ลุ้นคำพิพากษา 1ปี ไต่สวน "คดีจำนำข้าว" ยิ่งลักษณ์! จุดชนวนความรุนแรงการเมือง หรือไม่ ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


คดีรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยในวันนี้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์

 

 

 


และบทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมดก็คือว่า ในระยะเวลาต่อจากนี้ไปอีกประมาณ1ปี ศาลจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร และคำพิพากษานั้นจะเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองหรือไม่

 


กระบวนการไต่สวนคดีโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อจากนี้นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการชี้ชะตาสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ

 


ซึ่งในวันนี้(17 ก.พ.59 )พนักงานอัยการโจทก์ได้เตรียมพยานให้ศาลไต่สวนรวม 4 ปาก ประกอบด้วย 

1.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว

2.น.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งเป็นนักวิชาชีพการตรวจสอบบัญชี เบิกความประเด็นหลักการทางบัญชี

3.น.ส.ศิรสา กันต์พิทยา รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) สังกัดกระทรวงการคลัง เบิกความเรื่องหนี้สาธารณะ

4.นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เบิกความการเบิกจ่ายเงินให้ชาวนามีจำนวนมากน้อยเพียงใด

 


ทั้งนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อนุญาตให้อัยการโจทก์นำพยานเข้าไต่สวนทั้งหมด 14 ปาก จากที่ยื่นขอทั้งหมด 17  ปาก กำหนดไต่สวน 5 นัด  คือ
วันที่ 15 มกราคม 2559

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559

วันที่ 26 กุมภาพันธ์  2559

วันที่ 4 มีนาคม 2559

วันที่ 23 มีนาคม 2559

 


และอนุญาตให้ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าไต่สวนทั้งหมด 42 ปาก จากที่ยื่นขอทั้งหมด 43 ปาก กำหนดไต่สวน 16 นัด ประกอบด้วย

วันที่ 1 เมษายน  2559  ,    22 เมษายน 2559

วันที่ 13 พฤษภาคม 2559 , 18 พฤษภาคม 2559

วันที่ 17 มิถุนายน 2559,     24 มิถุนายน 2559

วันที่ 8 กรกฎาคม 2559,     22 กรกฎาคม  2559

วันที่ 5 สิงหาคม 2559,       19 สิงหาคม 2559

วันที่ 9 กันยายน 2559,       23 กันยายน 2559

วันที่ 7 ตุลาคม 2559,         21 ตุลาคม 2559

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 , 18  พฤศจิกายน 2559

 


ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมารับฟังการไต่สวนพยาน หลังจากที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้ง

 


โดยก่อนการไต่สวน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นที่ทราบแล้วว่าโครงการรับจำนำข้าวในส่วนนโยบาลไม่ผิด และเป็นประโยชน์กับชาวนา ซึ่งส่วนของขั้นตอนเป็นคนละส่วนกับนโยบาย จึงขอให้แยกแยะอย่าเหมารวม โดยวันนี้ทีมทนายความได้เตรียมซักค้านพยานฝ่าย อสส. แล้ว

 


อย่างไรก็ตามตนยังไม่มีแนวคิดที่จะยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล เนื่องจากการยื่นหนังสือครั้งที่แล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล รวมถึงยืนยันว่า จะไม่มีการเปลี่ยนทีมทนายความโดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมทีมทนายความอย่างแน่นอน

 


ทั้งนี้ พนักงานอัยการโจทก์ได้นำพยานขึ้นไต่สวน คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในฐานประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว

 


น.ส.สุภา ปิยะจิตติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในฐานประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ขึ้นไต่สวนโดยการไต่สวน นาย นรวิช หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พยายามซักค้าน น.ส. สุภา ว่า มีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะขณะนั้นนาย กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ได้แต่งตั้งให้ น.ส.สุภา ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง รวมถึงกล่าวหาว่า น.ส.สุภา ได้เข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่กระทรวงการคลัง เมื่อปี 2557 เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่า พยานมีอคติต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพยายามให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวต่อต่อสื่อมวลชนในทางลบ

 


ขณะที่ น.ส. สุภา ชี้แจงว่า การได้รับแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ส่วนการชุมนุมของ กปปส. นั้น เข้าไปในฐานะรองปลัดฯกระทรวงการคลัง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนแม่บ้าน จึงต้องเข้าไปตรวจสอบการชุมนุมที่จัดขึ้นในบริเวณกระทรวงการคลังเท่านั้น

 


ส่วนการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนยืนยันไม่ใช่การบิดเบือนหรือใส่ร้าย แต่ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงเท่านั้น พร้อมกันนี้ส่วนตัวได้ท้วงติงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการนี้ต่อรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ขั้นหลักการแล้วว่า โครงการนี้อาจจะเป็นเหมือนระเบิดเวลา แต่โครงการนี้ก็ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว กระทรวงการคลังจำเป็นต้องทำตามขั้นตอน รวมถึงการเซ็นอนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน

 


นอกจากนี้รัฐบาล ยังใช้รายได้ที่มาจากการขายข้าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยนำรายได้ไปดำเนินโครงการต่อแทนการนำไปชดใช้หนี้ที่กู้ยืมมา ส่งผลให้กระทรวงการคลังต้องรับภาระชดใช้หนี้เหล่านั้นต่อเนื่อง จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน

 


ขณะที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงทฤษฎีสมคบคิด เพื่อยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาตั้งแต่ต้น เมื่อบรรลุเป้าหมาย จึงต้องออกมาช่วยกันป้องกันการรุกกลับในลักษณะแบ่งงานกันทำ โดยเฉพาะพอเห็นสถานการณ์ทางคดีที่ดีขึ้น เช่น นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว คนของรัฐบาล ยอมรับว่าโครงการจำนำข้าว เป็นโครงการที่ดีเป็นประโยชน์กับชาวนา หรือ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่าข้าวไม่ได้หาย แค่เจ้าหน้าที่ลงบัญชีผิด ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนกลุ่มนี้พยายามโกหกบิดเบือน

 


เช่นเดียวกับ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ กรณีให้ข่าวคดีจำนำข้าว ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว นพ.วรงค์ ได้แสดงตนเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยค่อนข้างชัดเจนมาตลอด ดังนั้น การมารับเป็นพยานฝ่ายโจทก์โดยมีพื้นฐานที่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อกันย่อมมีอคติเจือปนอย่างแน่นอน

 


ด้าน น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ถึงการดำเนินคดีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวว่า “ช่วงนี้มีความพยายามดิ้นสุดขีดของคนจากพรรคเพื่อไทย ที่พยายามสร้างกระแสเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวว่า นโยบายไม่ผิดแล้วยิ่งลักษณ์จะผิดได้อย่างไร ผมคิดว่าเราต้องตั้งหลักให้ดีว่า ถึงแม้นโยบายจะถูก แต่ถ้าโกงก็ผิด และหากนโยบายผิด ถ้าโกงก็ผิด หัวใจที่สำคัญจึงอยู่ที่การโกงหรือทุจริต ปัญหาของนางสาวยิ่งลักษณ์นั้น จึงอยู่ที่ปล่อยให้มีการโกง