ฉาวหนัก!! วงการพระชั้นผู้ใหญ่ กับการครอบครองรถยนต์หรู บทเรียนอันสำคัญต่อสังคม !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


การมรณภาพของพระพรหมสุธี หรือเจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ได้ให้บทเรียนอันสำคัญต่อสังคมไทย อันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระชั้นผู้ใหญ่ที่ผ่านการบวชมาหลายพรรษา หากไม่ฝึกฝนปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งขัด และถูกต้อง ก็จะกระทำบาปด้วยการฝ่าฝืนข้อห้ามต่างๆของพระธรรมวินัยเสียเอง

 


เพราะการทำอัตวินิบาตกรรมถือว่าเป็นบาปที่หนักในทางพระพุทธศาสนา ประกอบกับที่ผ่านมาเจ้าคุณเสนาะก็ถูกตรวจสอบเรื่องการทุจริตและการสะสมรถหรูหรือการประกอบธุรกิจ จนเป็นข่าวอื้อฉาวและกดดันให้ต้องหลุดออกจากพระฝ่ายปกครองในตำแหน่งต่างๆ

 


พล.ต.ต. นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผลชันสูตรร่าง พระพรหมสุธี   ว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการขาดอากาศหายใจจากการถูกกดรัดบริเวณลำคอ ส่วนร่องรอยตามร่างกดพบเพียงบาดแผลขนาดเล็กที่เกิดจากการกระแทกบริเวณเข่า แต่ไม่พบจุดที่น่าสงสัย หรือร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด

 


ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพระพรหมสุธี หรือเจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ มรณภาพว่า เรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบถึงสาเหตุของการมรณภาพ ว่าเป็นเพราะอะไร ส่วนการบำเพ็ญกุศล ก็เป็นเรื่องขอญาติ และทางวัด ส่วนกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสการใช้งบประมาณ ในงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ นั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ออกมาชี้แจงแล้วว่าเรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งตนเคยได้ข่าวมาแล้ว เพราะทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงาน

 


พระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็เคยแจ้งตนมาแล้วว่าไม่มีความผิด เพราะเงินได้กลับเข้าไปสู่ระบบแล้ว เหมือนการยืมเงินทดรองไป ถ้าไม่มีการร้องเรียนขึ้นมาเงินนั้นอาจมีปัญหาก็ได้ แต่วันนี้เงินกลับไปแล้วก็จบ

 


กรณีของเจ้าคุณเสนาะเป็นแค่เพียงบทเรียนหนึ่งเท่านั้นของวงการสงฆ์ไทย โดยที่ผ่านมาพบว่ามีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นกับพระทุกระดับชั้น

 

โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนพัวพันกับทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งจัดว่าเป็นของต้องห้าม ที่มีโอกาสทำให้พระรูปนั้นตบะแตก

 


สาเหตุด้านหนึ่งอาจจะมาจากการแปรสภาพของวัดในประเทศไทย ที่กลายเป็นพุทธพาณิชย์ และพุทธศาสนิกชนนิยมทำบุญกับพระที่นับถือ กลายเป็นสิ่งยั่วยวนจนมิอาจห้ามใจ

 


ที่ชัดเจนก็คือกรณีการคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชขึ้นเป็นประมุขฝ่ายสงฆ์

 


หนึ่งในรอยมลทินที่ทำให้สมเด็จช่วงถูกต่อต้านอย่างหนักคือ"ปัญหาการครอบครองรถหรู"ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ

 


อย่างไรก็ตาม หากมองภาพใหญ่ของวงการพุทธศาสนาจะพบว่าการครอบครองรถยนต์หรูของพระสงฆ์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่กลับปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตามมาด้วยการตั้งคำถามจากสังคมถึงความเหมาะสม

 


ปี 2556 พระครูปลัดสิทธิวัฒน์หรือหลวงพี่น้ำฝนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมถูกจับตามองจากสังคมหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่าสะสมรถยนต์หรูหลายคันจนถูกดีเอสไอเข้าตรวจสอบ หลวงพี่น้ำฝนยอมรับว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์จริงเป็นรถที่ลูกศิษย์จากประเทศสหรัฐอเมริกาถวายให้มาตั้งแต่ปี 2554 พร้อมยืนยันว่าครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งนี้รถยนต์ดังกล่าวไม่ได้นำไปใช้งานทุกวันแต่ใช้เฉพาะวันงานฉลองครบรอบหลวงพ่อพูลก่อนตั้งโชว์ไว้ให้ญาติโยมที่สนใจเกี่ยวกับรถโบราณได้ศึกษาหาความรู้

