ปฐมบทแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี! ความหวังของ "ประยุทธ์" เพื่อคนไทย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ก่อกระแสความเห็นในเชิงสนับสนุนและคัดค้านอย่างกว้างขวาง ควบคู่ไปกับความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ ร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีหลักการสำคัญว่าด้วยการใช้เป็นแบบปฏิบัติเพื่อเป้าหมายพัฒนาชาติในระยะ  20  ปี

 

 

 


โดยล่าสุด     พ.ต.ต.ยงยุทธ   สาระสมบัติ  ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) wได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ    พิจารณาปรับปรุงรายงานเรื่องการจัด การกำหนด   และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ   รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ตามความเห็น และข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 
 

 

ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ผ่านมา  ว่า    คณะกรรมาธิการ  เห็นด้วยที่จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก  สปท.  มาประกอบในการปรับปรุง   แต่ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการก็จะยังคงยึดถือหลักการสำคัญว่าด้วยการทำให้ร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ฯอยู่บนพื้นฐานการยึดโยงกับผลประโยชน์ประเทศชาติในระยะยาว   สอคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

 


แต่ขณะเดียวกันก็จะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหา  อาทิเช่น  การแก้ไขข้อความว่า “ไม่ปฏิบัติตาม” เป็น   “ปฏิบัติไม่สอคล้อง”   และมีการตัดมาตรา 10 วรรคสอง   ที่ระบุว่า  “ยุทธศาสตร์มีผลผูกพันรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีทุกสมัย  แม้จะมิใช่รัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบ   หรือ  ถือว่าได้ให้ความเห็นชอบยุทศาสตร์ชาติ”   ออกไป    

 


นอกจากนี้ยังจะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพและเพิ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อยุทธศาสตร์ของชาติให้ครอบคลุมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการระบุถึงตำแหน่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ    จากฝ่ายการเมือง  3  คน  คือ   นายกรัฐมนตรี   ,   ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา   และที่มาคณะกรรมการอื่นอีก 22 คน จากด้านต่างๆ    ให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ ฯ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557     โดยกรรมการฯ ทั้งหมดจะทำหน้าที่เหมือน  “เครื่องเอ็กซเรย์”   ในการหน้าที่ติดตามตรวจสอบและประเมินการปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติต่อไป

 


ขณะเดียวกัน  พ.ต.ต.ยงยุทธ   ยังได้เน้นย้ำว่าร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีประเด็นเรื่องการปรองดอง  ตามแนวทางเดิมของ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.)    แต่จะให้น้ำหนักกับประเด็นว่าด้วยการพัฒนาประเทศเป็นหัวใจหลัก   ส่วนสถานะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติก็จะเป็นหน่วยงานของรัฐ  ไม่ใช่องค์กรอิสระและรัฐวิสาหกิจใด    เพราะไม่ต้องการให้องค์กรนี้ถูกครอบงำโดยการเมือง และหลังจากนี้จะนำรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อประธาน สปท. ในวันที่ 23 ก.พ. เพื่อพิจารณาและส่งร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติไปยัง ครม.เพื่อดำเนินการต่อไป

 


ทั้งนี้ที่มาที่ไปของร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสต์ชาติ    ซึ่ง   พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี   และหัวหน้าคสช.ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด     ทั้งในระดับติดตามและสั่งการผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี   เมื่อวันที่  30  มิ.ย.  2558   ใน   2   ประเด็นสำคัญเพื่อทำให้กระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ประเทศเดินหน้าไปตามเป้าหมาย

 


ประกอบด้วย  1.ให้ทุกส่วนราชการศึกษากรอบและแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และดำเนินการจัดทำข้อมูลในความรับผิดชอบของหน่วยงานให้ครบถ้วน เพื่อส่งให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติดำเนินการต่อไป    

2.  ให้ทุกส่วนราชการปรับปรุงแผนปฏิบัติการของส่วนราชการ  ให้สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนวาระแห่งชาติ   

และประเด็นการปฏิรูปตามนโยบายข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี  และมติคณะรัฐมนตรี  ให้เป็นไปตามกรอบเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้   คือ ระยะที่  2  ปี  คือ  ในปี  2558 – 2559    และการส่งต่อไปสู่การปฏิรูปและให้รัฐบาลต่อไป ในระยะที่  3  ตั้งแต่  ปี 2560    เป็นต้นไป

 


จากเป้าหมายของการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ชาติของพล.อ.ประยุทธ์ดังกล่าวนี้ มีกรอบกำหนดเวลาที่จะต้องเดินหน้าระยะที่ 2 และ 3 ในช่วงอายุรัฐบาล  ก็ต้องไปดูกันต่อว่าร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ   ซึ่งจะเริ่มต้นใช้ในปี  2560 -  2579  ที่กำลังประเด็นพูดถึงอยู่นี้มีสาระสำคัญครอบคลุมการพัฒนาประเทศในเรื่องอะไรบ้าง

