- 03 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมทุกท่านครับ ก็เป็นประเด็นที่ผมได้เรียนแล้วว่าติดค้างเอาไว้เมื่อวาน มาขยายความต่อวันนี้และก็เรียนว่ามาตรานี้เป็นมาตราที่ทำเอา ส.ส. ทั้งหลายไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
สถาพร : เพราะอะไรทำไมถึงไม่สบายใจครับ
สนธิญาณ : ต้องกลับมาดูเนื้อหาตรงที่เน้นกันว่ามาตรา139 จะระบุว่า ในการร่างพ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี งบประมาณร่างพ.ร.บ.รายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการนี้ได้อยู่ตรงนี้ครับ แต่อาจจะแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่าย ซึ่งไม่ใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ 1.ส่งใช้เงินต้น 2.ดอกเบี้ยเงินกู้ 3.เงินที่กำหนดจ่ายตามกฎหมาย เรากลับมาดูก่อนนะครับเขาบอกว่าห้ามแปรทำไมถึงห้ามแปรหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในรายจ่ายนี้
สถาพร : คืออยากให้พี่ต้อยอธิบายภาษาชาวบ้านเข้าใจง่ายเพราะนี่เป็นภาษากฎหมายครับ
สนธิญาณ : ต้องเรียนแบบนี้ครับ ในปีหนึ่งระบอบประชาธิปไตย ระบอบการเลือกตั้งเมื่อจะให้คณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหารประเทศ คณะรัฐมนตรีจะต้องจัดทำงบประมาณในการบริหารประเทศเพื่อมาขออนุมัติต่อสภา
สถาพร : แต่ละกระทรวงก็ต้องรวบรวมมาว่าจะใช้งบในปีนี้ ปีถัดไปเท่าไหร่
สนธิญาณ : ลงลึกไปกว่ากระทรวงคือกรม ทำไมต้องเป็นกรมก็เพราะว่าในทางกฎหมาย กรมถือเป็นนิติบุคคลก็คือกรมมีสถานะที่จะไปทำสัญญาผูกพันกับบุคคลอื่น ๆ ได้ กรมเป็นสถานะบุคคลตามกฎหมาย คือจะไปทำหน้าที่ผูกพันกับใครก็ได้ ดังนั้นตัวของกรมในระเบียบบริหารราชการแผ่นดินจึงมีหน้าที่สำคัญตรงนี้ ซึ่งอธิบดีเป็นผู้ปกครองดูแลกรมนี้ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญ
สถาพร : เหมือนเป็นผู้บริหารบริษัท องค์กรหนึ่ง
สนธิญาณ : เหมือนบริษัท บริษัทก็เป็นนิติบุคคลมีสถานะเหมือนกันดังนั้น อธิบดีก็จะเป็นคนจัดทำงบประมาณว่าจะทำอะไรให้ทำบ้างโดยมีองค์กรหนึ่งเรียกว่าสำนักงบประมาณเป็นแกนหลักในการรวบรวมงบประมาณทั้งหลายมาจัดทำ
สถาพร : แปลว่าแต่ละกรมทำเสร็จแล้วก็ต้องส่งไปให้สำนักงบฯ
สนธิญาณ : ผ่านกระทรวงด้วยนะครับ ผ่านกลไกของกระทรวง เดี๋ยวจะโยงกลับไปให้เห็นว่าจะเป็นอย่างไร หลังจากนั้นเมื่อสำนักงบได้รวบรวมแล้วก็จัดทำรวบรวมเป็นงบประมาณขึ้นมา งบประมาณดังกล่าวก็จะนำสู่สภาให้เป็นกฎหมายเราจึงเรียกว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณ และส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อเป็นกฎหมายแสดงว่าต้องผูกพันในการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามนี้ ก็เป็นกฎหมายแล้วครับ ต้องผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 วาระ จะมีวาระแรกคือรับหลักการคือรัฐบาลเสนอมากฎหมายว่าอย่างนี้ เข้ามาเน้นกฎหมายพ.