 


ปี 2557 พระพรหมสุธีเจ้าอาวาสวัดสระเกศชี้แจงหลังจากมีผู้เผยแพร่ภาพรถยนต์หรูจำนวนหลายคันของวัดผ่านสังคมออนไลน์ว่ารถยนต์ทุกคันไม่ได้ซื้อด้วยตัวเองแต่เป็นรถที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายให้ด้วยความศรัทธา

 


คำอธิบายจากพระทั้งสองรูปสอดคล้องกับนายดำเกิง จินดาหราไวยาวัจกรวัดปากน้ำภาษีเจริญที่ให้เหตุผลการรับมอบและครอบครองรถยนต์ภายในวัดปากน้ำภาษีเจริญว่าเจ้าอาวาสมีความประสงค์ที่จะเก็บรักษารถยนต์เป็นของโบราณมีค่าเช่นเดียวกับตู้พระธรรม กลองโบราณ เรือโบราณ เครื่องเบญจรงค์ รถม้า รถสามล้อถีบเพื่อไว้ในพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนมาเยี่ยมชมมิได้ครอบครองไว้เพื่อความหรูหราแต่อย่างใด

 


“ทางวัดหรือเจ้าอาวาสไม่ได้ซื้อเอง แต่มีผู้นำมาถวายมีเจตนาจะสะสมเป็นโบราณวัตถุและจัดแสดงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาซึ่งรถที่อยู่ระหว่างตรวจสอบของดีเอสไอเป็นรถยนต์เก่าแก่อายุกว่า 70 ปีไม่ใช่รถหรูตามที่ถูกวิจารณ์

 


ทั้งยังเป็นรถจดประกอบนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2554 มีเอกสารยืนยันคือสมุดจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก”

 


พระครูวิบูลพัฒนกิตติ์เจ้าอาวาสวัดหัวกระบือซึ่งย้อนกลับไปหลายปีก่อนเคยตกเป็นข่าวเกรียวกราวว่าครอบครองรถโบราณยี่ห้อหรูหลายสิบคันภายในวัดโดยเฉพาะเมอร์ซีเดสเบนซ์ และวอลโว่ เผยว่ารถโบราณเหล่านี้ได้รับมาจากการถวายด้วยความศรัทธาจากญาติโยมขณะเดียวกันยังมีอีกหลายคันที่ญาติโยมขอร้องให้ช่วยซื้อไว้เนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงิน

 


"บางคนเขานำมาถวายเพราะศรัทธาบางคนเขาไม่มีเงินก็มาขอให้อาตมาช่วยซื้อเก็บไว้ในราคาไม่แพงไม่ได้เก็บไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือความหรูหราอาตมาเลือกใช้ประโยชน์จากรถพวกนี้โดยการนำมาให้ลูกศิษย์ได้ศึกษาเรียนรู้การซ่อมแซมบำรุงอะไหล่ต่างๆของรถยนต์

 


ซึ่งอาตมามองว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ทำให้ใครบางคนมีงานทำมีเงินใช้เลี้ยงดูครอบครัว หรือมีทักษะเพิ่มในการทำงานหรือบางคราวถ้ามีพระรูปไหนเข้ามาบวชแล้วพอจะมีทักษะด้านนี้อยู่บ้างก็จะมาช่วยกันทำการทำงานตรงนั้นจะทำให้คนเรา มีสติ มีสมาธิ เพราะมีจิตจดจ่ออยู่กับการทำงานไม่คิดเรื่องที่เป็นอกุศลอื่นๆ

 


