- 21 ม.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ท้ายที่สุดนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว พร้อมพวกที่เคลื่อนไหวท้าทายกระบวนการยุติธรรม ทั้งการไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียก และเคลื่อนไหวท้าทายหมายจับของศาลทหาร ก็ถูกทหารควบคุมตัวเอาไว้ได้ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน นำตัวส่งฟ้องต่อศาลทหาร พร้อมฝากขังผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจรถไฟธนบุรี ได้นำตัวนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ และนายกรกช แสงเย็นพันธ์ มาขออำนาจศาลทหารกรุงเทพฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วันภายหลังจากที่ถูกศาลทหารกรุงเทพออกตามหมายในข้อหามั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 โดยทั้ง 4 คนมีสีหน้านิ่งเฉย และไม่ได้พูดอะไร
มีเพียงแต่น.ส.ชลธิชา ที่แสดงสัญลักษณ์ชูกำปั้น แทนสัญลักษณ์การชู 3 นิ้ว ที่เป็นสัญลักษณ์ใหม่ในการต่อต้านรัฐประหาร ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารของกระทรวงกลาโหม โดยนำรั้วเหล็กมาปิดกั้นด้านหน้าทางเข้า-ออกศาลทหารกรุงเทพ ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด
ขณะที่ ศาลทหารกรุงเทพได้พิจารณาคำร้องตามที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจรถไฟธนบุรียื่นขอฝากขัง โดยยกคำร้องและปล่อยตัวผู้ต้องหา โดยไม่มีเงื่อนไข
ทั้งนี้ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ
ข้อ ๑๒ ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจํานวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
ผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งที่สมัครใจเข้ารับการอบรมจากเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นระยะเวลาไม่เกินเจ็ดวันและเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นสมควรปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขตามข้อ ๑๑ วรรคสอง ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการปล่อยตัว ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
กระบวนการจับกุมตัวที่มีการถ่ายคลิปวีดีโอ และภาพรวมของสถานการณ์แสดงให้เห็นว่าทั้งทหารและตำรวจได้ดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปกล่าวอ้างในทางเสียหาย
และที่สำคัญขั้นตอนทั้งหมดก็ไปไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ทว่ากลับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาออกมาเคลื่อนไหว และใช้เหตุนี้โจมตีรัฐบาลไทย เรื่องสิทธิเสรีภาพอีกครั้ง
นายมาร์ค โทเนอร์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ต่อกรณีการจับกุมตัวนายสิรวิชญ์ ว่าได้ทราบรายงานการจับกุมดังกล่าวแล้ว และขอแสดงความกังวล ต่อการปิดกั้นเสรีภาพพื้นฐานในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ และสิทธิมนุษยชนในไทย โดยขอให้รัฐบาลไทย ให้การยืนยันว่าจะเคารพในเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และเมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้รับข้อมูลเรื่องการจับกุมครั้งนี้มากขึ้นแล้ว จะมีการแสดงท่าทีเพิ่มเติมต่อไป
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็จะลำดับเรื่องราวอันเป็นสาระสำคัญของเรื่องให้คุณผู้ชมได้ทราบว่าการจับกุมครั้งนี้นอกจากจะดำเนินการตามกฎหมายแล้ว
ยังถือเป็นการยับยั้งแผนการร้ายของกลุ่มผู้ต้องหาที่พยายามบิกเบือนข้อเท็จจริงและสร้างความวุ่นวาย แตกแยกให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ
รถไฟธนบุรี ได้นำเอกสารหลักฐานและสำนวน เดินทางมายื่นขอศาลทหารกรุงเทพฯ เพื่อขออนุมัติออกหมายจับนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษา (เอ็นดีเอ็ม) พร้อมพวกรวม 6 คนที่นัดหมายรวมตัวกันขึ้นรถไฟไปตรวจสอบการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ในข้อหามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ข้อ 12
ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้ทั้งหมดมาพบพนักงานสอบสวนแล้ว 2 ครั้ง โดยล่าสุดได้เรียกให้มาพบในวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 11 คน โดย 5 คน ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 6 คน ได้มาที่สถานีตำรวจ แต่ไม่เข้าพบพนักงานสอบสวน จึงถือว่าไม่ได้มาพบพนักงานสวบสวน เพราะคดีดังกล่าวเป็นคดีเดียวกัน จึงไม่สามารถส่งสำนวนให้กับทางอัยการได้
จากนั้นศาลทหารกรุงเทพได้พิจารณาอนุมัติออกหมายจับเลขที่ 2-7 ประกอบด้วย นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว อายุ 23 ปี น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว อายุ 22 ปี น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ อายุ 22 ปี นายกรกช แสงเย็นพันธ์ อายุ 23 ปี นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธุ์ อายุ 29 ปี และนายธเนตร อนันตวงษ์ อายุ 25 ปี ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.
