เมื่อมติขัดกฎหมายจะถอดถอน "มหาเถรสมาคม" ได้หรือไม่ ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

จากกรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่ากระบวนการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชในที่ประชุมของมหาเถรสมาคมไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505ในมาตรา 7 เนื่องจากกระบวนการแรกเริ่มต้องให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำเสนอ จึงได้นำพาสถานการณ์ความขัดแย้งครุกรุ่นมากยิ่งขึ้น โดยในวันนี้พระเมธีธรรมาจารย์แถลงข่าวกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวภายหลังผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นออกมา

 

 

 


แต่สถานการณ์เกิดชุลมุนขึ้น เมื่อมีเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมการแถลงข่าวพร้อมเรียกพระเมธีธรรมาจารย์ไปปรับทัศนคติ ที่อาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดศรีสุดาราม สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา แถลงท่าทีการเคลื่อนไหวภายหลังที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยมติ มส.ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เพื่อเสนอสถาปนาสังฆราช ผิด ขั้นตอน ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้ว่า ต้องเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะ

 


ต่อมา พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 ได้ เชิญ ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ รองเลขาธิการ สนพ. และพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และผู้ที่จะร่วมแถลงข่าว เพื่อกำหนดแนวทางการแถลงข่าวเพราะ อาจจะเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และไม่ได้ขออนุญาตตำรวจก่อนแถลงข่าว

 


จากนั้นเวลา 10.40 น. พระเมธีธรรมาจารย์ ได้ออกมาแถลงข่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอยืนยันว่าศูนย์พิทักษ์ฯและองค์กรพุทธ ทำเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ไม่มีวาระ ไม่มีการเมือง และไม่มีอามิสสินจ้างแต่อย่างใด ไม่เคยคิดจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อบ้านเมือง ซึ่งการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาได้ยึดหลักการ 3 ข้อ คือ เคารพกฎหมายบ้านเมือง พระธรรมวินัย และจารีตประเพณี “

 


ด้านพระครูปลัดกวีวัฒน์ กตปุญฺโญ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ กล่าวว่า กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมติ มส. กรณีการเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ว่าผิดขั้นตอนนั้น ยืนยันว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยมติมส. เพราะ มส.ไม่ใช่หน่วยงานราชการ หากเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากเป็นหน่วยงานราชการ

 


นอกจากนี้ศูนย์พิทักษ์ ฯ ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ระบุว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยกฎหมาย และได้ชี้แจงรายละเอียดในเรื่องขั้นตอนตามกฎหมายการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และช่วงท้ายของจดหมายเปิดผนึก ได้ระบุว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีเจตนาวินิจฉัย ตีความกฎหมายผิดขัดต่อจารีตประเพณี ราชประเพณี และขัดต่อจริยธรรมต่อองค์กรอิสระอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความแตกแยก ในหมู่คณะสงฆ์และสังคมไทยอย่างรุนแรง จึงมีมติ ร่วมกันดำเนินการดังต่อไปนี้

 

1. รวบรวมรายชื่อพระสงฆ์ และคฤหัสถ์ 20,000 ชื่อ เพื่อถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ


2. ขอนิมนต์และเรียนพุทธบริษัท ร่วมลงชื่อถอดถอนได้ ซึ่งผู้ประสานงานจะแจ้งให้ทราบถึงสถานที่ลงชื่อต่อไป

 


ภายหลังเสร็จการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการพูดคุยกับพระเมธีธรรมาจารย์และคณะ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดความสับสนและวุ่นวายเล็กน้อย ซึ่งต่อมาตำรวจได้นิมนต์พระเมธีธรรมาจารย์ ออกไปจากวัดศรีสุดาราม.

 


สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริง ที่ต้องพิจารณาอยู่ สองเรื่องหลักๆ คือท่าทีของรับบาล คสช.ที่เข้ามาควบคุมการแถลงข่าวในครั้งนี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้พระเมธีธรรมาจารย์และคณะ เคลื่อนไหว ไปสู่ความวุ่นวาย

 


และในขณะเดียวกันก้ต้องมาตีความให้เกิดความชัดเจนถึงมติของผู้ตรวจการแผ่นดินว่ากระบวนการเสนอรายชื่อสมเด็จพระสังฆราชของที่ประชุมมหาเถรสมาคมไม่เป้นไปตามมาตรา 7 อย่างไร

 


เมื่อวันที่ 5 มกราคม 59 มีรายงานข่าวว่าการประชุมมหาเถรสมาคมวาระพิเศษการประชุมลับเพื่อพิจารณาการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่และได้มีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20

