- 22 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล และเว็บไซต์ไฟแนนเชี่ยลไทม์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งครั้งนี้มีการพาดพิงไปถึงการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าการออกตัวในครั้งนี้จะถือว่าเป็นการแสดงท่าทีและบทบาทเพื่อต้องการที่จะล้มรัฐธรรมนูญที่กำลังร่งอยู่ ณ ขณะนี้หรือไม่
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร ว่า รัฐบาลทหารของไทยกำลังทำให้เศรษฐกิจที่เปราะบางของประเทศตกอยู่ในอันตรายด้วยการผลักดันแผนประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ จะจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรักษาอิทธิพลของนายพลทหารเอาไว้ หลังจากก่อรัฐประหารในปี 2549 และ ปี 2557
รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับซ่อนเงื่อนเพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าประเทศไทยกำลังกลับคืนสู่ประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงแล้วสภาพก็จะเหมือนกับพม่าก่อนที่จะมีการปฏิรูปการเมือง นั่นคือมีนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจที่แท้จริงจะอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลบางคนที่อยู่เหนือนายกรัฐมนตรีขึ้นไป และเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอันตราย ไม่มีรัฐบาลไหนๆ ต้องการแตะต้องประเทศไทยอีก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรเปิดการเจรจากับกลุ่มการเมืองทุกๆ กลุ่มในประเทศเพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าที่เป็นที่ยอมรับของทุกๆ คน เริ่มต้นด้วยการวางกรอบรัฐธรรมนูญให้อยู่ในลักษณะที่จะให้สิทธิให้เสียงกับผู้มีสิทธิออกเสียงของประเทศทั้งหมด และจะไม่อ่อนแอลงโดยข้อเสนอของรัฐบาลทหารซึ่งจะยังคงอำนาจอยู่ต่อไปในรูปของสภา ความมั่นคง เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดย อาศัยข้ออ้างว่าประเทศกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอำนาจ
"โปรดอย่าได้ระแวงกันเลย ไม่ต้องกลัวหรอกว่าผมจะกลับไปมองหาหนทางแก้แค้น ผมไม่ได้มองหาเงื่อนไขใดๆ ที่จะช่วยตัวผมเอง แต่ถ้าหากคุณมีเจตนาดีจริงๆ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ถ้าหากต้องการคืนศักดิ์ศรีให้กับประชาชนไทย ก็มาพูดจากัน นักวิจารณ์หลายคนมองผมในแง่ลบและกังวล ผมขอแสดงความชัดเจนว่า ไม่ต้องห่วงผม เพราะผมไม่ได้ใส่ใจกับสถานภาพของผม แต่ผมอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า และไม่อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญมาเปลืองเวลา และเปลืองทรัพยากรบุคคล ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั่วไป ยกเว้นตัวรัฐบาลเอง ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ประเทศไทยจะเดินถอยหลัง"
นอกจากนี้ ตอนหนึ่งในการสัมภาษณ์ นายทักษิณ ได้กล่าวถึงการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวกับน้องสาว น.ส.ย่ิงลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า "มองว่าคดีรับจำนำข้าว มีสาเหตุมาจากการเมือง ผมไม่ได้ก้าวล่วงศาล ผมกำลังกล่าวถึงระบบโดยรวมว่าเหตุใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงถูกตั้งข้อหา ผมหวังว่าเธอจะไม่ถูกตัดสิน แต่ผมไม่แน่ใจจริงๆ
เช่นเดียวกันเว็บไซต์ไฟแนนเชี่ยลไทม์ส แผยแพร่บทสัมภาษณ์นายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน โดยบทความดังกล่าวเป็นผลงานของนายไมเคิล พีล ในชื่อเรื่อง "อดีตนายกผู้หลบหนีเผยตัวอีกครั้งเพื่อเรียกร้องการเจรจากับรัฐบาลทหาร" ระบุว่า นายทักษิณ ให้สัมภาษณ์จากประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่าตนอยู่แบบเงียบๆ มานานเกินไปแล้ว และ "ผมขอเสนอการพบปะหารือในแบบใดก็ได้ ผมพร้อม"
ต่อข้อถามว่าอดีตนายกรัฐมนตรีต้องการให้มีการหารือในลักษณะไหน นายทักษิณระบุว่า "ผมไม่ตั้งเงื่อนไขใดๆ สำหรับตัวผมเอง ผมเพียงต้องการเห็นประเทศเดินหน้าต่อ อยากเห็นการคืนประชาธิปไตยสู่ประชาชน"