ก็อย่างที่เห็นว่าที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกนายสิรวิชญ์ถึง 2 ครั้ง แต่กลับบ่ายเบี่ยงและไม่ยอมเข้าพบพนักงานสอบสวน เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมถึง 5 คน และก็ไม่ได้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด
มิหนำซ้ำนายสิรวิชญ์ยังท้าทายกระบวนการยุติธรรมถึงขนาดประกาศว่าไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการ และยังเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายและเยาะยเยเจ้าพนักงานอย่างต่อเนื่อง
อย่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา นายสิรวิชญ์ พร้อมด้วย น.ส.ชลธิชา น.ส.ชนกนันท์ นายกรกช และนายอภิสิทธิ์ ร่วมอ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 3 แสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมในกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบอบเผด็จการ ที่สถานีรถไฟธนบุรี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อธิบายว่า นายสิรวิชญ์ทำผิดกฎหมายหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องการไปอุทยานราชภักดิ์เท่านั้น เพราะได้กระทำผิดทั้งพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ถ้าคสช.ปล่อยให้นายสิรวิชญ์ไปที่อุทยานดังกล่าว ก็จะกลายเป็นการทำผิดกฎหมายอีกกระทงหนึ่ง เพราะเป็นการไปชุมนุมในอีกสถานที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่าทุกคนต้องเคารพกฎหมาย และการจับกุมสามารถทำได้หลายรูปแบบ
เมื่อถามว่าจ่านิวยังเป็นนักศึกษาอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามกลับว่า เขาเรียนมากี่ปีแล้ว เขาทำในสิ่งที่ไม่ได้เรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะดูเรื่องนี้ด้วย ส่วนการชุมนุมของเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ทำได้นั้น เป็นเพราะเขามีการขออนุญาตชุมนุมตามกฎหมาย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนได้ประสานไปยังรัฐบาลประเทศต่างๆที่มีผู้กระทำผิดกฎหมายของไทยไปอาศัยอยู่ โดยเราได้อธิบายให้เขาเข้าใจว่าคนเหล่านั้นกระทำผิดกฎหมายของไทยอย่างไร อย่างไรก็ตามส่วนคนที่ออกมาพูดแสดงความคิดเห็นต่างๆผ่านสื่อแบบส่งเดชนั้น ก็ถือว่ามีความผิด และสื่อถือว่ามีความผิดด้วย แต่เราไม่ได้ดำเนินการอะไร
พิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้มีการล่วงละเมิดสิทธิเสรภาพตามที่ฝ่ายของนายสิรวิชญ์กล่าวอ้าง
หรือประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาพยายามนำเอาเรื่องนี้มาโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งๆที่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาก็มีการบังคับใช้กฎหมาย ในการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน
ซึ่งจากพฤติกรรมดังกล่าวของสหรัฐ ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานของการบังคับใช้กฎหมาย หรือการเลือกปฏิบัติต่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่เป็นประโยชน์กับตนเองเท่านั้น
และที่ผ่านมายังมีคดีที่สหรัฐลงโทษผู้กระทำความผิดฐานกล่าวโจมตีประธานาธิบดีอย่างเด็ดขาด
คดีแรก ศาลในเมืองหลุยส์วิลล์ มลรัฐเคนตักกี ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2553 ให้จำคุกนายจอห์นนี่ โลแกน สเปนเซอร์ ชาวเมืองหลุยส์วิลล์ วัย 28 ปี เป็นเวลา 33 เดือน ด้วยข้อหาข่มขู่นายบารัก โอบามา กรณีที่นายสเปนเซอร์ได้เขียนบทกวี 16 บรรทัด ซึ่งมีเนื้อหาบรรยายถึงการใช้ปืนสไนเปอร์ลอบยิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ขึ้นบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง
สื่อต่างประเทศรายงานว่า นายสเปนเซอร์ได้กล่าวคำขอโทษต่อกรณีที่เขาได้เขียนบทกวีดังกล่าว และให้การว่า ขณะที่เขาเขียนบทกวีนั้น เป็นช่วงที่เขาอยู่ในภาวะโศกเศร้าเพราะการเสียชีวิตของมารดาและได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเชิดชูคนผิวขาว (white supremacist) ซึ่งช่วยให้เขาเลิกยาเสพติดได้
ผู้พิพากษาโจเซฟ เอ็ช.แม็กคินลีย์ จูเนียร์ ได้ตัดสินว่าบทกวีของนายสเปนเซอร์คือสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด จึงถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 33 เดือน และจะถูกคุมประพฤติอีก 3 ปีหลังพ้นโทษจำคุกแล้ว
สำหรับบทกวีของนายสเปนเซอร์ที่ชื่อ“สไนเปอร์”นั้นเคยถูกโพสต์ขึ้นเว็บไซต์ NewSaxon.org ของกลุ่ม white supremacist ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนาซีใหม่ เมื่อปี 2550 และถูกโพสต์ขึ้นอีกครั้งในปี 2552 หลังจากนายโอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ซึ่งจากการติดตามของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ทำให้สามารถจับกุมตัวนายสเปนเซอร์ได้เมื่อต้นปี 2553
โดยบทกวีดังกล่าว ได้พรรณาว่ามือปืนได้สาดกระสุนปลิดชีวิต “ทรราช” ซึ่งต่อมาได้ระบุชัดเจนว่าเป็นประธานาธิบดี ทำให้เขาถูกตั้งข้อหาจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่า กระทำการข่มขู่ประธานาธิบดีและข่มขู่เอาชีวิตหรือทำร้ายร่างกายผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งข้อหาข่มขู่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ถือเป็นข้อหาร้ายแรงมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับสูงสุด 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7,500,000 บาท (เจ็ดล้านห้าแสนบาท)
คดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่ โดยฝ่ายที่ปกป้องนายสเปนเซอร์ให้เหตุผลว่า ข้อความในบทกวีของนายสเปนเซอร์เพียงแค่แสดงความไม่พอใจเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายอัยการระบุว่าข้อความที่ว่า “คนผิวดำต้องตาย” (DIE negro DIE) นั้น เพียงพอแล้วที่จะยกเลิกการให้เสรีภาพในการพูดแก่นายสเปนเซอร์
นอกจากกรณีจำคุกคนเขียนบทกวีแล้ว ยังมีกรณีที่วัยรุ่นชาวอังกฤษถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดชีวิต หลังจากเรียกนายโอบามาเป็นอวัยวะเพศชาย
ทั้งนี้ สื่อมวลชนของอังกฤษได้รายงานเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 ว่า นายลุก แองเจล อายุ 17 ปี ชาวเมืองซิลโซ ในเบดฟอร์ดเชียร์ ได้ส่งอีเมล์ไปยังทำเนียบขาว หลังจากที่เขาได้ดูรายการทีวีเกี่ยวกับเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 พร้อมกับเรียกนายโอบามาในอีเมล์นั้นว่า “a prick” ซึ่งเป็นศัพท์สแลงมีความหมายถึงอวัยวะเพศชาย
อีเมล์ดังกล่าวถูกสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ดักตรวจได้ จึงส่งข้อมูลให้ตำรวจอังกฤษทำการสืบสวนสอบสวนต่อและสามารถระบุตัวคนส่งอีเมล์ได้ แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินคดีกับเด็กวัยรุ่นชาวอังกฤษคนนี้ แต่เขาก็ถูกขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลต้องห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ
ซาราห์ วิลคินสัน โฆษกสำนักงานตำรวจเบดฟอร์ดเชียร์ บอกว่า อีเมล์ดังกล่าวเต็มไปด้วยภาษาที่ไม่เหมาะสมและข่มขู่คุกคามจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเธอบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ทำอะไรโง่ๆ เท่านั้น
ขณะที่นายแองเจลยอมรับว่าได้ส่งอีเมล์ดังกล่าวออกไปขณะกำลังเมา และให้ปากคำต่อตำรวจว่า เขาจำไม่ได้ชัดเจนว่าได้เขียนอะไรลงไปบ้าง นอกจากนี้ยังให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องที่เขาถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ ว่า เขาไม่สนใจ แม้ว่าพ่อแม่เขาไม่ค่อยมีความสุขนักกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ไม่เฉพาะการเลือกปฏิบัติในกรณีดังกล่าวเท่านั้น กับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ กับชาติใดๆก็ตามที่ยอมศิโรราบ หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันสหรัฐก็แทบที่จะไม่เข้าไปก้าวก่าย แม้ประเทศนั้นจะมีการกระทำที่ละเมิดของสิทธิและเสรภาพอย่างรุนแรง
อย่างล่าสุดที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ใช้ศาลพิเศษตัดสินประหารชีวิตคนถึง 47 คน จนถูกสังคมโลกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่สหรัฐกับเงียบเฉยที่จะดำเนินการใดๆ
ทั้งนี้จะว่าไปแล้วเรื่องดังกล่าวเรียกว่ามีความรุนแรงกว่ากรณีของการจับกุมนายสิรวิชญ์หลายเท่าตัว
2 ม.ค.2559 กระทรวงมหาดไทยซาอุดีอาระเบียแถลงว่า ซาอุฯ ประหารนักโทษ 47 คนที่ต้องโทษความผิดฐานรับอุดมการณ์สุดโต่ง เข้าร่วมกับองค์กรก่อการร้าย และวางแผนก่ออาชญากรรมหลายรูปแบบ ในจำนวนนี้รวมถึงนีมร์ อัล-นีมร์ อิหม่ามนิกายชีอะห์วัย 56 ปี ซึ่งมักวิจารณ์ราชวงศ์ซาอุฯ และเป็นแกนนำสำคัญในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 2554
แต่ในแถลงการณ์ซึ่งสำนักข่าวทางการนำออกเผยแพร่ ไม่มีชื่อของนายอาลี อัล นีมร์ หลานชายของเขาวัย 17 ปี ที่ถูกจับหลังการประท้วงรวมอยู่ด้วย
นักโทษที่ถูกประหาร มีชาวต่างชาติเป็นอียิปต์ 1 คน ชาด 1 คน ที่เหลือเป็นซาอุฯ รวมถึงชาวสุหนี่ที่พัวพันการโจมตีของอัล-ไกดา สังหารชาวซาอุฯ และชาวต่างชาติในซาอุฯ เมื่อปี 2546 และ 2547 การประหารชีวิตเมื่อวันเสาร์ กระทำใน 12 เมือง โดยไม่มีการเปิดเผยว่าใช้วิธีใด แต่โดยปกติการประหารในซาอุฯ ใช้เพชฌฆาตตัดศีรษะ
สถิติประหารชีวิตในซาอุฯ พุ่งทะยาน นับจากกษัตริย์ซาลมานขึ้นครองราชย์เมื่อเดือนมกราคม 2558 ต่อจากกษัตริย์อับดุลเลาะห์ โดยตลอดปี 2558 ซาอุฯ ประหารนักโทษในคดีต่างๆ รวมถึงค้ายาเสพติดมากถึง 153 คน
ทางการซาอุฯ ตั้งศาลพิเศษเมื่อปี 2554 เพื่อพิจารณาคดีชาวต่างชาติและพลเมืองตัวเองที่ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกอัล-ไกดา หรือมีส่วนร่วมกับคลื่นการโจมตีทั่วประเทศนับจากปี 2546 ที่ทำให้มีชาวซาอุฯ และต่างชาติเสียชีวิตมากกว่า 150 คน โดยเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ มกุฎราชกุมารองค์ปัจจุบัน คือผู้นำการกวาดล้างกลุ่มหัวรุนแรงในขณะนั้น แต่กรณีของอิหม่ามชีอะห์ ไม่ได้ถูกจับด้วยข้อหาก่อการร้าย
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของสหรัฐอเมริกาที่จ้องแต่จะโจมตีและทำลายประเทศไทย เพียงมุ่งหวังผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไร้ซึ่งหลักแห่งความเสมอภาค เท่าเทียม ตามที่พยายามกล่าวอ้างมาโดยตลอด