ร.บ.งบประมาณ รับหลักการว่าวงเงินเท่านี้ จากนั้นก็ถึงขึ้นตอนที่2 เขาเรียกว่าขั้นตอนการแปรญัตติ คือการเอารายละเอียดมาดูมาตรานั้นใช้ได้ไหม มาตรานี้ใช้ไม่ได้ นั่นอันนั่นมาเชื่อมกันอันนี้ จะเป็นแบบนี้ แล้วก็วาระ3 มติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ทีนี้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณในวาระ2 ต้องเรียนว่าเป็นห้วงเวลาที่ ส.ส. จะทำงานกัน
สถาพร : ทำงานตรงนี้คือไปดูแลประชาชนหรือเปล่าครับ
สนธิญาณ : ทำแปรญัตติครับ การดูงบประมาณก็เป็นการทำงานอย่างหนึ่งเพราะเป็นการตรวจสอบรัฐบาลแล้วว่างบประมาณที่จะใช้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนจริงหรือไม่โดยหลักการ
สถาพร : ไปลงพื้นที่ไหนอย่างไรบ้าง
สนธิญาณ :ดูว่าเป็นเงินเดือนเท่าไหร่ ใช้เพื่อการนั้นเท่าไหร่จะใช้เพื่อการพัฒนาเท่าไหร่ ประเทศชาติกำลังมีภัยแล้งอยู่ไหม งบประมาณทางด้านภัยแล้งได้จัดการไหม กรมชลประทานเป็นอย่างไร
สถาพร : เป็นช่วงเวลาที่ ส.ส.จะมีโอกาสดึงงบไปที่พื้นที่ตัวเองด้วยไหมครับ
สนธิญาณ : นี่เป็นจังหวะโอกาสเดียว ในการที่จะดึงงบประมาณไป เพราะฉะนั้นเบื้องต้นก่อนต้องเรียนว่า ส.ส.ทั้งหลาย จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ตัวเองเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการงบประมาณ
สถาพร : ผู้ที่พิจารณางบประมาณ
สนธิญาณ : ครับ ก็จะทำให้เรียกว่าทรงอิทธิพล คือเสียงดังก็จะขยับนู่นนี่ก็จะเป็นที่เกรงใจของหน่วยงานราชการต่าง ๆ อธิบดีก็ไม่อยากจะขัดใจ ข้อถัดมาก็ถึงขั้นตอนการแปรญัตติ เอาอันนี่ไปนู่นอันนู้นไปนี่ ถึงตอนนี้เป็นจังหวะที่ส.ส.จะจัดการในเรื่องที่จะแปรงบมาใช้ ความหมายในทางหลักการคือก็ ส.ส.อยู่ใกล้ชิดประชาชน รู้ว่าประชาชนเดือดร้อนอะไรยังไงก็แปรงบมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเราจะเห็นถนนสนับสนุนโดย ส.ส.คนนี้
สถาพร : เป็นงบประมาณปีนี้ ก็ติดป้ายไว้ใหญ่โต
สนธิญาณ : ศาลารอรถเมล์นี้สนับสนุนโดยคนนี้ แต่เป็นระบบมากกว่านั้นคือรัฐบาลเองเรียกว่าตัวรัฐบาลเองก็พยายามที่จะดูแล ส.ส.ในพื้นที่ของตน เพราะฉะนั้นในการแปรญัตติรัฐบาลก็เมื่อ ส.ส.เขาทำแล้วก็ไปเอางบมา แต่ไม่ใช่ว่าส.ส.มีอำนาจสั่งจ่ายนะครับ แต่ก็แปรในการที่จะไปอยู่ที่หน่วยราชการ แต่จะรู้กันแล้วว่างบอันนี้มาจาก ส.ส.คนนี้ที่มาอยู่ในหน่วยราชการนี้เพื่อให้ไปทำที่นี่
สถาพร : ก็คือเหมือนกับมีการไว้ข้างหลังเรียบร้อยแล้ว
สนธิญาณ : ระบุกันภายในพอเป็นแบบนี้ พองบไปก็เป็นเรื่องของหน่วยราชการเหมือนเดิม ไม่ใช่เป็นเรื่องส.ส.
