- 05 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th
เปิดฉบับเต็ม!!! คำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้มติ มส.เสนอตั้ง "พระสังฆราช" ผิดขั้นตอนชัด
หลังผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ทำการวินิจฉัยคำร้องของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ขอให้พิจารณามติของมหาเถรสมาคม ซึ่งมีการเสนอนามของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่าเป็นการกระทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องหรือไม่
โดยที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติให้ทำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ตีกลับมติดังกล่าวของ มส.เนื่องจากเป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอน และไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยมีรายละเอียดคำวินิจฉัยดังนี้
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า การที่ พศ.เสนอรายนามพระราชาคณะให้ มส.พิจารณา และเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการกระทำผิดขั้นตอน ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากวรรค 2 มาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดูตามพจนานุกรม และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว ให้ความเห็นว่า จากรูปประโยคของกฎหมายนั้น คำว่า “ให้” นั้น หมายความว่านายกฯ จะต้องเป็นผู้เสนอรายนามให้ มส.พิจารณาให้ความเห็นชอบ และเมื่อ มส.เห็นชอบ ต้องส่งชื่อกลับมาให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเบื้องต้นในการนำผู้เสนอรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ถ้ามีใครส่งรายชื่อมาให้นายกฯ เป็นคนเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย จะต้องมีส่วนในการพิจารณาด้วย แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ควรจะพิจารณาตามอำเภอใจตามพลการ เพราะมันจะมีกฎหมายระบุไว้แล้ว เพียงแต่ว่าให้นายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่ต้นในการเสนอรายชื่อไปให้มหาเถรสมาคมให้ความเห็นชอบ
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยังระบุอีกว่า เมื่อพิจารณาขั้นตอนที่ พศ.กลับนำรายชื่อให้ มส.เสนอในฐานะที่ มส.เป็นเลขานุการจึงเข้าข่ายไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการกระทำที่สวนทางกันกับสิ่งที่ผู้ตรวจได้ตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และตามหลักความรับผิดชอบ
ดังนั้น การที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำรายนามเสนอให้มหาเถรสมาคมเห็นชอบก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี จึงผิดขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ จึงเข้าข่ายไม่ถูกต้อง
ต่อจากนี้ไปคงต้องติดตามเพราะว่าทางผู้ตรวจการแผ่นดินล่าสุดได้ส่งคำวินิจฉัยไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ พิจารณาข้อเสนอแนะ และสั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล พศ. ให้ดึงเรื่องกลับ และดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอน โดยการสถาปนา สมเด็จพระสังฆราชนั้น แบ่งออกเป็น 2ขั้นตอน
ขั้นตอนแรกในการแต่งตั้งนั้น สำนักงานพุทธศาสนาต้องดำเนินการส่งให้นายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานพระพุทะศาสนาจะนำไปเสนอให้ มหาเถรสมาคม โดยมหาเถรสมาคมนั้นจะนำเรื่องส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี โดยในขั้นตอนสุดท้ายนั้น นายกรัฐมนตรีจะนำไปทูลเกล้าส่งให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เพื่อจะสถาปนาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
ส่วนขั้นตอนที่สองนั้นจากที่ผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาแถลงเมื่อวานที่ผ่านมานั้น ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จสังฆราชว่างลงให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมนั้นเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงสถาปนานั้น โดยขั้นตอนที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตีความมาตรา 7 ของ พ.ร.บคณะสงฆ์ โดยนายกรัฐมนตรีส่งชื่อสมเด็จพระสังฆราชไปให้กับมหาเถรสมาคคคมเพื่อให้ผ่านการเห็นชอบแล้วจึงนำชื่อสมเด็จพระสังฆราชกลับไปให้นายกรัฐมนตรีเพื่อนำชื่อไปทูลเก้าแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าหากมีการเสนอชื่อสมเด็จพระสงฆราชโดยมหาเถระสมาคมมาแล้ว ก็จะต้องเป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
สำหรับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
และการที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุว่า ขั้นตอนที่ สำนักพุทธนำรายชื่อการแต่งตั้งสมเด็จสังฆราชมาให้ มหาเถรสมาคมพิจารณาจึงเข้าข่ายไม่ถูกต้อง
