- 11 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามความคืบหน้านั่นคือกระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดีคนใหม่แห่งเมียนมาร์ ซึ่งเป็นที่จับตาจากทั่วโลก เนื่องจากการเลือกผู้นำครั้งนี้ เป็นครั้งสำคัญ เพราะเป็นผู้นำที่มาจากการกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ
หลังจากพรรคเอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ตามรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่กองทัพร่างขึ้น ซูจีไม่สามารถขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ เนื่องจากมีบุตรเป็นพลเมืองต่างชาติ
ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 เมษายน ส่วนการเสนอชื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เพื่อให้รัฐสภาลงมติคัดเลือกนั้นมีขึ้นในวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และกองทัพ มีสิทธิเสนอชื่อผู้สมัครได้ฝ่ายละ 1 คน และสมาชิกทั้งสองสภาจะโหวตเลือกประธานาธิบดีจาก 3 รายชื่อนี้ คนที่ได้คะแนนสูงสุดจะเป็นประธานาธิบดี ส่วนอีก 2 คนเป็นรองประธานาธิบดี
หลังจากผู้สมัครทั้งหมดได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมาธิการรัฐสภาแล้ว ทั้งสองสภาจะประชุมร่วมกันเพื่อลงมติเลือกประธานาธิบดี โดยผู้ที่ไม่ได้รับเลือกอีก 2 คนจะดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี
ขณะเดียวกันพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ของนางออง ซาน ซูจี เสนอชื่อผู้แทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาร์คนต่อไป 2 คน ประกอบด้วย
สมาชิกสภาล่างของพรรค NLD เสนอ นาย อู ถิ่น จอ วัย 79 ปี
สมาชิกสภาสูงของพรรค NLD เลือกมา คือ นาย เฮนรี แวน ถี ยู
ขณะที่พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP เสนอชื่อ ดร. ไซ มอค คาม รองประธานาธิบดีเมียนมาร์
และสภาสูงเมียนมาร์เสนอชื่อ Khin Aung Myint (คิน อ่อง มิ้นท์) อดีตประธานสภาสูง ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในครั้งนี้
ส่งผลให้ตอนนี้มีผู้ถูกเสนอชื่อเพื่อให้รัฐสภาเมียนมาร์พิจารณาเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ ต่อจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งจะครบวาระและส่งมอบอำนาจในวันที่ 31 มี.ค.นี้ แล้วทั้งสิ้น 4 คน
ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปในสัปดาห์หน้าว่าจะมีการโหวตเลือกประธานาธิบดีพม่า วันไหนและใครจะได้ดำรงตำแหน่งแต่ที่แน่ๆ ตัวเต็งนะตอนนี้คือ นาย อู ถิ่น จอ
พรรคสันนิบาตเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นแอลดี) เสนอชื่อ ถิ่น จอ เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันเป็นนักการเมืองสังกัดพรรค เอ็นแอลดี เขาเป็นลูกชายของ มิน ธู วิน นักเขียนและนักกวีผู้ได้รับความเคารพอย่างสูง ซึ่งได้รับเลือกเข้าไปนั่งเก้าอี้ในสภาเมื่อปี 2533
จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันเศรษฐกิจ ย่างกุ้ง ในปี 2511และสถาบันวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ของมหาวิทยาลัยลอนดอนในปี 2514-2515 ทั้งนี้ ศึกษาที่โรงเรียนบริหาร อาร์เธอร์ ดี. ลิตเติล ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกาในปี 2530
สมรสกับนาง ซู ซู ลวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมืองธงวา ทางใต้ของประเทศเมียนมาร์ และเป็นประธานของคณะกรรมการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่บิดาของนางลวิน หรือพ่อตาของถิ่น จอ ก็คือ อู ลวิน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดีนั่นเอง
เป็นที่รู้จักในพรรคเอ็นแอลดีในฐานะผู้ภักดีต่อพรรคและบุคคลที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใกล้ชิดกับนางออง ซาน ซูจี โดยศึกษาที่โรงเรียนในนครย่างกุ้งมาด้วยกันกับนางซูจี ถูกพบเห็นว่าปรากฏตัวพร้อมกันและเคยขับรถให้กับผู้นำพรรคเอ็นแอลดีอยู่บ่อยๆ ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบนางซูจีในระหว่างที่เธอถูกกักบริเวณอีกด้วย
การเลือกนายถิ่น จอ เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาร์ของพรรคเอ็นแอลดี เป็นการยืนยันว่า นางออง ซาน ซูจี จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของเมียนมาร์ แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวลือว่านางซูจีมีการเจรจาลับกับฝ่ายกองทัพเพื่อหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามผู้ที่แต่งงานกับชาวต่างชาติและมีบุตรถือสัญชาติอื่น เป็นประธานาธิบดีมาตลอดก็ตาม
วานนี้ 10 มีนาคม 2559 ก่อนการเสนอชื่อ ถิ่น จอ ซูจีเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนอดทนและยืนหยัดเคียงข้างเอ็นแอลดีต่อไป พร้อมยืนยันว่า พรรคของเธอมุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างดีที่สุด
แต่ถึงกระนั้นก็มีรายงานว่า ซูจีจะยังคงเป็นผู้นำตัวจริงอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากเธอเคยประกาศเอาไว้หลังจากพรรคเอ็นแอลดีชนะการเลือกตั้งใหม่ๆ ว่า เธอ ‘อยู่เหนือ’ประธานาธิบดี ขณะที่มีการพูดกันแล้ว ว่า ซูจี จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลชุดใหม่