การเก็บรักษาดูแลรถเก่าไม่ใช่เรื่องแย่ที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของเมอร์ซิเดสเบนซ์มาเยือนเมืองไทยยังเคยขอนำรถเก่าของทางวัดไปใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวพอใช้เสร็จทางโรงเเรมที่พักของผู้บริหารยังขอนำรถคันดังกล่าวไปจัดแสดงให้คนทั่วไปได้ชมด้วยถือเป็นการสร้างประโยชน์ต่อยอดได้อีกพระไม่ได้ครอบครองไว้เพื่อโชว์ความร่ำรวย ไม่ใช่รถประจำตำเเหน่งหรือได้มาจากภาษีประชาชนเหมือนพวกนักการเมือง ที่สำคัญวันหนึีงถ้าอาตมาหรือพระองค์อื่นๆตายไปก็ไม่ได้หยิบเอาทรัพย์สินพวกนี้ไปด้วยสุดท้ายตกเป็นของวัดอยู่ดี”

 


ปัจจุบัน รถยนต์โบราณกว่า 10 คันภายในบริเวณโรงรถวัดหัวกระบือถูกจอดอยู่ในสภาพทรุดโทรมเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาเตอะ ไม่สามารถใช้งานได้

 


ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 นิด้าโพลล์เคยเปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง“พระสงฆ์กับวัตถุนิยม”โดยทำการสำรวจประชาชนผู้ที่นับถือศาสนาพุทธทั่วประเทศ พบว่า


90.39% มองว่าการที่พระสงฆ์ครอบครองรถหรูหรือของใช้แบรนด์เนม เป็นพฤติกรรมที่ "ไม่เหมาะสม"เนื่องจากพระสงฆ์ควรปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างแก่พุทธศาสนิกชนด้วยการละกิเลสทางโลก


5.68% มองว่า “เหมาะสม” เพราะเป็นสิทธิ์ของพระสงฆ์ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วพระอาจมีความจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้และสิ่งของบางอย่างพระไม่ได้ซื้อเอง

 


เมื่อถามถึงสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้พระสงฆ์มีพฤติกรรมวัตถุนิยมประชาชน

37.79% มองว่าเกิดจากพระสงฆ์ไม่ตัดขาดจากทางโลก

30.82% เกิดจากพระสงฆ์หลงใหลในวัตถุแล้วญาติโยมก็ตอบสนอง

20.02% เกิดจากญาติโยมถวายโดยขาดการยั้งคิดว่าเหมาะสมหรือไม่

6.49% เกิดจากองค์กรที่ดูแลศาสนาอ่อนแอขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบป้องกัน

0.80% เกิดจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

 


เมื่อถามถึงแนวทางแก้ปัญหาพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวเกินพอดี

68.05% ควรออกกฎข้อบังคับเพื่อจำกัดการครอบครองหรือใช้วัตถุของพระสงฆ์

8.81%  ควรให้มีการเก็บภาษีพระสงฆ์จากเงินบริจาคหรือสิ่งของที่มาบริจาค

 


นายไพบูลย์ นิติตะวันประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา ให้ความเห็นว่าการครอบครองรถหรูของพระสงฆ์ในเมืองไทยนั้นถือเป็นปัญหามีเป็นจำนวนมากจนแทบกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในพระชั้นผู้ใหญ่ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าละเลยการปฎิบัติตามพระธรรมวินัย

 


"พระหลายรูป ปากพูดกันแต่เรื่องปกป้องกระพุทธศาสนาเหมือนท่องบาลีแต่ไม่ได้ปฎิบัติตามแก่นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ คือให้ละเลิก ละวางเรื่องเหล่านี้มันมีรากเหง้ามาจากตัวกฎหมายด้วยที่ออกแบบและเอื้อให้พระมีสมณศักดิ์ลำดับชั้นเหล่านี้นำไปสู่ผลประโยชน์ต่างๆ มากมายไม่ต่างจากตำแหน่งในวงการตำรวจหรือทางการเมือง"

 


ขณะที่พระพยอมกัลยาโณเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่าการครอบครองสิ่งของอันใดก็แล้วแต่ หากเป็นของทางโลก คนทางโลกเขาย่อมติเตียนเพราะรู้สึกขายขี้หน้าและนึกสงสัยว่าเหตุใดคนบวชกลับมีมากกว่าคนไม่บวชหากไม่อยากถูกติควรเก็บสะสมหรือครอบครองสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาจะดีกว่า

 


