จับตา!! แนวเคลื่อนไหวแก้ปัญหา "ราคายาง" ปักธงเปลี่ยนรมว.เกษตรฯ !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


เจาะข่าวร้อนฯช่วงนี้มาติดตามประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ราคายางตกต่ำ  และมีการส่งสัญญาณนัดหมายว่าจะมีการรวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาในวันที่ 12 ม.ค.นี้

 

 

 


อย่างไรก็ตามจากการสำรวจตรวจสอบสำนักข่าวทีนิวส์ พบว่าแนวทางการเคลื่อนไหวของเกษตกรชาวสวนยางที่จะเกิดขึ้น  โดยข้อเท็จจริงยังคงมีความแตกต่างในสาระสำคัญของข้อเรียกร้อง  ซึ่งบางส่วนเห็นว่ารากเหง้าปัญหาแท้จริงมาจากการบริหารจัดการของกระทรวงเกษตรฯและการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  ที่ไม่มีประสิทธิภาพ 

 


ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา วันนี้  ( 7 ม.ค.)  ได้ออกมาพูดถึงการเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนพาราในวันที่ 12  ม.ค.  ว่า  ปัญหาราคายางตกต่ำเป็นปัญหาที่ทุกต้องร่วมกันแก้ไข  เพราะภาครัฐเองคงไม่สามารถหาเงินงบประมาณมาอุดหนุนได้ตลอดไป พร้อมชี้ว่าการตัดสินใจกดดันรัฐบาลด้วยการจัดการชุมนุมเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง  และไม่มีประโยชน์  เนื่องจากตนคงไม่ดำเนินการข้อเรียกร้องได้  แต่จะยืนในหลักการของการปฏิรูปการทำสวนยางพาราให้มีความยั่งยืนในเชิงบริหารจัดการ และทำให้เกษตรกรมีความแข็งแรงในการประกอบอาชีพหรือช่วยเหลือดูแลตัวเองได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

 


ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์   ยังย้ำว่าแนวทางการชุมนุมกดดันรัฐบาล  นอกจากจะไม่ทำให้ตนเองต้องปฏิบัติตามแล้ว    ในทางตรงข้ามการชุมนุมในลักษณะดังกล่าวจะกลายเป็นคดีความที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินการ  ให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้เข้าร่วมชุมนุมอีก   จึงอยากขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ    เพราะภาครัฐเองก็กำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่แล้ว  เพียงแต่จะไม่นำเงินงบประมาณทำไปใช้จ่ายให้ชาวสวนยางพึงพอใจเพื่อผลทางการเมืองเหมือนกับอดีตที่ผ่าน ๆ มา

 


อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะเน้นย้ำว่าภาครัฐกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา  แต่กระแสการเรียกร้องเพื่อยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐเยียวยาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ราคายางตกต่ำก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 

 


เริ่มต้นจากการประชุมของกลุ่มเกษตรชาวสวนยางรายย่อย  8  จังหวัดภาคใต้   ที่มีมติร่วมกันว่าจะออกมาแสดงตน   เพื่อขอยืนยันแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางจากภาครัฐในวันที่ 10  ม.ค. นี้ เวลา  9.09 น.    ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช    และเบื้องต้นมีแนวทางที่จะใช้เป็นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและผู้มีส่วนรับผิดชอบดังนี้ 
       
1.ราคาน้ำยางสดที่ค่า DRC  ต้องกิโลกรัมละ  60  บาท  จากต้นทุนจริงกิโลกรัมละ  64.25  บาท
       
2.ขอให้พิจารณาการทำหน้าที่ของ พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ  รมว.เกษตรและสหกรณ์  เนื่องจากถือว่าไม่มีความสามารถในการบริหารนโยบายและแก้ไขปัญหา
       
3.ขอให้เร่งจ่ายเงินตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวสวนยางให้ถึงมือชาวสวนยางโดยเร็ว

4.ขอให้นายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการแก้ปัญหาเรื่องการนำยางในสต็อกของรัฐบาลมาใช้ในประเทศ  เช่น  การก่อสร้างถนน  และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  โดยอำนาจพิเศษตามมาตรา 44

5.ขอให้ผู้มีอำนาจตามพ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542   พิจารณาใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบกิจการฯที่เอาเปรียบราคา   โดยเฉพาะการกำหนดราคาตามอำเภอใจในชนิดน้ำยางสด

 


