"รบ." ย้ำชัด!!! กองทัพเป็นกลาง โครงการ "รด.จิตอาสา" แค่ทำความเข้าใจ ยันไม่ชี้นำลงประชามติ

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ประเด็นเรื่องของการเมืองโดยเฉพาะเรื่องของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากการที่ฝ่ายต้านออกมาระบุว่า รัฐบาลพยายามชี้นำในการทำประชามติโดยใช้นักศึกษาวิชาทหารเป็นเครื่องมือ

 

 

ล่าสุดทางด้านของรัฐบาลก็ออกมาย้ำชัดว่า โครงการ รด.จิตอาสานั้นเป็นการเผยแพร่รายละเอียดเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเท่านั้น ไม่ได้เป็นการชี้นำ เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง

 


เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ ผ่านมา พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงรายละเอียดโครงการ รด.จิตอาสา ที่หลายฝ่ายมีข้อกังวลว่า นักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) จะไปชี้นำประชาชนให้ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญว่า สังคมคงได้รับทราบข้อเท็จจริงจากทางกองทัพไปบ้างแล้ว แต่รัฐบาลขอเน้นย้ำเพื่อให้เกิดความชัดเจนอีกครั้งว่า โครงการนี้ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ต.ค.2558 เพื่อเปิดโอกาสให้ นศท.ทั้งชายและหญิง สมัครใจเข้าเป็นจิตอาสาช่วยเหลือบ้านเมืองในเรื่องต่างๆ ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และภารกิจที่ นศท.เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยเหลือบ้านเมืองนั้นครอบคลุม 5 เรื่องสำคัญ คือ 1.การเทิดทูนสถาบัน 2.การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 3.การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย 4.การสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชน 5.การเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์

 


พล.ต.สรรเสริญกล่าวต่อว่า การเผยแพร่ข้อมูลเรื่องร่างรัฐธรรมนูญถือว่าเข้าข่ายภารกิจ ข้อ 4 โดย หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก่ นศท. เพื่อนำไปขยายความต่อไป ซึ่งเมื่อใกล้ช่วงลงประชามติ จะมีการจัดอบรม นศท. ในโครงการพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย สร้างความพร้อมให้ นศท. เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลแก่ประชาชนบริเวณหน้าหน่วยลงประชามติ ยืนยันว่า การทำหน้าที่ของ นศท. ไม่ใช่การชี้นำให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะการตัดสินใจขึ้นอยู่กับประชาชนเอง เยาวชนคงไม่สามารถไปบังคับกะเกณฑ์สิ่งใดได้ และกิจกรรม ดังกล่าวยังเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเห็นความสำคัญของหน้าที่พลเมือง ที่มีส่วนร่วมต่อบ้านเมือง การปฏิรูป และการพัฒนาประเทศ

 


พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำชับให้กองทัพทำหน้าที่สนับสนุนกิจการบ้านเมืองอย่างเต็มที่ แต่ต้องวางตัวเป็นกลางและไม่ชี้นำเพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจ รวมทั้งขอ ให้สังคมเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ กองทัพว่า ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง ในยามศึกทหารทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องอธิปไตยของชาติ ส่วนยามสงบทหารทำหน้าที่ช่วยพัฒนาประเทศ เพราะกองทัพมีกำลังพลและยุทโธปกรณ์ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนในทุกด้าน

 


พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกด้วยว่า พล.อ. ประยุทธ์ยังได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่า ยุทธศาสตร์นี้มีไว้เพื่อเป็นกรอบการพัฒนาประเทศร่วมกันของรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน ในแต่ละช่วงเวลา ให้สามารถขับเคลื่อนบ้านเมืองไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติเป็นเพียงกรอบ กว้างๆ ที่จะทำให้ทุกคนในประเทศรู้ว่าจะเดินไปอย่างไร ไม่ใช่การบังคับว่าต้องทำอะไร เช่น ทำให้รู้ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เป้าหมายคืออะไร ต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร ทั้งการพัฒนาทักษะความรู้ เงินทุน ฯลฯ เพื่อให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 


