- 19 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ก่อกระแสความเห็นในเชิงสนับสนุนและคัดค้านอย่างกว้างขวาง ควบคู่ไปกับความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ ร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีหลักการสำคัญว่าด้วยการใช้เป็นแบบปฏิบัติเพื่อเป้าหมายพัฒนาชาติในระยะ 20 ปี
โดยล่าสุด พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) wได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาปรับปรุงรายงานเรื่องการจัด การกำหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ตามความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ผ่านมา ว่า คณะกรรมาธิการ เห็นด้วยที่จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก สปท. มาประกอบในการปรับปรุง แต่ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการก็จะยังคงยึดถือหลักการสำคัญว่าด้วยการทำให้ร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ฯอยู่บนพื้นฐานการยึดโยงกับผลประโยชน์ประเทศชาติในระยะยาว สอคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
แต่ขณะเดียวกันก็จะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหา อาทิเช่น การแก้ไขข้อความว่า “ไม่ปฏิบัติตาม” เป็น “ปฏิบัติไม่สอคล้อง” และมีการตัดมาตรา 10 วรรคสอง ที่ระบุว่า “ยุทธศาสตร์มีผลผูกพันรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีทุกสมัย แม้จะมิใช่รัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบ หรือ ถือว่าได้ให้ความเห็นชอบยุทศาสตร์ชาติ” ออกไป
นอกจากนี้ยังจะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพและเพิ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อยุทธศาสตร์ของชาติให้ครอบคลุมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการระบุถึงตำแหน่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จากฝ่ายการเมือง 3 คน คือ นายกรัฐมนตรี , ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา และที่มาคณะกรรมการอื่นอีก 22 คน จากด้านต่างๆ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ ฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 โดยกรรมการฯ ทั้งหมดจะทำหน้าที่เหมือน “เครื่องเอ็กซเรย์” ในการหน้าที่ติดตามตรวจสอบและประเมินการปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติต่อไป
ขณะเดียวกัน พ.ต.ต.ยงยุทธ ยังได้เน้นย้ำว่าร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีประเด็นเรื่องการปรองดอง ตามแนวทางเดิมของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.) แต่จะให้น้ำหนักกับประเด็นว่าด้วยการพัฒนาประเทศเป็นหัวใจหลัก ส่วนสถานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็จะเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่องค์กรอิสระและรัฐวิสาหกิจใด เพราะไม่ต้องการให้องค์กรนี้ถูกครอบงำโดยการเมือง และหลังจากนี้จะนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อประธาน สปท. ในวันที่ 23 ก.พ. เพื่อพิจารณาและส่งร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติไปยัง ครม.เพื่อดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ที่มาที่ไปของร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสต์ชาติ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด ทั้งในระดับติดตามและสั่งการผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2558 ใน 2 ประเด็นสำคัญเพื่อทำให้กระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ประเทศเดินหน้าไปตามเป้าหมาย
ประกอบด้วย 1.ให้ทุกส่วนราชการศึกษากรอบและแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และดำเนินการจัดทำข้อมูลในความรับผิดชอบของหน่วยงานให้ครบถ้วน เพื่อส่งให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติดำเนินการต่อไป
2. ให้ทุกส่วนราชการปรับปรุงแผนปฏิบัติการของส่วนราชการ ให้สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนวาระแห่งชาติ
และประเด็นการปฏิรูปตามนโยบายข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามกรอบเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ คือ ระยะที่ 2 ปี คือ ในปี 2558 – 2559 และการส่งต่อไปสู่การปฏิรูปและให้รัฐบาลต่อไป ในระยะที่ 3 ตั้งแต่ ปี 2560 เป็นต้นไป
จากเป้าหมายของการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ชาติของพล.อ.ประยุทธ์ดังกล่าวนี้ มีกรอบกำหนดเวลาที่จะต้องเดินหน้าระยะที่ 2 และ 3 ในช่วงอายุรัฐบาล ก็ต้องไปดูกันต่อว่าร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเริ่มต้นใช้ในปี 2560 - 2579 ที่กำลังประเด็นพูดถึงอยู่นี้มีสาระสำคัญครอบคลุมการพัฒนาประเทศในเรื่องอะไรบ้าง