โดยจากการสำรวจราคาผลผลิตยางพาราประจำวันที่ 7  ม.ค. ณ ตลาดกลางยางพารา  อ.หาดใหญ่  พบว่าระดับราคายังคงมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอีก     อาทิ  ราคายางแผ่นดิบลดลงจาก 34.25 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อวันที่  6  ม.ค. มาอยู่ที่ 34.05 บาทต่อกิโลกรัม   ยางแผ่นดิบรมควันชั้น  3  ลดลงจาก 34.51  บาทต่อกิโลกรัม  มาอยู่ที่  34.12  บาทต่อกิโลกกรัม   ส่วนราคาน้ำยางสด  หน้าโรงงาน   ยังคงที่ในราคา 28.50 บาทต่อกิโลกรัม 

 


นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง จ.ตรังก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคายางอย่างเป็นรูปธรรม และรวมถึงการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

 
โดยทางด้าน  นายศักดิ์สฤษฎ์ ศรีประศาสตร์ แกนนำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยจังหวัดตรัง ได้แถลงข่าวที่บริเวณสวนสาธารณะพระยารัษฎานุประดิษฐ์จังหวัดตรัง    เรียกร้องรัฐบาลเร่งปัญหาราคายางพาราตกต่ำ  ผ่านข้อเสนอ   3 ข้อ ประกอบด้วย


1. ต้องการให้รัฐบาลเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทำสัญญาซื้อขายยางกับบริษัท ไซโนแคม ประเทศจีน จำนวน 2 แสนตัน โดยนัดส่งมอบยางกันในเดือนมี.ค.  ทั้งๆ  ที่สัญญาดังกล่าวเป็นการทำให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ   เนื่องจากมีการยอมรับเงื่อนไขให้ประเทศจีนรับซื้อยางในราคาส่งมอบในเดือนมีนาคม  โดยบวกค่าชดเชยให้ไทยอีก 15 บาท  และอาจเป็นเหตุทำให้เกิดกระบวนการกดดันให้ราคายางในช่วงนี้ตกต่ำต่อเนื่อง  ทั้ง ๆ ที่ทุกปีที่ผ่านมายางในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ราคาจะอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะเป็นช่วงปิดฤดูกรีดยาง   ซึ่งเมื่อถึงวันส่งมอบยางล็อตนี้ในเดือนมีนาคม  ก็จะทำให้ราคาซื้อขายขณะนั้นบวกเพิ่มอีก 15 บาท   อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไปกว่ากลุ่มทุนในประเทศและต่างประเทศประมาณการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น


2.ต้องการให้รัฐบาลกำหนดราคาสินค้าอุปโภค บริโภค     เป็นวาระประชาชนโดยด่วน      เพราะไม่ว่าราคายางพาราราคาสักเท่าไร   แ ต่หากราคาสินค้าไม่แพงชาวบ้านก็จะไม่เดือดร้อน   แต่ปัญหาขณะนี้คือมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ     จนทำให้ราคาสินค้ามีการขยับราคาขึ้น     ดังนั้นเมื่อราคายางช่วงนี้ตกต่ำในขณะที่ราคาสินค้าปรับขึ้น   ผลกระทบทั้งหมดจึงตกอยู่กับเกษตรกรที่มีรายได้ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 


3. ต้องการให้รัฐบาลกำหนดโครงการให้ชาวบ้านยางพาราหยุดกรีดยางพาราอย่างชัดเจน   โดยรัฐบาลจะต้องชดเชยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้อย่างเหมาะสม  เพื่อทำให้ปริมาณยางในตลอดอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับทิศทางตลาด  ไม่ใช่แต่เพียงการชี้นำว่าปัญหาราคายางตกต่ำ  เป็นเพราะปริมาณยางในตลาดมีล้นเกินความต้องการเท่านั้น

 


ทั้งนี้   นายศักร์สฤษดิ์   ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการตามข้อเสนอ  ทางเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางได้กำหนดมาตรการการเคลื่อนไหวผ่านเวทีเสวนาเพิ่มเติมไว้แล้วตั้งแต่วันที่  10 ม.ค. เป็นต้นไป  จนกว่ารัฐบาลจะให้ความสนใจต่อข้อเรียกร้อง  รวมถึงยังมีมาตรการต่างๆเพื่อยกระดับการกดดัน  แต่จะไม่มีการชุมนุมอย่างแน่นอนแต่อาจใช้มาตรการอดอาหาร  และเปิดให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนลงรายชื่อร่วม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสนใจ  เพราะที่ผ่านมามีการยื่นหนังสือถึงผู้รับผิดชอบหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่เห็นผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

 


ถึงตรงนี้ต้องยอมรับว่ากับมุมมองของเกษตรกรเอง  ก็ค่อนข้างให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาของผู้รับผิดชอบในกระทรวงเกษตรฯอยู่ไม่น้อย แต่ประเด็นคือข้อเรียกร้องดังกล่าวจะได้รับการตอบสนองจากภาครัฐหรือไม่    เพราะพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.   ที่  พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งโยกย้ายจากตำแหน่งรมว.พาณิชย์ให้มาทำหน้าที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์  ในช่วงการปรับโครงสร้างครม.เศรษฐกิจที่ผ่านมา