ส่วนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ละฉบับที่มีระยะเวลา 5 ปี หรือนโยบายรัฐบาลที่จะถูกกำหนดขึ้นในอนาคต จะเป็นแผนปฏิบัติการในรายละเอียด ซึ่งแต่ละรัฐบาลจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยังใช้เป็นตัวชี้วัดเพื่อประเมินผลงานด้วยว่าเป็นไปตามกรอบแนวทางระดับชาติหรือไม่                  

 


ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่ยอมรับในรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ก็ออกมาโจมตีแบบรายวันโดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตว่า คสช.หวังสืบทอดอำนาจยาว

 


พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.มีใจความว่า


1. ประเทศไทย ต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันเป็นที่ยอมรับของสากลแต่น่าเสียดายที่ประเทศต้องตกอยู่ภายใต้การยึดอำนาจปกครองโดยคณะทหาร


2. ต้องยุติการใส่ร้ายและทำลายพรรคการเมืองและบุคลากรทางการเมืองว่าได้อำนาจมาด้วยการซื้อเสียงและมีการทุจริตขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าเอาดีใส่ตัวเอง เอาชั่วใส่คนอื่น


3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย กำลังวางเงื่อนไขให้เกิดบันได 4 ขั้นใหม่คือพรรคเพื่อไทยต้องไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง, ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากและเป็นรัฐบาลจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอแก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรือมิเช่นนั้นต้องยอมสนับสนุนคนนอกพรรคเป็นนายกฯ, การขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอนาคตไม่ต้องอาศัยการรัฐประหาร แต่ทำได้โดยศาลรัฐธรรมนูญและในทุกกรณีประเทศจะถูกปกครองเชิงลึกโดยองค์กรและกลไกของคนส่วนน้อยที่ไม่ได้มาจากประชาชน


4. ร่างรัฐธรรม นูญฉบับนายมีชัย จะทำให้ประเทศชาติ และประชาชนเสียหาย อาทิ อำนาจอธิปไตยของปวงชนจะไม่มีความหมายเพราะประชาชนไม่อาจตัดสินใจเลือกตั้งผู้แทนของตนในสภา ผู้แทนราษฎรได้อย่างอิสระนโยบายพรรค การเมืองทำเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้จะถูก องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็น "ประชานิยม" ขัดต่อหลักการเศรษฐกิจของรัฐธรรมนูญ และหากพรรคการเมืองนั้นไม่ยอมให้กับอำนาจนอกระบบก็จะถูกขัดขวางจากศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และใช้อำนาจนอกระบบที่ขัดหลักนิติธรรมจนตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรืออาจถูกยุบพรรคด้วยเหตุ ต่าง ๆ เช่นในอดีต

 


 

ขณะที่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ยก ร่างรัฐธรรมนูญออกมายอมรับรู้สึกเสียใจที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ.ยกร่างฯ ถูกคว่ำพร้อมระบุว่า "เขาอยากอยู่ยาว" โดยนายชวลิตกล่าวว่าสะกิดใจคำว่า "เขาอยากอยู่ยาว" เพราะออกมาจากปากคนที่เคยทำงานกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงมีน้ำหนักและตอกย้ำชัดเจนขึ้นด้วยข้อเสนอของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เสนอให้ กรธ.บัญญัติเนื้อหา และการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงเวลา โดยในระยะแรกเป็นระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยในระดับหนึ่งระยะที่สองจึงจะเป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับสากลมากขึ้น

 


ดังนั้นถ้อยคำที่รัฐบาลปฏิเสธมาตลอดว่าไม่คิดสืบทอดอำนาจ จึงไม่น่าจะเชื่อถือได้อีกต่อไปและหากรัฐบาลยืดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านทำให้กติกาเป็นระบอบประชาธิป ไตยที่ไม่ปกติ เราก็เป็นหนึ่งเสียงที่มีสิทธิจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

 


เช่นเดียวกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงข้อเสนอของ ครม.ที่ให้แบ่งช่วงบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงว่า แต่เดิม กรธ. ได้คืบเอาศอก ตอนนี้กำลังก้าวไปสู่อีกขั้นคือได้ศอกเอาวา เพราะยังคงให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จกำในมือยาวต่อไปอีก รวมกับความตั้งใจให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและมีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีเท่ากับคณะผู้ที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้จะกำกับควบคุมการบริหารปกครองประเทศต่อไปเป็นเวลานานถึง 20 ปี ตอนนี้เหมือนกับว่า กรธ.ซึ่งรับงานมาจาก คสช.และรัฐบาล กำลังเอาประชาธิปไตยใส่โลงลงหลุมคอนกรีตทั้งนี้หากประชาชนรู้ไม่เท่าทันเชื่อว่าเขาจะร่วมมือกันทำให้ข้อเสนอเหล่านี้เป็นผลจริง ๆ ได้

