"DSI" เตรียมปิดฉาก! คดีรถหรู "สมเด็จวัดปากน้ำ" นำเข้าผิดกม. 18 ก.พ.

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


แม้ว่าผลการตรวจสอบรถยนต์โบราณ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขม99 ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ จะระบุออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็นรถที่นำเข้าผิดกฎหมาย แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าพระที่ครอบครองจะกระทำผิดกฎหมายหรือถูกลงโทษตามกฎหมายเพราะจะต้องมีการตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างละเอียด ตามที่ รมว.ยุติธรรมได้ระบุเอาไว้

 

 


พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมระบุว่า รถยนต์ดังกล่าวผิดกฎหมาย  ส่วนรายละเอียดการตรวจสอบจะเป็นอย่างไร ผิดกฎหมายในขั้นตอนใดบ้างนั้น ขอให้รอการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากอธิบดีดีเอสไอในวันที่ 18 ก.พ.นี้  กรณีที่รถผิดกฎหมายแล้วผู้ครอบครองจะมีความผิดด้วยหรือไม่ เป็นเรื่องของขั้นตอนที่ต้องดำเนินการหลังจากนี้ว่าได้รู้หรือจงใจหรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน

 


แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตรวจสอบรถยนต์โบราณใน 4 ขั้นตอน ได้แก่

1.ขั้นตอนการนำเข้า ซึ่งพบพยานหลักฐานที่สามารถชี้ให้เห็นว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร

2.การตรวจสอบเรื่องการประกอบรถยนต์ พบมีการแอบอ้างผู้ประกอบการซึ่งไม่มีใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิต รวมถึงการเสียภาษีสรรพสามิต
        
3.การตรวจสอบการเสียภาษี พบรถยนต์คันดังกล่าวไม่มีการเสียภาษีสรรพสามิตอย่างถูกต้อง

4.การยื่นเรื่องขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบมีการแอบอ้างปลอมลายมือชื่อ ส่วนชื่อผู้ครอบครองที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นชื่อของสมเด็จช่วง ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรายแรก

 


ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาว่าหลักฐานดังกล่าวสามารถบ่งชี้ได้หรือไม่ว่าผู้ครอบครองมีเจตนาครอบครองสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีดีเอสไอในการพิจารณา

 


ซึ่งหากชี้ได้ว่าผู้ครอบครองมีเจตนาก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตร 27 ทวิ โดยผู้กระทำความผิดสามารถขอยื่นเรื่องระงับคดีโดยการชำระค่าปรับตามกฎหมายได้ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าของ อธิบดีกรมศุลากากรในการระงับคดี
พระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช ๒๔๖๙

 


มาตรา ๒๗ ผู้ใดนําหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจํากัด หรือของ
ต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก็ดีหรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดีหรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ ในการนําของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดีหรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกําปั่น ท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดีหรือให้ที่อาศัยเก็บหรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทําการเช่นว่านั้นก็ดีหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการขนหรือย้ายถอน หรือกระทําอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดีหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร

 


หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจํากัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนําของเข้า ส่งของออก ขนของ ขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะต้องเสียสําหรับของนั้น ๆ ก็ดีหรือหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจํากัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดีสําหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจําคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจํา

 


มาตรา ๒๗ ทวิ
ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจําหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจํานําหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจํากัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องก็ดีหรือเป็นของที่นําเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจํากัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดีมีความผิดต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจําทั้งปรับ

 


ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้เองฝ่ายกฎหมายของวัดปากนำภาษีเจริญก็พยายามชี้แจงและให้ข้อมูลกับดีเอสไอไปแบบนี้

 


นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร คณะทำงานฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ กล่าวถึงกรณีรถเบนซ์โบราณที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำภาษีเจริญที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของดีเอสไอ ว่า กระบวนการนำเข้ารถนั้นไม่ใช่เรื่องของวัดเป็นเรื่องของอู่ที่ซ่อม ซึ่งทางผู้บริจาคได้จ้างเหมาให้อู่รถเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ทั้งโครงรถ เครื่องยนต์ อะไหล่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดังนั้น การนำชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์เข้ามาเป็นเรื่องของอู่รถ โดยผู้บริจาคได้เสียภาษีศุลกากร และภาษีสรรพามิตอย่างถูกต้อง จึงได้นำไปจดทะเบียน โดยผู้บริจาคประสงค์ที่จะจดทะเบียนในชื่อของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ให้เป็นผู้ครอบครอง  เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นกระบวนการ จึงนำมาถวายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อนำไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำภาษีเจริญ โดยไม่ได้นำมาใช้งาน