 


ปรากฏว่าตามเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้  จำนวน 61 มาตรา   โดยได้กำหนดนิยามของคำว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ”   ว่ามีความหมายถึง     “แม่บทหลักที่เป็นกรอบกำหนดนโยบาย และแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทาง เป้าหมาย   หรือแนวทางการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชนและภาคประชาชน” 

 


นอกจากนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ความมั่นคง  มั่งคั่ง  ยั่งยืน รวมทั้งมีอธิปไตยและเข้มแข็งในประชาคมโลก   สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติ  จึงกำหนดให้ครอบคลุมเนื้อหาการพัฒนาประเทศในทุกมิติสำคัญว่าด้วยความมั่นคงทางทหาร การเมือง , การบริหารราชการแผ่นดิน , กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม , การปกครองท้องถิ่น

 


การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ , เศรษฐกิจ ,  การเกษตร ,  การอุตสาหกรรม ,  การบริการ , การเงิน  การคลัง และงบประมาณ ,  พลังงาน ,  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , การผังเมือง ,  การสาธารณสุข , การคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร , สังคม , ศิลปะ  ,  วัฒนธรรม , วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

 


ที่สำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ จะได้รับการผลักดันให้เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง  ร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ยังบัญญัติให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน  25 คน  และมีวาระการดำรงตำแหน่ง  8 ปี   ประกอบด้วยตำแหน่งหลัก  คือ นายกรัฐมนตรี , ประธานสภาผู้แทนราษฎร , ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ร่วมกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คน

 


ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะมีคุณสมบัติว่าด้วยองค์ความรู้   12 ด้าน ได้แก่

1.ด้านความมั่นคงทางทหาร

2.ด้านการเมือง

3.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

4.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

5.ด้านการปกครองท้องถิ่น

6.ด้านการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์

7.ด้านเศรษฐกิจและงบประมาณ

8.ด้านพลังงานทรัพยากรธรรมชาติ

9.ด้านสาธารณสุข

10.ด้านการคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร

11.ด้านสังคม วัฒนธรรม

12.ด้านวิทยาศาสตร์

 


อย่างไรก็ตามการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติตามร่างพ.ร.บ.ฯ กำหนดว่าต้องพิจารณาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ   และให้ประธานกรรมการฯเสนอยุทธศาสตร์ชาติต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ    ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 20 ปี   และอาจพิจารณาทบทวนทุก 5 ปีหรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อวัตถุประสงค์หลักตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นนัยสำคัญ

 


และที่ดูเหมือนจะเป็นกรอบทำให้ภาพรวมของแผนยุทธศาสตร์ชาติชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปตามกรอบกำหนด  20 ปี    ก็คือ  สิ่งที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ   ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์   สำหรับการติดตาม ตรวจสอบ และการประเมินผลด้วย เป็น  4 แนวทาง  ประกอบด้วย


1.กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังไม่เกิดความเสียหาย ให้คณะกรรมการฯ แจ้งให้หน่วยงานปฏิบัติตามให้ถูกต้อง          


2.กรณีพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต ให้เสนอวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ


 3.กรณีพบว่าผู้ใดหรือองค์กรใดของหน่วยงานรัฐไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏการทุจริต ให้เสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป


4.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติส่อไปในทางทุจริต หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 


นอกจากนี้ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจ คือ   ในวาระเริ่มแรกของการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้คณะกรรมการจำนวน 25 คน   ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธาน สนช. ประธาน สปท. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง   และบุคคลซึ่ง สนช. ดำเนินการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 22 คน โดยเมื่อพ้นกำหนด 4 ปี  นับแต่วันที่คณะกรรมการฯ ชุดแรกได้รับการแต่งตั้ง  ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คนพ้นจากตำแหน่งโดยวิธีจับสลาก และให้ดำเนินการสรรหากรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

 


และทั้งหมดนี้เป็นเพียงกรอบโดยย่อ ๆ ว่าด้วยพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กำลังถูกจับตาและพูดถึงอย่างมาก  เพราะเป็นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์  คาดหวังว่าจะต้องสำเร็จลุล่วงก่อนพ้นสถานะผู้นำประเทศในปี  2560  และสำคัญยิ่งยวดคือจะทำให้ประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้ามีโครงสร้างพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่สะเปะสะปะตามนโยบายรัฐบาลแต่ละยุคสมัยเหมือนที่ผ่าน ๆ มาอีกต่อไป