไซโนแคม ประเทศจีน จำนวน 2 แสนตัน โดยนัดส่งมอบยางกันในเดือนมี.ค. ทั้งๆ ที่สัญญาดังกล่าวเป็นการทำให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากมีการยอมรับเงื่อนไขให้ประเทศจีนรับซื้อยางในราคาส่งมอบในเดือนมีนาคม โดยบวกค่าชดเชยให้ไทยอีก 15 บาท และอาจเป็นเหตุทำให้เกิดกระบวนการกดดันให้ราคายางในช่วงนี้ตกต่ำต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่ทุกปีที่ผ่านมายางในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ราคาจะอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะเป็นช่วงปิดฤดูกรีดยาง ซึ่งเมื่อถึงวันส่งมอบยางล็อตนี้ในเดือนมีนาคม ก็จะทำให้ราคาซื้อขายขณะนั้นบวกเพิ่มอีก 15 บาท อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไปกว่ากลุ่มทุนในประเทศและต่างประเทศประมาณการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น
2.ต้องการให้รัฐบาลกำหนดราคาสินค้าอุปโภค บริโภค เป็นวาระประชาชนโดยด่วน เพราะไม่ว่าราคายางพาราราคาสักเท่าไร แ ต่หากราคาสินค้าไม่แพงชาวบ้านก็จะไม่เดือดร้อน แต่ปัญหาขณะนี้คือมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ จนทำให้ราคาสินค้ามีการขยับราคาขึ้น ดังนั้นเมื่อราคายางช่วงนี้ตกต่ำในขณะที่ราคาสินค้าปรับขึ้น ผลกระทบทั้งหมดจึงตกอยู่กับเกษตรกรที่มีรายได้ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3. ต้องการให้รัฐบาลกำหนดโครงการให้ชาวบ้านยางพาราหยุดกรีดยางพาราอย่างชัดเจน โดยรัฐบาลจะต้องชดเชยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้อย่างเหมาะสม เพื่อทำให้ปริมาณยางในตลอดอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับทิศทางตลาด ไม่ใช่แต่เพียงการชี้นำว่าปัญหาราคายางตกต่ำ เป็นเพราะปริมาณยางในตลาดมีล้นเกินความต้องการเท่านั้น
ทั้งนี้ นายศักร์สฤษดิ์ ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเสนอ ทางเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางได้กำหนดมาตรการการเคลื่อนไหวผ่านเวทีเสวนาเพิ่มเติมไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. เป็นต้นไป จนกว่ารัฐบาลจะให้ความสนใจต่อข้อเรียกร้อง รวมถึงยังมีมาตรการต่างๆเพื่อยกระดับการกดดัน แต่จะไม่มีการชุมนุมอย่างแน่นอนแต่อาจใช้มาตรการอดอาหาร และเปิดให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนลงรายชื่อร่วม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสนใจ เพราะที่ผ่านมามีการยื่นหนังสือถึงผู้รับผิดชอบหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่เห็นผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด
ถึงตรงนี้ต้องยอมรับว่ากับมุมมองของเกษตรกรเอง ก็ค่อนข้างให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาของผู้รับผิดชอบในกระทรวงเกษตรฯอยู่ไม่น้อย แต่ประเด็นคือข้อเรียกร้องดังกล่าวจะได้รับการตอบสนองจากภาครัฐหรือไม่ เพราะพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ที่ พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งโยกย้ายจากตำแหน่งรมว.พาณิชย์ให้มาทำหน้าที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในช่วงการปรับโครงสร้างครม.เศรษฐกิจที่ผ่านมา
และล่าสุด พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำอีกครั้ง ว่า ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางจากทุกภาคส่วน ทั้งตัวแทนเกษตรกร เอกชนรับซื้อน้ำยางข้น ยางแท่ง เพื่อมาช่วยกันแก้ไขและดูแลเรื่องราคาอย่างเร่งด่วน ไม่ให้ราคายางแผ่นดิบต่ำกว่า 35 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเหตุที่ยางยังราคาตกต่อเนื่อง ส่วนตัวยังเชื่อว่าปัญหาราคายางขณะนี้เกี่ยวพันกับตลาดโลก และเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงทำให้จีนซึ่งเป็นประเทศนำเข้ายางรายใหญ่ของไทยลดการสั่งซื้อไปด้วย ประกอบกับปัญหาสำคัญยังมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นแรงบวกทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อราคายาง เพราะมีการนำยางสังเคราะห์มาใช้แทน ซึ่งมีราคาถูกกว่ายางแท้มาก จึงทำให้ราคายางยังคงมีระดับตกต่ำทุกวัน
ทั้งนี้มาตรการแก้ปัญหาที่กระทรวงเกษตรฯพยายามเร่งทำในระยะสั้น ก็คือ เพิ่มความเข้มแข็งให้เกษตรกร โดยการสนับสนุนเงินกู้ให้กับเกษตรกรไปปลูกพืชอื่นเป็นอาชีพเสริม เพราะถ้าเกษตรกรปลูกยางพาราอย่างเดียว อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ถ้ายางมีราคาตกอีก นอกจากนี้ยังได้จัดสรรงบเพิ่มเติม ให้เกษตรกรกู้รายละแสนบาท เพื่อนำไปเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะ หรือปลูกพืชชนิดอื่นที่มีรายได้ดีกว่า รวมถึงยังประสานงานไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อนำผลผลิตยางจำนวน 2 หมื่นตันเป็นเบื้องต้นไปทำถนนตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อลดปริมาณยางในตลาดให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ขณะที่การประชุมคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้ายางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางด้าน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ยอมรับว่าราคายางพาราในช่วงนี้มีระดับลดลงมากผิดปกติ ซึ่งจะได้เร่งรวบรวมข้อมูลปริมาณยางทั้งหมดในฤดูกรีดที่ผ่านมาว่ามีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบปัญหาและจัดทำเป็นแผนให้ภาคเอกชนและสหกรณ์วางแผนการรับซื้อยางพาราให้เหมาะสมต่อไป
ส่วน นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ กล่าวว่า ราคายางพาราตอนนี้มาถึงจุดต่ำสุดแล้วและภาครัฐไม่ควรให้ต่ำไปกว่านี้ จึงต้องเร่งสร้างกลไกแบ่งบทบาทของภาครัฐ เอกชน และสหกรณ์ให้ชัดเจน เพื่อรับมือในอีก 3 เดือนข้างหน้าที่คาดจะมีผลผลิตออกมาประมาณ 6-8 แสนตัน ว่าจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน
ขณะที่ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสมัชชาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เสนอความเห็นว่า ภาครัฐควรนำยางในสต๊อกที่มีทั้งหมดไปแจกให้กับหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องการใช้ไปฟรีๆ เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษา และรัฐควรชี้นำราคาโดยรับซื้อกิโลกรัมละ 60 บาท เพื่อให้พ่อค้าซื้อยางในราคาดังกล่าวด้วย
ถึงตรงนี้ต้องย้ำว่าสถานการณ์ราคายางตกต่ำกำลังเป็นปัญหาหนักสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ เพราะสร้างผลกระทบให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราหลายล้านชีวิต แต่ประเด็นก็คือที่ผ่านมาผู้รับผิดชอบเข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ไขหรือไม่อย่างไร นี่คือข้อสงสัยของเกษตรกรไทยที่เป็นเหตุเป็นผลต้องออกมาเคลื่อนไหว