 


ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องนั้น เรื่องนี้ สามารถไปตรวจสอบได้ที่กรมการขนส่งทางบก หากเสียภาษีไม่ถูกต้องไม่ว่าขั้นตอนไหนก็ตาม จะไม่สามารถจดทะเบียนได้ ซึ่งตอนนี้ทางอู่รถ และผู้ที่นำเข้าได้ให้การกับทางดีเอสไอไว้แล้ว พร้อมทั้งส่งเอกสารชี้แจงว่านำเข้าและเสียภาษีอย่างไร             

 


การจดทะเบียนนั้น ทางวัดได้มีการเปลี่ยนทะเบียน 1 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเป็นเลขทะเบียน ขม 99 ต่อมาเปลี่ยนเลขทะเบียนเป็น งค 1560 โดยรถที่นำจดทะเบียนได้นั้น จะต้องเป็นรถที่สามารถใช้งานได้ ส่วนรถอีก 2 คันภายในพิพิธภัณฑ์นั้น เป็นชื่อของผู้ถวายไม่ใช่ชื่อของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และผู้ถวายมีความประสงค์ให้นำจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของวัด

 


เพราะฉะนั้นในวันพรุ่งนี้ก็ต้องจับตามองไปที่การแถลงของกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าจะชี้เรื่องการถือครองรถยนต์หรูออกมาอย่างไร เพราะคำว่าผิดหรือถูกในเรื่องนี้จะส่งผลต่อกระบวนการตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่เลยทีเดียว

 


แต่กับเรื่องที่เกิดขึ้นทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้ให้ความรู้คุณผู้ชมในการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศดังต่อไปนี้ ซึ่งปัจจุบันได้มีการยกเลิกการนำเข้ารถจดประกอบไปแล้ว


 

การนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท

 

1. รถยนต์นั่งใหม่ทุกประเภทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนใช้งานในต่างประเทศ สามารถนำเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ และนำเข้าโดยไม่จำกัดจำนวน ยกเว้นรถที่มีน้ำหนักไม่เกิน 3,500 กก. ผู้นำเข้าต้องขอใบอนุญาตนำเข้าจากสำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม


2. รถยนต์ใช้แล้วทุกขนาด ความจุ ปริมาตร ช่วงชักในกระบอกสูบ เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนการนำเข้ามาในประเทศ จากกรมการค้ากระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะอนุญาตตามหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง ผู้สนใจสอบถามได้จากกระทรวงพาณิชย์

 


สถานที่ติดต่อสำหรับพิธีการศุลกากรนำเข้ารถยนต์มี 3 กรณี คือ

1. กรณีนำเข้าทางท่าเรือคลองเตย ให้ติดต่อฝ่ายพิธีการนำเข้า 4 ส่วนพิธีการนำเข้า สำนักงานศุลกากรนำเข้าท่าเรือกรุงเทพ กรมศุลกากร กรุงเทพมหานคร


2. กรณีนำเข้าทางท่าอากาศยานกรุงเทพ ให้ติดต่อฝ่ายพิธีการนำเข้า ส่วนการนำเข้า สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ กรุงเทพมหานคร


3. กรณีนำเข้าทางชายแดน ให้ติดต่อที่ด่านศุลกากรภูมิภาคที่นำเข้า
หลังจากผ่านพิธีการนำเข้าแล้วให้นำหลักฐานทั้งหมดมายื่นคำร้องที่ฝ่ายกลาง ส่วนพิธีการนำเข้า กรมศุลกากร เพื่อให้ออกใบรับรองการนำเข้า สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อย และเป็นหลักฐานกำกับในการจดทะเบียนรถยนต์ต่อนายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกต่อ ไป

 


สาเหตุสำคัญที่ต้องยกเลิกการนำเข้ารถจดประกอบนั้น ก็เพราะว่าทำให้รัฐจัดเก็บรายได้จากค่าศุลการกรได้น้อย และมีการทำผิดกฎหมายในหลายประเด็น

 


เพราะรถจดประกอบนั้นสามารถประหยัดรายจ่ายภาษีในมูลค่ที่สูงมาก และเพื่อให้ชัดเจนเราลองมาคำนวณกันว่า หากนำเข้ารถยนต์ 1 คันจะต้องพ่วงมากับค่าใช้จ่ายยังไงบ้าง

 

 

โดยวิธีคิดภาษีนำเข้ารถยนต์มีดังนี้


 ราคา C.I.F. (ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง +ค่าประกันภัย )
 ภาษีอากรขาเข้า 80% ของ ราคา C.I.F.