 


ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ ครม.จะไม่รู้ว่าข้อเสนอแบ่งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสอง ช่วงจะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย น่าสนใจว่าการมีมติเช่นนี้และเปิดเผยต่อสื่อมวลชนทันทีนั้นมีเป้าหมายแท้จริงอย่างไรทั้งนี้ข้อสังเกต 2 ประการที่มองเห็นคือ 1. ต้อง การกลไกอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริงในระหว่างจัดเลือกตั้ง และตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งให้เป็นไปตามเป้าหมายการสืบทอดอำนาจ และ 2. เป็นเป้าหลอกให้มีเสียงคัดค้าน สุดท้าย กรธ.ก็ไม่ดำเนินการเพื่ออธิบายว่ารับฟังความเห็นที่แตกต่างเพราะโดยข้อเท็จจริงการคงอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ไว้ให้หัวหน้า คสช.จนมีรัฐบาลชุดใหม่ถือว่าตอบสนองความต้องการได้ครอบจักรวาลอยู่แล้ว ดังนั้น ส่วนตัวจึงเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเป้าหลอกมากกว่า

 


นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ตนพยายามเข้าใจคำชี้แจงว่าจำเป็นต้องมีกลไกแก้วิกฤติ แต่เมื่อมองความจริงก็พบว่า วิกฤติที่ผ่านมาเกิดจากการสมคบกันสร้างขึ้น สภาพนี้จะอันตรายต่ออนาคตประเทศอย่างยิ่งถ้ากลุ่มคนที่สร้างวิกฤติเป็นเครือข่ายเดียวกันกับกลไกแก้วิกฤติตามรัฐธรรมนูญ เพราะหมายถึงวิกฤติจะเกิดได้ตลอดเวลา ดังนั้นแทนที่จะดึงดันสร้างกลไกแก้วิกฤติซึ่งต้องบิดให้หลักเบี้ยวนั้น ควรทำสิ่งที่ง่ายกว่าและเป็นสากลคือ การสร้างกลไกป้องกันวิกฤติโดยสร้างกติกาที่เป็นประชาธิปไตย หลักการที่เข้มแข็งจะเป็น เครื่องป้องกันไม่ให้เกิดข้อเรียกร้องที่ไม่เป็นประชาธิปไตยจนเปิดทางให้วิธีการนอกระบบอย่างที่ผ่านมา

 


นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าผมสามารถปรับทัศนคติกลุ่มคนที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ผมอยากปรับให้ทุกคนเข้าใจว่า ท่านเป็นประชาชนคนหนึ่งเท่ากับทุกคน จำเป็นต้องเคารพและเชื่อมั่นในความเป็นประชาชนด้วย อย่าคิดว่าท่านเป็นผู้อนุบาลประเทศไทยที่ต้องขีดเส้นให้เดินทุกฝีก้าว เพราะบางทีในวินาทีที่ท่านคิดว่าประชาชนยังไม่เติบโต พวกเขาอาจกำลังคิดเหมือนกันว่าเราโตมานานแล้ว แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้จักโตเพราะไม่ยอมอยู่ในหลักการ

 


อีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นความคิดเห็นของพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงข้อเสนอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญของ ครม.ว่า ตนเห็นด้วยในหลายประเด็นเป็นเรื่องที่ดีแต่สิ่งที่กังวลคือข้อ 16 ที่ ครม. เสนอ บังคับใช้รัฐธรรมนูญแยกออกมาเป็นช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาล ส่วนตัวมองว่า กรธ. ได้ออกแบบให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจแก้วิกฤติอยู่แล้ว ดังนั้นการที่ ครม.เสนอ ในประเด็นดังกล่าวไม่สามารถอธิบายเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากต้องการสืบทอดอำนาจทั้งนี้หาก กรธ.ขยายอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญยังดีกว่า การเสนอแบบนี้เหมือนให้เป็นปัญหา จึงมองได้ว่า ต้องการให้ล้มรัฐธรรมนูญอีกรอบนั่นเอง

