"ฟีฟ่า" จับมือ  3 กระทรวง-ส.บอล ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาเด็กวัย 11 ปี

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จับมือ สามกระทรวง และสมาคมฟุตบอล ลงนามความร่วมมือ โครงการ "ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลต์" ส่งเสริมสุขภาพและสุขอนามัยของเด็กอายุ 11 ปีโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อกลาง
 

 

วันนี้ ( 23 ก.พ.59 ) ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย พญ.มยุรา กุสุมภ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ และ ศ.ดร.ยีรี ดโรรัค หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) โครงการฟีฟ่าเพื่อสุขภาพเด็กอายุ 11 ปี การศึกษาสุขอนามัยโดยใช้ฟุตบอลเป็นสื่อสำหรับเด็ก “ฟีฟ่า 11 ฟอร์เฮลต์” โดยจะอบรมครูพลศึกษาใน 18 โรงเรียนนำร่องของไทย ช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย.นี้ และกระจายไปใน 38,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสอนทักษะฟุตบอลให้เด็กอายุ 11-12 ปีในแนวคิด “สอนน้อยลง เรียนรู้มากขึ้น” ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าปี ค.ศ.2019 จะเข้าถึงเด็กไทยกว่า 1 ล้านคน และหวังว่าช่วยทำให้เด็กไทยมีสุขภาพอนามัยที่ดี

 

ด้าน พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ฟีฟ่าเริ่มโครงการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 ถึงตอนนี้มี 24 ประเทศที่เข้าร่วม โดย สมาคมฯ ยินดีที่ฟีฟ่าเลือกไทยจัดทำโครงการนี้เป็นประเทศที่ 4 ในเอเชีย และจะช่วยให้เกิดประโยชน์กับเด็กไทย ที่ผ่านมาฟีฟ่าประสบความสำเร็จสร้างเยาวชนให้ก้าวสู่นักเตะอาชีพจากโครงการนี้ ซึ่งตรงกับแนวคิดของตัวเองที่จะพัฒนานักเตะเยาวชนด้วยการสร้างอคาเดมี รุ่น 17 ปี โดยจะนำเด็กโครงการนี้มาต่อยอดเข้าสู่อคาเดมี เพื่อเป็นผลผลิตสู่ทีมชาติไทย และวางรากฐานระยะยาวในการไปฟุตบอลโลก เพราะการไปฟุตบอลโลกไม่ได้ใช้เวลาเพียง 3, 5 หรือ 10 ปีเท่านั้น

 

นอกจากนี้ นายกสมาคมฟุตบอลฯ กล่าวอีกว่า คืนวันเดียวกันนี้จะเดินทางไปที่นครซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งประธานฟีฟ่า วันที่ 26 ก.พ. ซึ่งการจะเลือกใครนั้นมีอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตามจะเลือกผู้ที่มีวิสัยทัศน์นำความเจริญกระจายตัวไปในวงการฟุตบอลทั่วโลกให้เกิดความเท่าเทียม รวมถึงส่งผลประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทย และไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่ม

 

ส่วนกรณีที่ไทยจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตซอลสโมสรชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 7 นั้นได้เซ็นหนังสือเสนอตัวเป็นเจ้าภาพไปแล้ว และอยู่ในขั้นตอนรอการพิจารณา นอกจากนี้ ในการเข้ามาทำงานในสมาคมฟุตบอลฯ ถือว่ายังทำงานได้ไม่เต็มปาก เพราะยังไม่ได้รับมอบงานจากทีมงานชุดเก่า และไม่มีฐานข้อมูลเลย แต่ก็พร้อมเข้าไปทำหน้าที่ เพราะมีทีมงานพร้อมอยู่แล้ว โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ทีมเริ่มทำงานในออฟฟิศชั่วคราวที่อาคารชาญอิสระ พระราม 4

 

 

สำหรับความพร้อมของทัพ"ช้างศึก"ทีมชาติไทย พล.ต.อ.สมยศ ได้เปิดเผยหลังจากพูดคุยกับ “โค้ชซิโก้”เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ถึงการเตรียมทีมทำศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง กลุ่ม F นัดสุดท้าย ที่บุกเยือน อิรัก วันที่ 24 มี.ค. โดย "ซิโก้" ได้ระบายว่า ที่ผ่านมา เมื่อทีมชาติมีคิวไปแข่งต่างประเทศไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร โดยเฉพาะศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นไม่เกิน 23 ปี ที่กาตาร์ ทำให้ตนจะเข้าไปดูแลเองอย่างใกล้ชิด และจะตั้งทีมงานขึ้นมาดูแลเรื่องชุดเดินทาง อาหาร ที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ส่วนโค้ชและนักเตะก็มุ่งมั่นทำหน้าที่ในสนามเพื่อชาติ เพื่อประชาชน และเพื่อในหลวง โดยไม่ใช่ว่าโค้ชจะต้องไปทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างเหมือนเช่นที่ผ่านมา “เรื่องเงินรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับนักเตะทีมชาตินั้น ซิโก้บอกผมว่าท่านนายกฯไม่ต้องตั้งมาเพื่อเป็นรางวัลล่อใจนักกีฬา เพราะนักฟุตบอลเล่นเต็มที่เพื่อชาติ ซึ่งผมจะเข้าไปดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวกต่างๆ ยามไปแข่งต่างประเทศด้วยการตั้งกองทุนฟุตบอลไทยไปบอลโลกขึ้นมาดูแล ตอนนี้มียอด 4-5 ล้านบาทแล้ว ส่วนเงินรางวัลนั้นจะมีให้เป็นขวัญกำลังใจแน่นอน แต่ไม่อยากบอกตัวเลข เพราะนักเตะทุกคนเล่นเต็มที่เพื่อชาติอยู่แล้ว”