ดังนั้น การกระทำของมหาเถรสมาคมที่ดำเนินการก่อนหน้านี้ จึงเป็นการกระทำที่สวนทางกับสิ่งที่ผู้ตรวจการได้ตีความตาม เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของสถานการณ์ที่เป็นไป ก็ทำให้สังคมเกิดข้อครหา ถึงท่าทีของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรรมการมหาเถรสมาคมที่เสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐโดยการทำนุบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์คุ้มครอง และส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแลรักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุนส่งเสริม พัฒนาบุคลากรทางศาสนา โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคณะสงฆ์ กฎหมายว่าด้วยการกำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
(2) รับสนองงาน ประสานงาน และถวายการสนับสนุนกิจการและการบริหาร การปกครอง คณะสงฆ์
(3) เสนอแนวทางการกำหนดนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา
(4) ส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงศาสนสถานและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนา
(5) ดูแลรักษา และจัดการวัดร้างและศาสนสมบัติกลาง
(6) พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา
(7) ทำนุบำรุงพุทธศาสนศึกษา เพื่อพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม
(8) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานหรือนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ส่วน มหาเถรสมาคมประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะ ทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกินสิบสองรูปเป็นกรรมการ
ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งและให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหน้าที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
รายชื่อ กรรมการมหาเถรสมาคม
1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง วรปุญฺโญ
2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มานิต ถาวโร
3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ อัมพร อมฺพโร
4. สมเด็จพระวันรัต จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต
5. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วีระ ภทฺทจารี
6.สมเด็จพระธีรญาณมุนี สมชาย วรชาโย
7.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ สมศักดิ์ อุปสโม
8.สมเด็จพระพุฒาจารย์ สนิท ชวนปญฺโญ
9.พระพรหมวชิรญาณ ประสิทธิ์ เขมงฺกโร
10.พระพรหมเมธาจารย์ คณิสร์ เขมวํโส
11.พระวิสุทธิวงศาจารย์ วิเชียร อโนมคุโณ
12.พระพรหมเมธี จำนงค์ ธมฺมจารี
13.พระพรหมมุนี สุชิน อคฺคชิโน
14.พระพรหมดิลก เอื้อน หาสธมฺโม
15.พระพรหมบัณฑิต ประยูร ธมฺมจิตฺโต
16.พระพรหมวิสุทธาจารย์ มนตรี คณิสฺสโร
17.พระธรรมธัชมุนี อมร ญาโณทโย
18.พระธรรมบัณฑิต อภิพล อภิพโล
19.พระพรหมโมลี สุชาติ ธมฺมรตโน
20.พระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขญาโณ
อย่างไรก็ตาม หลังนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงข่าวกรณี นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะได้ยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่ามติมหาเถรสมาคม (มส.) กรณีเสนอนามของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชให้ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามขั้นตอนมาตรา 7 ของ พ.ศ.2535
ล่าสุดพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกับประเด็นดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดยพระเมธีธรรมาจารย์เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย(ศพศ.) กล่าวถึงผลการวินิจฉัยของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ระบุว่า มติ มส. เมื่อวันที่ 5 มกราคม เกี่ยวกับการเสนอนามสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นการกระทำตามที่ผิดขั้นตอนว่า เรื่องนี้ อาตมาตั้งไว้ 2 ประเด็น ประเด็นแรกผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจในการวินิจฉัยเรื่องการเสนอนามประมุขสงฆ์หรือไม่ ประเด็นที่ 2 หากมีอำนาจในการวินิจฉัย จะขัดกับหลักจารีตที่คณะสงฆ์เคยปฏิบัติกันมาในอดีตหรือไม่
"ที่สำคัญ ถ้ามติ มส.ที่เสนอสมเด็จช่วง เป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นโมฆะ ก็แสดงว่ามติที่เคยเสนออดีตสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อนก็ต้องเป็นโมฆะเช่นเดียวกันใช่หรือไม่ จากนี้ ศพศ. และภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ จะเร่งศึกษา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช รวมถึงจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีตเพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวในเรื่อง ดังกล่าวต่อไป" พระเมธีธรรมาจารย์
นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา(สนพ.) กล่าวว่า ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูกนายไพบูลย์ ด้วยการวินิจฉัยเช่นนี้ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ทุกองค์ภายใต้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็ต้องผิดหมด เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 7 เหมือนมาตราที่ว่าด้วย การทรงตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะและสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรี รับสนองพระบรมราชโองการเท่านั้น ดังนั้น ผลการวินิจฉัยนี้เท่ากับเปิดทางให้อาณาจักรยึดอำนาจสถาบันที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์ และแสดงออกถึงการทำหน้าที่ที่เห็นแก่พวกพ้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน
ขณะที่ พระพุทธอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงพระเมธีธรรมาจารย์ เห็นพฤติกรรมของภิกษุผู้มักมากทะยานอยากจนเอ่อล้นออกมา เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของพระธรรมวินัยและสังคมได้รับรู้เวลานี้ ยิ่งเห็นยิ่งเวทนานัก มันจะอะไรกันนักหนาล่ะบรรดาอาเสี่ยอาเฮียทั้งหลาย เมื่อผู้ตรวจการเขาตรวจสอบและบอกว่ามติที่ มส. ออกมามันผิดกฎหมาย แล้วทำไมเฮียๆ จึงตะแบงอยากได้ตำแหน่งอะไรกันขนาดนั้น ถามพวกเฮียจริงๆ เถิด บวชกันเข้ามาเพื่ออะไร
อ้อ... แต่ลืมไป เราประเมินพวกเฮียสูงไป คนอย่างพวกเฮียไม่เคยเห็นพระธรรมวินัยอยู่ในสำนึกอยู่แล้ว เพราะถ้ามีสำนึก คงไม่หน้าด้านพากันออกมาเรียกร้องขอตำแหน่งกันอยู่อย่างนี้หรอก ยางอายน่ะเคยมีไหม ผ้าเหลืองที่สวมใส่อยู่น่ะไม่ได้ช่วยให้ปลงอะไรๆ กันได้บ้างเลยหรืออย่างไร และขอบอกให้พวกเฮียได้เข้าใจชัดๆ ว่า ไอ้ที่เฮียแถมาว่า หากยึดกฎหมายมาตรา ๗ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้วินิจฉัย แล้วปี ๓๒ ทำไมมหาเถรถึงได้เสนอชื่อสมเด็จพระญาณสังวรให้แก่นายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าขอพระราชทานโปรดเกล้าสถาปนาแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชได้ แล้วทำไมเดี๋ยวนี้มหาเถรจะเสนอชื่อเหมือนเดิมบ้างไม่ได้ เราไม่รู้ว่าเฮียปัญญาอ่อนหรือลืมกันแน่ เฮียเคยเปิดพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ฉบับ ๒๕๐๕ อ่านบ้างไหม สมเด็จพระญาณสังวรทรงได้เป็นพระสังฆราชตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ฉบับปี ๒๕๐๕ ที่ยังไม่ได้แก้ไข แต่ที่เฮียและพวกพยายามตะแบงและอ้างมาตรา ๗ มาใช้ มันเป็น พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี ๒๕๓๕ นะเฮีย สมเด็จพระญาณสังวรทรงเป็นพระสังฆราชในปี ๓๒ ตั้งแต่ยังไม่มีการแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ออกมาเลยเฮีย หลังจากประเมินสถานการณ์แล้ว เมื่อเห็นว่าสมเด็จช่วงไม่ได้เป็นสังฆราชแน่ๆ เฮียก็ระดมพลพรรคคนรักธรรมกายและสมเด็จช่วงออกมากันให้เต็มพุทธมณฑลหรือสนามหลวงเลย รัฐบาล คสช. เขาจะได้มีข้ออ้างเพื่อจะอยู่ยาวได้ โอ... ไหมเฮีย ไหนๆ ก็เคยช่วยเรามาครั้งหนึ่งแล้ว จะช่วยออกมาอีกซักครั้งคงไม่ลำบากหรอกกระมัง นายทุนธรรมกายมีเงินเป็นเข่งๆ อยู่แล้วนี่ แค่นี้ขนหน้าแข้งคงไม่ร่วงหรอก
ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชมาเปรียบเทียบเหมือนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้มีหน้าที่นำความขึ้นกราบบังคมทูลไม่อาจประวิงเวลาได้ ซึ่งตนทราบมาว่า ในการประชุม มส.เมื่อวันที่ 5 ม.ค.59 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เป็นการประชุมของพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่สองนิกาย คือ มหานิกาย และธรรมยุติ โดยมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายเป็นประธานที่ประชุม
เมื่อถึงวาระการพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ปรากฎว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้ออกจากห้องประชุมเนื่องจากมีส่วนได้เสีย ผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแทน คือ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธ พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ และผู้ที่เสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายเป็นสมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศ พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติ เช่นเดียวกับผู้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมผลการลงมติที่ประชุมเลือกสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ 17 ต่อ 0
"จะเห็นได้ว่า ที่ประชุม มส.ประกอบด้วยพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุติ ต่างเข้าใจประเพณีปฏิบัติเข้าใจและรักษากฎหมายคณะสงฆ์ ทั้งยังปรองดอง สามัคคี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกันเป็นอย่างดี จนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชในฝ่ายคณะสงฆ์ซึ่งอาศัยองค์กรมหาเถรสมาคมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นวัตรปฏิบัติที่งดงามยิ่ง" นายชวลิต กล่าว และว่า ดังนั้น เราซึ่งเป็นฆราวาส เป็นชาวพุทธ ควรดูเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะรัฐบาลควรเป็นตัวอย่างในการดำเนินการตามกฎหมายคณะสงฆ์ และสร้างความปรองดอง ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวพุทธ การจะมีผู้ที่มีความเห็นแตกต่างบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ระหว่างองค์กรตามกฎหมายคณะสงฆ์ คือ มส. (ศาสนจักร) และรัฐบาล (อาณาจักร) ควรร่วมมือเกื้อกูลกันให้เกิดความสงบ ร่มเย็น ดังที่เป็นมาแต่อดีตกาล