 


และล่าสุด   พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์    ได้กล่าวถึงมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำอีกครั้ง   ว่า   ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางจากทุกภาคส่วน    ทั้งตัวแทนเกษตรกร   เอกชนรับซื้อน้ำยางข้น  ยางแท่ง    เพื่อมาช่วยกันแก้ไขและดูแลเรื่องราคาอย่างเร่งด่วน  ไม่ให้ราคายางแผ่นดิบต่ำกว่า 35 บาทต่อกิโลกรัม   ส่วนเหตุที่ยางยังราคาตกต่อเนื่อง ส่วนตัวยังเชื่อว่าปัญหาราคายางขณะนี้เกี่ยวพันกับตลาดโลก   และเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว   จึงทำให้จีนซึ่งเป็นประเทศนำเข้ายางรายใหญ่ของไทยลดการสั่งซื้อไปด้วย   ประกอบกับปัญหาสำคัญยังมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง  จึงเป็นแรงบวกทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อราคายาง  เพราะมีการนำยางสังเคราะห์มาใช้แทน ซึ่งมีราคาถูกกว่ายางแท้มาก    จึงทำให้ราคายางยังคงมีระดับตกต่ำทุกวัน

 


ทั้งนี้มาตรการแก้ปัญหาที่กระทรวงเกษตรฯพยายามเร่งทำในระยะสั้น  ก็คือ  เพิ่มความเข้มแข็งให้เกษตรกร  โดยการสนับสนุนเงินกู้ให้กับเกษตรกรไปปลูกพืชอื่นเป็นอาชีพเสริม   เพราะถ้าเกษตรกรปลูกยางพาราอย่างเดียว   อาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ถ้ายางมีราคาตกอีก    นอกจากนี้ยังได้จัดสรรงบเพิ่มเติม   ให้เกษตรกรกู้รายละแสนบาท  เพื่อนำไปเลี้ยงแพะ   เลี้ยงแกะ   หรือปลูกพืชชนิดอื่นที่มีรายได้ดีกว่า   รวมถึงยังประสานงานไปยังกระทรวงคมนาคม   เพื่อนำผลผลิตยางจำนวน  2 หมื่นตันเป็นเบื้องต้นไปทำถนนตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อลดปริมาณยางในตลาดให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

 


ขณะที่การประชุมคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้ายางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ทางด้าน  นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ    ยอมรับว่าราคายางพาราในช่วงนี้มีระดับลดลงมากผิดปกติ    ซึ่งจะได้เร่งรวบรวมข้อมูลปริมาณยางทั้งหมดในฤดูกรีดที่ผ่านมาว่ามีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา  เพื่อตรวจสอบปัญหาและจัดทำเป็นแผนให้ภาคเอกชนและสหกรณ์วางแผนการรับซื้อยางพาราให้เหมาะสมต่อไป  

 


ส่วน  นายอำนวย ปะติเส  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ   กล่าวว่า  ราคายางพาราตอนนี้มาถึงจุดต่ำสุดแล้วและภาครัฐไม่ควรให้ต่ำไปกว่านี้    จึงต้องเร่งสร้างกลไกแบ่งบทบาทของภาครัฐ เอกชน และสหกรณ์ให้ชัดเจน   เพื่อรับมือในอีก 3 เดือนข้างหน้าที่คาดจะมีผลผลิตออกมาประมาณ 6-8 แสนตัน ว่าจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน

 


ขณะที่  นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสมัชชาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย  เสนอความเห็นว่า    ภาครัฐควรนำยางในสต๊อกที่มีทั้งหมดไปแจกให้กับหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องการใช้ไปฟรีๆ  เพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษา และรัฐควรชี้นำราคาโดยรับซื้อกิโลกรัมละ 60 บาท เพื่อให้พ่อค้าซื้อยางในราคาดังกล่าวด้วย

 


ถึงตรงนี้ต้องย้ำว่าสถานการณ์ราคายางตกต่ำกำลังเป็นปัญหาหนักสำหรับประเทศไทยในขณะนี้  เพราะสร้างผลกระทบให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราหลายล้านชีวิต  แต่ประเด็นก็คือที่ผ่านมาผู้รับผิดชอบเข้าใจปัญหาและวิธีการแก้ไขหรือไม่อย่างไร  นี่คือข้อสงสัยของเกษตรกรไทยที่เป็นเหตุเป็นผลต้องออกมาเคลื่อนไหว