ภาษีสรรพสารมิตร = ( C.I.F. + อากรขาเข้า + ภาษีค่าธรรมเนียมอื่นไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ) x อัตราภาษี / 1 – ( 1.1 x อัตราภาษี ) * อัตราภาษีเครื่อง 2,500 C.C.- 3,000 C.C. = 40 % , มากกว่า 3,000 C.C. ขึ้นไป = 50%


ภาษีกระทรวงมหาดไทย = 10% ของภาษีสรรพสารมิตร

 VAT 7% ของ ราคา C.I.F. + ภาษีอากรขาเข้า + ภาษีสรรพสารมิตร + ภาษีกระทรวงมหาดไทย *รถเก่า ก็จะมี % ลดหย่อนลงไป โดยหักจากราคาขายตอนเป็นรถใหม่ ( >10 ปีประเมินตามสภาพ, 9 ปี 10เดือน – 10 ปี ลด 70%) แต่รถเก่า จะนำเข้ามาได้ต้องเป็นเจ้าของมาก่อน 1 ปี 6 เดือน

 


คำนวณคราวๆ ซื้อรถราคา 4 แสน สมมุติบวกค่าส่ง 50,000

ราคา C.I.F. เป็น 450,000

อากรขาเข้า 80% = 360,000

ภาษีสรรสามิตร = (450,000+360,000) x 50% / 1-(1.1?50%) = 900,000

ภาษีมหาดไทย 10% = 90,000  รวม 1,800,000 บาท

VAT 7% = 126,000  ดังนั้นราคารถ = 1,926,000 บาท

 


สรุป รถเกิน 3000 cc ภาษีทั้งหมด 328% ของราคา CIF

2501 cc – 3000 cc ภาษีทั้งหมด 243.94% ของราคา CIF

2001 cc – 2500 cc ภาษีทั้งหมด 213.171% ของราคา CIF

ไม่เกิน 2000cc ภาษีทั้งหมด 187.47% ของราคา CIF

 


เพียงเท่านี้ก็พอจะทราบแล้วใช่หรือไม่ว่า ทำไมรถจดประกอบของบ้านเราถึงได้มีคนนิยมกันมากนัก

 


รถจดประกอบ คือ รถมือสอง ที่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วน หมายถึง แยกเอาโครงรถและอุปกรณ์ต่างๆจำพวก เครื่องยนต์ ล้อรถ ฯลฯ ออกจากกัน ส่วนจะแยกชิ้นส่วนออกมามากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ผู้ที่นำเข้ามา ว่าจะแยกมาในรูปแบบไหน ก่อนที่จะนำเข้ามานั้นจำเป็นต้องแสดงให้ ศุลกากรเห็นว่า รถยนต์ที่น้ำเข้ามานั้นมาแบบเป็นชิ้นส่วน ไม่ใช่มาแบบสำเร็จรูปทั้งคัน เพราะถ้านำเข้ามาทั้งคันจะถือว่าเป็น “รถนำเข้า” ซึ่งอัตราภาษีจะแตกต่างกันมาก

 


และการนำเข้ามานั้นจะต้องนำ “โครง” ตัวรถมาทั้งคันโดย “ห้ามตัดครึ่ง” ให้นำเข้ามาแบบสมบูรณ์ทั้งโครง ซึ่งถ้านำเข้ามาแบบนี้จะสามารถนำโครงที่นำเข้ามานั้นจดเป็นรถจดประกอบได้ โดยจะเสียภาษีศุลกากรนำเข้าชิ้นส่วนตัวถัง 30% แต่ถ้าไม่ได้นำเข้ามาแบบโครงเต็มที่สมบูรณ์หมายถึงนำเข้ามาโดยการตัดครึ่งหรือตัดบางมาเพียงบางส่วนจะเสียภาษีเพียงแค่ 3% แต่จะไม่สามารถใช้โครงนั้นมาจดทะเบียนได้คือสามารถนำโครงนั้นมาใช้ได้เป็นเพียงแค่อะไหล่ไม่เหมือนกับพวกที่นำเข้ามาทั้งโครงแบบสมบูรณ์ที่สามารถขอจดทะเบียนได้