 


ขณะที่นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์แถลงเรียกร้องให้ คสช. เปิดเวทีแถลงร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้รับรู้ ถึงข้อดี และข้อเสียก่อนตัดสินใจออกเสียงประชามติให้มากที่สุด และเร่งแก้ไขรัฐธรรม นูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 โดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีความชัดเจนในประเด็นเสียงที่ใช้ในการออกเสียงประชามติ และหากกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะมีแนวทางใดมารองรับ หรือจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาปรับปรุง หรือจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากสังคมยังคงเคลือบแคลงสงสัยในประเด็นเหล่านี้นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้ คสช.มีมาตรการจัดระเบียบกับเพจออนไลน์ทางเฟซบุ๊กที่พยายามสร้างข้อบิดเบือน เป็นเท็จ และโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีความพยายามโค่นล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเบื้องต้นทางพรรคได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน. ดุสิตเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาแล้ว

 


ด้าน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี 16 ข้อที่ ส่งไปให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. โดยเฉพาะข้อที่ 16 ที่ระบุว่าให้บัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือช่วงเฉพาะกิจและช่วงปกติ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ว่า แม้จะเป็นข้อเสนอที่อยู่บนพื้นฐานความปรารถนาดี แต่ กรธ. ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ ขณะเดียวกัน เมื่อ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเป็นผู้เสนอ และ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่เป็นผู้รับข้อเสนอ ยังไม่เข้าใจรายละเอียดข้อเสนอดังกล่าว จึงควรเก็บข้อเสนอดังกล่าวไว้ก่อนดีกว่าพิจารณาต่อไปโดยไม่มีความชัดเจน

 


ทั้งนี้ นายองอาจ ยังระบุว่า ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อเสนอคณะรัฐมนตรีในประเด็นดังกล่าว ว่า หากถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญและมีการประกาศใช้ควรเปิดโอกาสให้มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามปกติ โดยไม่ควรแบ่งใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง และหากคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กังวลถึงความไม่สงบเรียบร้อย ควรใช้กลไกที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่มีอยู่แล้ว มาดำเนินการแก้ไขปัญหา หากคณะรัฐมนตรี และ คสช. เห็นว่าหากมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้น ในอนาคตควรใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือจัดการกับปัญหาให้แล้วเสร็จในตอนนี้ดีกว่าการมาออกแบบรัฐธรรมนูญ พร้อมเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติให้มีเจตนาที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจได้

 


ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กล่าวถึงข้อเสนอและความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ครม.ที่เสนอต่อ กรธ.ในข้อ 16 ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ และทำให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบว่า ยังไม่เห็นข้อเสนอ แต่ในส่วนของมูลนิธิฯจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นหลัก คือต้องมีหลักประกันในเรื่องการปฏิรูป และต้องมีกลไกแก้ปัญหาในยามวิกฤติขณะนี้ทุกฝ่ายควรแสดงความเห็นเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา ให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าอย่างไรประเทศจะเดินไปสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มใบ เพราะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เป็นระบบที่ประชาชนทุกคนยอมรับ

 


ขณะที่ นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง กล่าวว่า ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีที่มีต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องการบัญญัติเนื้อหาและการใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง คือช่วงเฉพาะกิจในระยะแรก ที่ต้องมีทั้งการเลือกตั้งและให้มีทั้งความมั่นคงอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตนเห็นด้วยและเสนอมาโดยตลอด เพราะหากการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยแบบเต็มที่ ก็มีแนวโน้มว่าจะกลับไปเป็นเหมือนช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 ดังนั้น ความพอดีระหว่างประชาธิปไตยกับความมั่นคงในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะต้องเปลี่ยนผ่านนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เป็นเรื่องของสืบทอดอำนาจ

 


ทั้งนี้ อาจระบุให้ชัดว่า ช่วงแรกให้มีการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง เรื่องความมั่นคงยังจะต้องมีส่วนในการบริหารชาติบ้านเมือง เพื่อประคับประคองสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศ และเมื่อมั่นใจแล้ว จึงปล่อยให้เป็นการเลือกตั้งแบบเต็มที่แบบสากล แต่ท้ายที่สุดรูปแบบและวิธีการก็เป็นเรื่องที่ กรธ. จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของบ้านเมือง