 


19 มกราคม 59 นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เดินทางมาที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะว่า เนื่องจากมีการประชุมวาระพิเศษของมหาเถรสมาคม ในวันที่ 5 มกราคม ที่ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา ในฐานะเลขานุการมหาเถรสมาคม นำมติการประชุมส่งให้นายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิบัติการที่ผิดขั้นตอนอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 


ซึ่งความเป็นจริงเจตนารมณ์กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีอำนาจริเริ่มเสนอนามสมเด็จราชาคณะที่มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดต่อมหาเถรสมาคม เพื่อให้ความเห็นชอบ

 


4 กุมภาพันธ์ 59 ผู้ตรวจการแผ่นดินได้วินิจฉัย โดยมีความเห็นว่า การดำเนินการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชจะต้องเริ่มต้นที่นายกฯ โดยหลักฐานรายงานสภาในการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เมื่อปี 2535 ระบุชัดเจนว่าต้องเริ่มโดยนายกฯแล้วค่อยส่งให้ มส. เห็นชอบ ดังนั้น มติ มส. เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ให้เสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอนกฎหมาย 

 


เพราะฉะนั้นจากกระบวนการข้อเท็จจริงหมายความว่า จุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ข้อขัดแย้งในครั้งนี้ คือการประชุมของมหาเถรสมาคมที่มีการประชุมลับ

 


จึงเกิดข้อคำถามมุมกลับขึ้นว่าถ้าหากว่ามหาเถรสมาคมดำเนินการไม่ถูกต้องพุทธศาสนิกชนจะสามารถถอดถอนมหาเถรสมาคมได้หรือไม่


สำหรับโครงสร้าง มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย   

- สมเด็จพระสังฆราช
ตำแหน่ง ประธานกรรมการ

- สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป
ตำแหน่ง  กรรมการ (8รูป)

- พระราชาคณะที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง
ตำแหน่ง กรรมการ (ไม่เกิน 12 รูป)

-ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  
ตำแหน่ง เลขาธิการมหาเถรสมาคม

-  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ   
ตำแหน่ง สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม

 


อำนาจหน้าที่มหาเถรสมาคม

(1)  ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม

(2)  ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร

(3)  ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์

(4) รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

(5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

 

 

เพื่อการนี้ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ วางระเบียบออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้ และจะมอบให้พระภิกษุรูปใดหรือคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามมาตรา 19 เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่งก็ได้

 


พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ. ๒๕๓๕

 


มาตรา 15 จัตวา เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมจะตรากฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดโทษหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหาย แก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้

 


พระภิกษุและสามเณรที่ได้รับโทษตามวรรคหนึ่งถึงขั้นให้สละสมณเพศต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ

 


มาตรา 19 สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ตามมติมหาเถรสมาคม ประกอบด้วยพระภิกษุหรือบุคคลอื่นจำนวนหนึ่ง มีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องที่จะเสนอต่อมหาเถรสมาคม และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย โดยขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคมการจัดให้มีคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ การแต่งตั้งกรรมหรืออนุกรรมการ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ และระเบียบการประชุม ให้เป็นไปตามระเบียบมหาเถรสมาคม

 


รายชื่อ กรรมการมหาเถรสมาคม

1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศาราม

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

4.สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร

5.สมเด็จพระ ธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส

6.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม

7.สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม

8.พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา

9.พระพรหมเมธาจารย์ วัดบุรณศิริมาตยาราม

10.พระวิสุทธิวงศาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ

11.พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

12.พระพรหมดิลก วัดสามพระยา

13.พระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม

14..พระพรหมโมลี วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

15.พระ พรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส

16.พระพรหมวิสุทธาจารย์ วัดเครือวัลย์

17.พระ พรหมสิทธิ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

18.พระธรรมธัชมุนี วัดปทุมวนาราม

19.พระธรรมบัณฑิต วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก

20.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุทัศนเทพวราราม (อาพาธ)

 


เพราะฉะนั้นการทึ่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติให้ทำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะถึง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ตีกลับมติดังกล่าวของ มหาเถรสมาคมเนื่องจากเป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอน และไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และถ้ามติมหาเถรสมาคมไม่ถูกต้องจะมีกระบวนการดำเนินการอย่าไรต่อไป เราจะได้ไปพูดคุยกับ นาย ไพบูลย์ นิติตะวัน  อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