นอกจากนี้ ระบุด้วยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายในการลดอำนาจของนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งนั้นมีเป้าหมายมาที่ตน ตนไม่ได้ต้องการท้าทายหรือต่อสู้กับรัฐบาลทหารแต่ ในศตวรรษที่ 21 นี้ไม่มีใครเคารพชาติที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร นายทักษิณระบุ และว่า ผมจะไม่พูดว่ารัฐบาลทหารชุดนี้จะอยู่ได้ไม่นาน แต่รัฐบาลใดๆ ก็ตามที่ไม่เคารพประชาชนจะอยู่ได้ไม่นาน
นอกจากนี้ นายทักษิณยังระบุถึงชีวิตต้อง เดินทางด้วยพาสปอร์ตของประเทศมอน เตเนโกร หลังรัฐบาลไทยยกเลิกหนังสือเดินทางว่า ขณะนี้ตนอาศัยอยู่ในนครดูไบ แต่ก็มีบ้านพักอยู่ที่สหรัฐ อังกฤษ เยอรมนี สิงคโปร์ และฮ่องกง
การทำธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปด้วยการลงทุนในบริษัทเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการแพทย์ในอังกฤษ เรื่อยไปจนถึงธุรกิจเหมืองโลหะในประเทศยูกันดา และแทนซาเนีย โดยประเมินว่าตนเองมีทรัพย์สินอยู่ราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 35,700 ล้านบาท หลังจากหักเงินที่ถูกรัฐบาลไทยยึดไปจำนวน 46,000 ล้านบาทก่อนหน้า
การให้สัมภาษณ์ ของนายทักษิณ กับ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล ที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรเปิดการเจรจากับกลุ่มการเมืองทุกๆ กลุ่มในประเทศเพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าที่เป็นที่ยอมรับของทุกๆ คน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่นายทักษิณ มีท่าทีที่จะเจรจากับรัฐบาล เพราะหากย้อนกลับไป เมื่อปี 2556
เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2556 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้จัดรายการ "กาแฟปฏิรูป" ได้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง เผยแพร่ทางยูทูบ
ซึ่งข้ามมาดูฝากฝั่งของพล.อ.ประยุทธ์ ก็มีท่าทีปฏิเสธตลอดเวลา ว่าจะไม่พูดคุยกับคนที่หนีคดี
7 ก.พ.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวทีนิวส์ ระบุไว้ช่วงหนึ่งว่า
"จากเหตุการณ์กว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพราะคนทำผิดกฎหมายคนเดียว แต่เพราะมีเงินมากก็สามารถทำลายทุกอย่างได้ และที่เขาไม่กลับนั้นไม่ใช่เพราะเขามีคดีเดียวที่หนีไปแต่มีอีกหลายคดีที่รออยู่เขาถึงไม่กล้ากลับ หวังว่าคุณคงเข้าใจและอยากให้คนอื่นเข้าใจด้วยว่าประเทศชาติสำคัญอย่างไร ผมมีหน้าที่ที่ต้องทำคนเดียวหรือเปล่า
ซึ่งหากย้อนกลับไป 16 กุมภาพันธ์ 2558 พล.อ.ประยุทธ์ เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย พร้อมกับตอกย้ำด้วยซ้ำไปว่าการพูดคุยระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นข้อเสนอที่ไม่ถูกต้อง
16 ก.พ. 58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่ สปช. ได้เสนอให้ตัวเองไปพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในชาติ ว่าคงไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และพ.ต.ท.ทักษิณ มีคดีความอยู่ อาจผิดกฎหมายได้ แต่ถ้าหากอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับมาสู้คดีตามกระบวนการ ก็อาจมีการพูดคุยขึ้นก็เป็นได้ ทั้งนี้ยืนยันว่า ตนไม่ได้ปิดประตูตาย ประตูก็ยังเปิดอยู่สำหรับคนที่ทำถูกต้อง ถ้ายังไม่ถูกก็ต้องไปทำให้ถูกตามขั้นตอน
"เขามีอำนาจอะไรที่จะมาบังคับผม แล้วมีการกระทำอะไรที่ขัดต่อหลักของกฎหมายหรือไม่ อย่าลืมว่าวันนี้คุณทักษิณมีคดีติดตัวอยู่แล้วผมจะไปพูดด้วยได้หรือไม่ก็ต้องคิดดูตรงนี้"
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่าไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ รวมทั้งเสนอให้ นายกรัฐมนตรีเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มเพื่อวางกรอบรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอมรับ ว่า
ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มุ่งมั่นร่างขึ้นเพื่อปกป้องดูแลพี่น้องประชาชนทุกคน การเรียกร้องว่าต้องเจรจาจนกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มพอใจร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการสำคัญตนเองผิด คิดว่านักการเมืองสำคัญกว่าประชาชน ที่ผ่านมาประเทศเสียหายทั้งจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้กำลังก่อความวุ่นวายก็ล้วนมีนักการเมืองใหญ่บางคนเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น