 


โดยการนำเข้ามาขอจดทะเบียนในแต่ล่ะครั้งนั้นจะต้องมีเอกสารอินวอยซ์ (Invoice) เสียภาษีศุลกากร แสดงชื้นส่วนเครื่องยนต์และตัวถัง ถึงจะจดประกอบเป็นรถที่สมบูรณ์ได้ ทีนี้พอได้ใบอนุญาติมาแล้ว ต่อมาก็ต้องหาโรงงานประกอบรถยนต์ที่ได้รับอนุญาติจากกรมสรรพสามิต เพื่อที่จะประกอบรถให้เป็นคันสมบูรณ์ออกมาเป็นคัน (สมัยก่อนไม่นิยมรถจดประกอบกันมากนัก สาเหตุมาจากที่สมัยก่อนนั้น ไม่มีโรงงานประกอบที่ถูกต้อง แต่ต่อมากรมสรรพสามิตเพิ่งจะเริ่มมีการออกใบอนุญาติให้ เลยมีโรงงานออกมาขอจดกันหลายสิบโรงงานกันเลยทีเดียว) หลังจากที่ประกอบเสร็จแล้วก็ต้องนำรถเข้าไปเสียภาษีสรรพสามิตเหมือนรถป้ายแดงทุกประการ โดยการเสียภาษีนั้นทางกรมสรรพสามิตนั้นจะประเมินราคาว่ารถรุ่นไหน เครื่องยนต์ขนาดไหน ควรจะต้องเสียเท่าไหร่ โดยข้อมูลคร่าวๆ คือ รถเล็กที่เครื่องยนต์ไม่เกิน 2800 ซีซี เสียภาษี 30% จากราคาประเมิน รถที่มีเครื่องยนต์ใหญ่เกินกว่า 2800 ซีซี จะต้องเสียในจำนวน 50% ของราคาประเมิน

 


ส่วนวิธีการทำผิดกฎหมายกับกระบวนการนำเข้ารถจดประกอบก็มักจะทำกันแบบนี้

 


พ่อค้าบางราย ไม่ยอมเสียภาษีให้ถูกต้อง แต่จะซิกแซกโดยเอาไปให้กรมสรรพสามิตต่างจังหวัดจับปรับซึ่งจะเสียแค่ สามเท่า แล้วหลังจากโดบปรับแล้วพ่อค้าจะนำใบเสร็จค่าปรับนั้นนำรถไปจดทะเบียน ซึ่งหลังจากโดนปรับแล้วจะสามารถ นำรถคันนั้นไปจดทะเบียนได้

 


ยกตัวอย่างเช่น รถจดประกอบคันหนึ่ง จะต้องเสียภาษี 30% กรมสรรพสามิตตีราคาประเมินรถคันนี้ไว้ที่ 10 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าจะต้องเสียภาษี 30% เป็นจำนวนเงิน 3 ล้านบาทถึงจะถูกต้อง แต่พ่อค้ากลับทำอีกอย่างนั่นก็คือเอารถคันดังกล่าวแอบลักลอบเข้ามาแล้วเอาไปให้สรรพสามิตต่างจังหวัดจับ แล้วให้สรรพสามิตต่างจังหวัดตีราคาภาษีว่ารถคันดังกล่าวต้องจ่ายภาษี 1 แสนบาทซึ่งจะต้องจ่ายเป็น 3 เท่านั้นก็คือ 3 แสนบาทหลังจากจ่ายค่าปรับ 3 แสนบาทแล้วนั้น พ่อค้าก็จะนำใบค่าปรับนั้นไปยื่นต่อกรมขนส่งเพื่อที่จะขอจดเป็นรถจดประกอบ ด้วยการทำแบบนี้นี่แหละทำให้บรรดาพ่อค้าหัวใสทั้งหลายหลีกเลี่ยงภาษีได้เยอะมาก

 


ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะให้จดทะเบียนได้อย่างถูกต้องก็จริง แต่ถ้าตรวจพบในภายหลัง เจ้าของรถจะโดนเรียกย้อนหลังได้ คราวนี้จะหนักกว่าเดิมมากมาย คือจะต้องจ่ายเป็นจำนวน 3 เท่าของราคาภาษีที่ประเมินจริงๆ ในกรณีที่ยกตัวอย่างมานั่นก็คือ 3 เท่าของ 3 ล้านก็คือ 9 ล้านบาทนั่นเอง