"ถ้าสะสมของเหมือนชาวบ้าน แข่งขันกับชาวบ้าน เขาหาเรื่องด่าอยู่แล้วซึ่งอุดมการณ์ของพระนั้นไม่เหมือนกันบอกไม่ได้แน่ชัดว่าจะรับศรัทธาได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพระรูปนั้นๆโลกใบนี้มีทั้งคนที่ต้องการเเละไม่ต้องการ อย่างหลวงพ่อชา ท่านไม่เอาเลยรถยนต์จะถูกจะแพงอย่างไรก็ไม่รับ เเละถึงเเม้จะมีความต้องการถ้าเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรกับวิถีชีวิตการเป็นนักบวชก็เป็นอันเลิกไป เเต่ถ้าใครเอา ก็ว่าเขาไม่ได้เพียงแต่ผู้นั้นต้องสังวรณ์ไว้ว่าจะหนีไม่พ้นการตำหนิจากชาวโลกมีเเล้วอาจไม่มีความสุข” 

 


การสะสมสิ่งบันเทิง หาความสุขปรนเปรอบำเรอกับสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ มีเเต่จะถูกโจษขาน เป็นจำเลยในสังคมพระรูปใดที่ยังหมกหมุ่นกับเรื่องพวกนี้ ยากที่ได้จะรับการยอมรับจากสังคม  สิ่งไหนควรมี ไม่ควรมี คราวนี้คงได้เห็นเป็นบทเรียนเป็นเหตุสั่งสมความไม่มีอีกต่อไป  บางอย่างมีแล้วสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจบทเรียนวันนี้อาจทำให้ความต้องการหดหายไปมาก"

 


การนำรถยนต์ไปครอบครองไว้แม้จะไม่ใช่ส่วนตนและตั้งใจมีไว้เพื่อสร้างกิจกรรมต่างๆให้เกิดประโยชน์อาจไม่ใช่เรื่องผิดในแง่วินัยสงฆ์แต่สังคมจะตั้งคำถามว่ากิจกรรมนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องศาสนาส่งเสริมสติปัญญาให้เข้าใจธรรมมะอย่างไร

 


ตัวอย่างเช่นสวนโมกขพลารามของท่านพุทธทาสภิกขุ มีโรงมหรสพทางจิตวิญญาณภายในมีภาพวาดปริศนาธรรมต่างๆที่ส่งเสริมให้คนเกิดสติปัญญา แบบนี้ควรจะมีโชว์ในวัดแต่ถามว่ารถหรู รถโบราณที่โชว์ในวัดจูงจิตใจคนเข้ามาสู่ธรรมมะหรือว่าเกิดสติปัญญาอย่างไร  ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมสงสัย”

 


แม้ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกจากอื้อให้เกิดกิเลสต่อพระสงฆ์มากขนาดไหน แต่ถ้าหากพระรูปนั้นปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะถือว่ามีภูมิคุ้มกันจากกิเลสทั้งหลาย

 


และประการสำคัญพระพุทธเจ้าก็ได้บัญญัติธุดงควัตร 13 ข้อ ให้พระสงฆ์ได้นำไปปฏิบติ ซึ่งคุณผู้ชมก็ลองพิจารณาว่าพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันได้ปฏิบัติตามธุดงค์วัตร 13 ข้อนี้อย่างเคร่งครัดหรือไม่

 

ธุดงควัตร คือข้อปฏิบัติที่เข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อความขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบังคับให้ภิกษุถือปฏิบัติ ใครจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ผู้ที่จะปฏิบัติธุดงควัตรนั้น สามารถเลือกได้เองตามความสมัครใจ ว่าจะปฏิบัติข้อใดบ้าง เป็นเวลานานเท่าใด เมื่อจะถือปฏิบัติก็เพียงแต่กล่าวคำสมาทานธุดงควัตรข้อที่ตนเลือก แล้วก็เริ่มปฏิบัติได้เลย ธุดงควัตรมี 13 ข้อคือ


หมวดที่ ๑ จีวรปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับจีวร)

1.) การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คือการใช้แต่ผ้าเก่าที่คนเขาทิ้งเอาไว้ตามกองขยะบ้าง ข้างถนนบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง นำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมสี เย็บต่อกันจนเป็นผืนใหญ่แล้วนำมาใช้ งดเว้นจากการใช้ผ้าใหม่ทุกชนิด (บังสุกุล = คลุกฝุ่น)