ปรากฏว่าตามเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จำนวน 61 มาตรา โดยได้กำหนดนิยามของคำว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ” ว่ามีความหมายถึง “แม่บทหลักที่เป็นกรอบกำหนดนโยบาย และแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทาง เป้าหมาย หรือแนวทางการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชนและภาคประชาชน”
นอกจากนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รวมทั้งมีอธิปไตยและเข้มแข็งในประชาคมโลก สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติ จึงกำหนดให้ครอบคลุมเนื้อหาการพัฒนาประเทศในทุกมิติสำคัญว่าด้วยความมั่นคงทางทหาร การเมือง , การบริหารราชการแผ่นดิน , กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม , การปกครองท้องถิ่น
การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ , เศรษฐกิจ , การเกษตร , การอุตสาหกรรม , การบริการ , การเงิน การคลัง และงบประมาณ , พลังงาน , ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , การผังเมือง , การสาธารณสุข , การคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร , สังคม , ศิลปะ , วัฒนธรรม , วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ที่สำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ จะได้รับการผลักดันให้เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ยังบัญญัติให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 25 คน และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ประกอบด้วยตำแหน่งหลัก คือ นายกรัฐมนตรี , ประธานสภาผู้แทนราษฎร , ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ร่วมกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คน
ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะมีคุณสมบัติว่าด้วยองค์ความรู้ 12 ด้าน ได้แก่
1.ด้านความมั่นคงทางทหาร
2.ด้านการเมือง
3.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน
4.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
5.ด้านการปกครองท้องถิ่น
6.ด้านการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์
7.ด้านเศรษฐกิจและงบประมาณ
8.ด้านพลังงานทรัพยากรธรรมชาติ
9.ด้านสาธารณสุข
10.ด้านการคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร
11.ด้านสังคม วัฒนธรรม
12.ด้านวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตามการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามร่างพ.ร.บ.ฯ กำหนดว่าต้องพิจารณาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ และให้ประธานกรรมการฯเสนอยุทธศาสตร์ชาติต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 20 ปี และอาจพิจารณาทบทวนทุก 5 ปีหรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อวัตถุประสงค์หลักตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นนัยสำคัญ
และที่ดูเหมือนจะเป็นกรอบทำให้ภาพรวมของแผนยุทธศาสตร์ชาติชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปตามกรอบกำหนด 20 ปี ก็คือ สิ่งที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ สำหรับการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลด้วย เป็น 4 แนวทาง ประกอบด้วย
1.กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังไม่เกิดความเสียหาย ให้คณะกรรมการฯ แจ้งให้หน่วยงานปฏิบัติตามให้ถูกต้อง
2.กรณีพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต ให้เสนอวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ
3.กรณีพบว่าผู้ใดหรือองค์กรใดของหน่วยงานรัฐไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏการทุจริต ให้เสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป
4.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติส่อไปในทางทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจ คือ ในวาระเริ่มแรกของการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้คณะกรรมการจำนวน 25 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธาน สนช. ประธาน สปท. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และบุคคลซึ่ง สนช. ดำเนินการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 22 คน โดยเมื่อพ้นกำหนด 4 ปี นับแต่วันที่คณะกรรมการฯ ชุดแรกได้รับการแต่งตั้ง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คนพ้นจากตำแหน่งโดยวิธีจับสลาก และให้ดำเนินการสรรหากรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติต่อไป
และทั้งหมดนี้เป็นเพียงกรอบโดยย่อ ๆ ว่าด้วยพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กำลังถูกจับตาและพูดถึงอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ คาดหวังว่าจะต้องสำเร็จลุล่วงก่อนพ้นสถานะผู้นำประเทศในปี 2560 และสำคัญยิ่งยวดคือจะทำให้ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้ามีโครงสร้างพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่สะเปะสะปะตามนโยบายรัฐบาลแต่ละยุคสมัยเหมือนที่ผ่าน ๆ มาอีกต่อไป