"การเรียกร้องเช่นนี้ถือเป็นตลกร้าย ที่ยอมรับไม่ได้ คล้ายทีมเชลซี จะแข่งขันกับทีมแมนฯซิตี้ ผู้จัดการทีมเชลซี ก็คงไม่เชิญทีมแมนฯซิตี้ มาร่วมฟังการวางแผนการเล่นด้วยฉันใด การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปราบคนโกง ก็ไม่ควรให้คนโกงมาร่วมร่างหรือเจรจาจนคนที่เคยโกงพอใจฉันนั้น"
รัฐบาลรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย พร้อมพูดคุยเพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนที่มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง รวมทั้งจากนายทักษิณ ชินวัตร หากนายทักษิณซึ่งยังเป็นนักโทษหนีคดีกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับอำนาจตุลาการเฉกเช่นประชาชนทั่วไป ที่กระทำผิดแล้วยอมรับผลและคำตัดสินของศาล
"เพราะหากอดีตนายกยังคงปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่ไร้เครดิตความน่าเชื่อถือ เพราะพยายามทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย การจะมาเสนอแนวทางเพื่อร่างกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น และไม่อาจยอมรับได้"
"คล้ายทีมเชลซี จะแข่งขันกับทีมแมนฯซิตี้ ผู้จัดการทีมเชลซี ก็คงไม่เชิญทีมแมนฯซิตี้ มาร่วมฟังการวางแผนการเล่นด้วยฉันใด การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปราบคนโกง ก็ไม่ควรให้คนโกงมาร่วมร่างหรือเจรจาจนคนที่เคยโกงพอใจฉันนั้น"
ขณะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอนัล ระบุพร้อมเจรจากับคสช.ว่า ยังไม่ได้ฟัง แต่คิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎกติกา ถ้าคุยได้ก็คุยแต่หากยังมีติดคดีในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้รักษากฎหมายก็ไม่น่าจะคุยกันได้ ทุกคนมีสิทธิ์ออกความเห็นแม้แต่เรื่องรัฐธรรมนูญที่ทุกคนรวมทั้งรัฐบาลเสนอความเห็นได้
คิดว่านายทักษิณคงอยากคุย แต่ตามหลักคิดง่ายๆตำรวจไปคุยกับคนยังติดคดีอาจจะลำบาก ต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย ที่จริงเวทีการพูดคุยยังเปิดอยู่ และยังมีผู้แทนจำนวนมากที่สามารถพูดคุยได้ และยังมีวิธีส่งข้อความมาแล้วให้กรรมการพิจารณาได้
ทุกอย่างมีการวิจารณ์ได้หมด แต่ถ้ามองว่าทุกคนเป็นคนดี ทำเพื่อส่วนรวมไปข้างหน้าด้วยกัน ตนคิดว่าถ้าไม่พูดอะไรมาก อะไรที่ดีมาแล้วรับได้เราก็ทำแล้วจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แต่หากถ่วงกันไปดึงกันมาเหมือนสาวไส้ให้กากิน ยิ่งสาวไส้ผลยิ่งเสีย ที่ผ่านมาไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเข้าใจผิดกันมา ตอนนี้รักและเข้าใจกันเพราะขจัดปัญหาออกไปโดยมองจุดร่วมแล้วก้าวไปข้างหน้าผลประโยชน์จะกลับมาที่ประเทศและอาเซียนทำให้ทั่วโลกสนใจอาเซียน
หากพูดคุยได้ก็จะพูดคุย แต่หากยังมีคดีติดตัวอยู่ ตัวรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมาย คงพูดไม่ได้ และขอให้เป็นไปตามกระบวนการ
พล.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวกรณีสื่อนำเสนอคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่าอาจเป็นมุมที่แตกต่างของบุคคล เพราะกรณีที่มีกล่าวถึงว่ารัฐบาลทหารของไทยกำลังทำให้เศรษฐกิจที่เปราะบางของประเทศตกอยู่ในอันตรายด้วยแผนประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ นั้น อาจเป็นความเห็นส่วนบุคคล จากข้อมูลที่ได้รับมาส่วนใหญ่มองว่า รธน.เสมือนข้อตกลงร่วมกันของคนในประเทศ ด้วยการกำหนดกรอบกติกาให้คนทุกคน. หลักๆจะว่าด้วยบทบาทสิทธิหน้าที่ รวมถึงข้อตกลงในหนทางปฏิบัติของประชาชน บุคคล องค์กร ที่อยู่ร่วมกันในสังคม แตกต่างกันตามสถานะหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคคลและองค์กรนั้นๆ อย่างเหมาะสม รวมไปถึงการกำหนดกฎกติกาให้บุคคลผู้มีหน้าที่ต่างๆได้มีกรอบในการทำหน้าที่ให้กับประเทศ กรณีถ้าจะพยายามมองไปเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ที่จริงการมีระบบและกติกาที่ดีมีระบบถ่วงดุลตรวจสอบที่มีความน่าเชื่อถือ มองว่าน่าจะเป็นตัวเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจมากกว่า โดยเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบระยะยาว และที่มีการกล่าวถึงว่า จะเป็นการจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรักษาอิทธิพลของนายพลทหารเอาไว้นั้น อาจเป็นเพียงความรู้สึกเชิงหวาดระแวงเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ว่าจะมีการรักษาอิทธิพลเอาไว้ให้ใครตามที่กล่าวถึง เพราะปกติเมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว ก็คงเป็นตามกระบวนการทางรัฐสภาที่จะต้องเลือกดูฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่. ไม่เกี่ยวกับทหาร หรือ คสช. ส่วนในมุมหนึ่งบทบาทขององค์กรอื่นๆ ถ้าจะมีน่าจะมีส่วนในเรื่องการสนับสนุนให้เกิดความสมดุลในมุม
ต่างๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับกระบวนการทางด้านการบริหาร โดยเฉพาะถ้าไม่เกิดกรณีมีปัญหาข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารนั้นๆ หลักๆ จึงไม่น่ามองว่าจะเป็นการไปจำกัดอำนาจอะไรของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง มีหลายฝ่ายกลับมองว่ากลไกการสนับสนุนดังกล่าวจะเป็นการเสริมอำนาจทางการบริหารให้มีความมั่นคงมากขึ้นอีกด้วย อีกทั้งมั่นใจว่าการมีส่วนร่วมตามความจำเป็นขององค์กรอิสระต่างๆ ที่เสมือนเป็นตัวแทนของประชาชนในอีกมุมหนึ่งด้วยนั้น. จะสามารถสร้างความสบายใจให้เกิดการยอมรับได้กว้างขวางมากขึ้นด้วย จะได้ไม่เกิดปัญหาความแคลงใจเกี่ยวกับการบริหารงานของฝ่ายบริหารเช่นในอดีต ที่เคยกลายเป็นเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งหรือความไม่สงบเรียบร้อย อีกทั้งเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่มีซ่อนเงื่อนใดๆ รวมถึงอำนาจที่แท้จริงก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มบุคคลหนึ่งคนใด หรือที่สำคัญอำนาจก็ไม่ได้อยู่ในมือของกลุ่มบุคคลบางคนเหนือนายกรัฐมนตรีขึ้นไป อย่างที่มีการกล่าวถึง คนส่วนใหญ่ยังมั่นใจว่าอำนาจอธิปไตยจะยังคงอยู่กับประชาชนทั้งประเทศแบบทั่วถึงอย่างแน่นอน ซึ่งอาจไม่เหมือนแต่ก่อนที่พอพูดถึงเรื่องอำนาจก็มักจะคิดกันว่าตกอยู่กับฝ่ายบริหารเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น
ด้าน นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศกล่าวว่า สิ่งที่นาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พูดเพราะท่านเป็นห่วงประเทศไทยและไม่ใช่การยื่นเงื่อนไขเจรจากับ คสช. เพราะท่านไม่ได้เรียกร้องให้ทำอะไรให้ตัวท่านและไม่ต้องการเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งและอยากเห็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง การพูดเพื่อแสดงความจริงใจว่าผู้มีอำนาจอย่ากังวลหรือหวาดระแวงว่าท่านจะเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อตัวท่านเอง เนื่องจากกระบวนการสร้างความปรองดองนั้นทุกฝ่ายต้องหันหน้าหากันและเอาประโยชน์ของคนไทย 64 ล้านคนและประเทศเป็นตัวตั้ง
นาย ทักษิณอยู่ต่างประเทศมานานและเห็นประเทศต่างๆก้าวหน้าจึงเป็นห่วงคนไทย ท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ และคงไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ขอผู้มีอำนาจอย่างกังวล ท่านต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหามากกว่าจะเป็นคนสร้างปัญหาและอยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีชีวิตที่ลำบาก
ขณะที่ ฟากฝั่งของพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่ขอก้าวล่วงการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกัน มองว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ใช่การออกมาแสดงความคิดเห็นตามปกติ เนื่องจากคนใกล้ชิดกำลังถูกดำเนินคดีในประเทศไทยจึงพยามยามใช้โอกาสนี้สร้างกระแสกดดันกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ด้วย
ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะเกิดการพูดคุยระหว่างรัฐบาลกับ นายทักษิณ หรือไม่ แต่เห็นว่าการจะพูดคุยอะไรกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ขอให้กลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน จากนั้นจะพูดคุยหรือเจรจากับใครก็จะมีความชอบธรรม