2.) การถือผ้า 3 ผืน (ไตรจีวร) เป็นวัตร คือการใช้ผ้าเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น อันได้แก่ สบง(ผ้านุ่ง) จีวร(ผ้าห่ม) สังฆาฏิ(ผ้าสารพัดประโยชน์ เช่น คลุมกันหนาว ปูนั่ง ปูนอน ปัดฝุ่น ใช้แทนสบง หรือจีวรเพื่อซักผ้าเหล่านั้น ปัจจุบันภิกษุไทยมักใช้พาดบ่าเมื่อประกอบพิธีกรรม)

 


หมวดที่ ๒ ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับบิณฑบาต )

3.) การถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือการบริโภคอาหารเฉพาะที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น ไม่บริโภคอาหารที่คนเขานิมนต์ไปฉันตามบ้าน

4.) ถือการบิณฑบาตตามลำดับบ้านเป็นวัตร คือจะรับบิณฑบาตโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกว่าเป็นบ้านคนรวยคนจน ไม่เลือกว่าอาหารดีไม่ดี มีใครใส่บาตรก็รับไปตามลำดับ ไม่ข้ามบ้านที่ไม่ถูกใจไป

5.) ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร คือ ในแต่ละวันจะบริโภคอาหารเพียงครั้งเดียว เมื่อนั่งแล้วก็ฉันจนเสร็จ หลังจากนั้นก็จะไม่บริโภคอาหารอะไรอีกเลย นอกจากน้ำดื่ม

6.) ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร คือจะนำอาหารทุกชนิดที่จะบริโภคในมื้อนั้น มารวมกันในบาตร แล้วจึงฉันอาหารนั้น เพื่อไม่ให้ติดในรสชาดของอาหาร

7.) ถือการห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร คือเมื่อรับอาหารมามากพอแล้ว ตัดสินใจว่าจะไม่รับอะไรเพิ่มอีกแล้ว หลังจากนั้นถึงแม้มีใครนำอะไรมาถวายเพิ่มอีก ก็จะไม่รับอะไรเพิ่มอีกเลย ถึงแม้อาหารนั้นจะถูกใจเพียงใดก็ตาม

 


หมวดที่ ๓ เสนาสนปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับเสนาสนะ )

8.) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร คือจะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเท่านั้น จะไม่อยู่ในหมู่บ้านเลย เพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองรบกวนการปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลส

9.) ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร คือจะพักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้เท่านั้น งดเว้นจากการอยู่ในที่มีหลังคาที่สร้างขึ้นมามุงบัง

10.) ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร คือจะอยู่แต่ในที่กลางแจ้งเท่านั้น จะไม่เข้าสู่ที่มุงบังใดๆ เลย แม้แต่โคนต้นไม้ เพื่อไม่ให้ติดในที่อยู่อาศัย

11.) ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร คือจะงดเว้นจากที่พักอันสุขสบายทั้งหลาย แล้วไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เพื่อจะได้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่ประมาท

12.) ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดไว้ให้เป็นวัตร คือเมื่อใครชี้ให้ไปพักที่ไหน หรือจัดที่พักอย่างใดไว้ให้ ก็พักอาศัยในที่นั้นๆ โดยไม่เลือกว่าสะดวกสบาย หรือถูกใจหรือไม่ และเมื่อมีใครขอให้สละที่พักที่กำลังพักอาศัยอยู่นั้น ก็พร้อมจะสละได้ทันที

13.) ถือการนั่งเป็นวัตร คือจะงดเว้นอิริยาบถนอน จะอยู่ใน 3 อิริยาบทเท่านั้น คือ ยืน เดิน นั่ง จะไม่เอนตัวลงให้หลังสัมผัสพื้นเลย ถ้าง่วงมากก็จะใช้การนั่งหลับเท่านั้น เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินในการนอน

 


ทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นของความเสื่อมถอยวงการพระพุทธศาสนาของไทย ที่ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่ครอบครองรถยนต์หรู แม้จะพยายามชี้แจงว่ามีญาติโญมนำมาถวายให้ก็ตาม