สถาพร : หน้าฉากก็เป็นไปตามปกติ
สนธิญาณ : กฎหมายปกติ เมื่อไปถึงตรงนี้ก็จะรู้กันอีกว่างบนี้เป็นงบที่ ส.ส.เขาเอามา เพราะฉะนั้นคนที่จะมีโอกาสได้งานไปทำก็ควรจะเป็นเครือข่ายที่มีความเกรงใจกัน คนที่จะให้เขาไป ก็เป็นระบบที่เอื้อเฟื้อกันมาแบบนี้ ด้วยระบบที่เอื้อเฟื้อกันมาก็ทำให้เกิดประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือส.ส.ก็มีโอกาสที่จะมีรายได้ รายได้จากการที่ไม่เปิดเผย
สถาพร : รู้กัน ท่านผู้ชมก็รู้กันว่าเป็นรายได้ที่ไม่เปิดเผย
สนธิญาณ : จากการเอางานไป จากงบประมาณที่ไปและมีหน่วยเอกชนไปรับงานต่อ การเอื้อเฟื้อแบบนี้เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความจริงธรรมดาอันแรกที่ ส.ส.ควรจะได้งบลงไปในพื้นที่เพื่อจะได้เอาใจประชาชนเท่ากับดูแลประชาชน ไปดูว่าประชาชนเดือดร้อนอะไรตรงไหน
สถาพร : ก็คือเป็นผลงานสมัยที่ตัวเองเป็นส.ส.ได้รับหน้าที่อยู่ตรงนั้น
สนธิญาณ : ส่วนเรื่องที่สองคือมีมีโอกาสต่อการแสวงหาผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยจึงเขียนไว้ระบุชัดว่า สภาจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติม รายการหรือจำนวนในรายการนี้ได้ แต่หากแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายที่ไม่ใช่รายจ่ายนี้ได้ ไม่ใช่รายจ่ายของข้อผูกพัน ความหมายแปลง่ายๆ ว่าคือคุณจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขรายการจะโยกนั่นนี่จะย้ายนั่นนี่ไม่ได้ แต่คุณจะลดได้
สถาพร : ที่คิดว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
สนธิญาณ : แต่ถ้าโยกย้ายแสดงว่าจะลดอีกที่ไปเพิ่มอีกที่จะเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นงานนี้เลยบอกเลยว่าทำไม่ได้อันนี้ล่ะครับที่เรียกว่าทุบเอากลางหลังเลย
สถาพร : ผมพูดง่าย ๆ แบบชาวบ้านว่าโดนทุบหม้อข้าว
สนธิญาณ : จะแปลอย่างนั้นก็ได้นะครับ ก็สิ่งที่เราเห็นอันหนึ่งทุกท่านก็คงจะเห็น ไปดูสิครับเป็น ส.ส. ตอนมาเป็นสมัยแรกๆไม่เท่าไหร่ แต่นานๆไปมักจะรวยขึ้นฐานะดีขึ้น ทั้งที่เงินเดือนไม่ได้เยอะ เวลาเลือกตั้งท่านผู้ชมก็รู้อยู่ว่าใช้เงินมากมายมหาศาล
สถาพร : คือเอาเงินที่ไปเป็นส.ส. 4 ปีมารวมกันแล้วทุกเดือนมาคูณรวมกันตอนเลือกตั้งใช้เยอะกว่าอีก
สนธิญาณ : ซึ่งโดยทั่วไปโดยหลักการน่าจะจนลงเพราะคาดทุน เราจะเห็นว่าสภาพทั่วๆไป ส.ส.ก็มีฐานะดีขึ้น เพราะฉะนั้นอาจารย์มีชัยก็ห้าม ซึ่งความจริงการห้ามแบบนี้มีมาแต่ไม่มีบทลงโทษครับที่ผ่านมา การไม่มีบทลงโทษเที่ยวนี้มีบทลงโทษและรุนแรงด้วยครับ คือความหมายว่าถ้า ส.ส.ทำแบบนี้ วุฒิสมาชิกทำแบบนี้บทลงโทษคือให้พ้นจากการเป็นส.ส.หรือวุฒิสมาชิกเลยครับ โดยการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยปิดรับสมัครเลือกตั้งเลย
สถาพร : คือพ้นสมาชิกภาพของผู้นั้นและไปเลือกตั้งไม่ได้เลย เพิกถอนเลยอีกด้วย
สนธิญาณ : ถูกต้องครับ หนักไปกว่านั้นคณะรัฐมนตรีก็โดนด้วย คือโยกแล้วอะไรเสร็จก็มีส่วนอนุมัติต่อไป เมื่อเขาทำแบบนี้แล้วรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง นี่ถือว่ารุนแรง คือที่บอกว่ารัฐมนตรีจะไปทั้งคณะมีจากเหตุผลอะไร คือ1.นายกลาออก 2.ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่นี่จะเพิ่มมาอีกข้อคือ มาอนุมัติหรือรู้เห็นเป็นใจในการแปรงบประมาณเอาไปใช้ให้พ้นเลย ซึ่งถามว่าสิ่งที่เป็นอยู่ปฏิบัติมาตั้งแต่นู่นตั้งแต่มีสภามา อยู่ ๆ รัฐธรรมนูญไปขัดขวาง ส.ส.ทั้งหลายก็คงไม่สบายใจและไม่มีความสุขนัก เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ คิดว่าเรื่องนี้คงจะชัดเจน