การปรองดองแห่งชาติ นับเป็นบริบทสำคัญที่สุดของเมียนมาร์ในเวลานี้ ซึ่งพรรคการเมืองฝ่ายทหารและรัฐบาลชุดใหม่ พยายามเจรจาต่อรองมาโดยตลอด หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีก่อน เพื่อก้าวเข้าสู่ระบอบ "ประชาธิปไตย" อย่างสมบูรณ์ภายใต้การยอมรับของนานาชาติ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือแตกแยก จนกลายเป็นความวุ่นวายที่ทำให้ประเทศถอยหลังเข้าคลองอีกครั้ง
ก่อนหน้านั้น นายวิน เต่ง เจ้าหน้าที่ของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กล่าวกับบีบีซีว่า "ทางพรรคจะพยายามผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป แต่จะทำผ่านกระบวนการในรัฐสภาแทนการเจรจากับกองทัพโดยตรง เชื่อว่าไม่ช้าก็เร็ว ซูจีจะได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีอย่างแน่นอน แม้จะไม่ใช่ในขณะนี้ก็ตาม"
อย่างไรก็ตามผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความเป็นไปได้ที่รัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขและเปิดช่องให้นางซูจี ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน แม้ความจริง พรรค NLD จะไม่มีบุคคลมีสามารถเทียบเคียงศักยภาพกับหญิงแกร่งอย่างนางซูจีได้ อันเป็นเหตุผลที่ซู จีกล่าววาจาท้าทายว่า จะอยู่ใน "อำนาจเหนือประธานาธิบดี"
เช่นเดียวกับ อ.ดร.ลลิตา หาญวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาร์ศึกษา จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มองว่า รัฐธรรมนูญเก่าแก่ที่สงวนที่นั่งในสภา 25% ว่าต้องเป็นทหาร สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า "เมียนมาร์จะไม่มีทางเป็นประเทศประชาธิปไตยสมบูรณ์ 100% อย่างเด็ดขาด" และแม้ซูจี จะขึ้นมาเป็นผู้นำในตำแหน่งสำคัญ หรืออยู่เหนืออำนาจประธานาธิบดี แต่ท้ายที่สุดเมียนมาร์จะเป็นประชาธิปไตยภายใต้บงการของฝ่ายกองทัพอยู่ดี
การเป็นหัวผู้เดิมเกมส์ของพรรค NLD ทำให้นางซูจี ต้องแบกรับความหวังทั้งจากคนพม่าและนานาชาติ ขณะที่ภาคธุรกิจที่ทำรายได้ให้ประเทศยังคงใส่เกียร์ว่างรอความชัดเจน คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากซูจี ยังมุ่งอยู่กับหนทางเพื่อครองอำนาจใหญ่
สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า หรือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว และไทย หนึ่งในสามของพรมแดนพม่าที่มีความยาว 1,930 กิโลเมตรเป็นแนวชายฝั่งตามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน ด้วยพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่ายังเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประชากรกว่า 60.28 ล้านคน นับแต่ได้รับเอกราชใน พ.ศ. 2491
ประเทศพม่าแบ่งเขตการปกครองในระดับภูมิภาคออกเป็น 7 ภูมิภาค (region) สำหรับพื้นที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์พม่า
1.เขตตะนาวศรี
2. เขตหงสาวดี
3.เขตมัณฑะเลย์
4.เขตมาเกว
5.เขตย่างกุ้ง
6.เขตสะกาย
7เขตอิรวดี
และ 7 รัฐ (states) สำหรับพื้นที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย ได้แก่
1.รัฐกะฉิ่น
2.รัฐกะยา
3.รัฐกะเหรี่ยง
4.รัฐฉาน หรือรัฐไทใหญ่
5.รัฐชิน
6.รัฐมอญ
7.รัฐยะไข่
สำหรับการปกครอง
ประเทศพม่าเผชิญกับหนึ่งในสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อที่สุดท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่มากมายซึ่งยังแก้ไม่ตก ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ถึง 2554 ประเทศพม่าอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองถูกยุบอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2554
หลังการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ. 2553 และมีการตั้งรัฐบาลพลเรือนในนามแทน แต่ทหารยังมีอิทธิพลอยู่มาก สหประชาชาติและอีกหลายองค์การได้รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบในพม่า รวมทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การข่มขืน แรงงานเด็ก ทาส การค้ามนุษย์ และการขาดเสรีภาพในการพูด ในช่วงปีหลัง พม่าและผู้นำทหารได้ผ่อนปรนต่อนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยและกำลังพัฒนาความสัมพันธ์อย่างช้า ๆ กับมหาอำนาจและสหประชาชาติ
การตั้งประธานาธิบดีของประเทศเมียนมาร์ ถูกจับตากจากทุกมุมโลก ว่าทางประเทศเมียนมาร์ จะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ และกระบวนการคัดเลือกประธานาธิบดีคนใหม่แห่งเมียนมาร์ในครั้งนี้ เป็นครั้งสำคัญ เราจะไปพูดคุย กับ ผศ.วิรัช นิยมธรรม ผู้อำนวยการศูนย์พม่ามหาวิทยาลัยนเรศวร
เมียนมาร์ถูกปกครองแบบเผด็จการทหาร มายาวนาน แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการที่จะพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยนั้น ก็ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบชาติตะวันตก จะยังคงยืดเยื้อยากลำบากอยู่ต่อไปอีกนาน ทั้งนี้เนื่องมาจากสาเหตุหลักๆทางด้านประชาชาติ ที่มีอยู่หลายเผ่าชาติพันธุ์ในเมียนมาร์ และการแทรกแซงกิจการภายในจากชาติมหาอำนาจ รวมถึง การคงไว้ซึ่งอำนาจของทหารในทางการเมืองนั่นเอง
