"สนธิญาณ" ชี้!ถึงเวลา"ปฏิรูปตำรวจ" ยุบเลิก"สตช." ที่ใหญ่โตเทอะทะ แล้วกระจายสู่ท้องถิ่น จับตา! เรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหนหลัง"บิ๊กตู่" เริ่มขยับ

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 14 มีนาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ คิดว่าเวลานี้การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติน่าจะถึงเวลาแล้ว ประเด็นร้อนขึ้นมาอีกประเด็นหนึ่ง ส่วนจะร้อนมากจะร้อนน้อยก็อยู่กับคนนี้คนเดียวครับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องของการปฏิรูปตำรวจได้รับการพูดถึงกันน้อยมากในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ เหตุผลก็เพราะว่ามีข้อเท็จจริงที่ผมคิดว่าเราจะต้องทำความเข้าใจร่วมกันสำหรับแฟนข่าวทีนิวส์ ท่านผู้ชมทีนิวส์แม้จะรักจะชอบ พล.อ.ประยุทธ์มากมายแค่ไหนก็ตามแต่ ประเด็นอันสำคัญที่ต้องตระหนักคือรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของข้าราชการประจำ มาจากข้าราชการประจำส่วนใหญ่ ผู้คุมอำนาจสูงสุดเป็นข้าราชการประจำ แม้พล.อ.ประยุทธ์จะมีความเฉลียวฉลาดมีวิสัยทัศน์มากมาย มากกว่านายกรัฐมนตรีคนไหนก็ตาม แม้จะมาถามเป็นข้าราชการประจำ แต่โดยบรรยากาศและสภาพทั่วไปก็อยากจะเรียนว่า ความเป็นข้าราชการประจำก็ยังครอบคลุมอยู่ ดังนั้นความคิดในการที่จะไปแตะต้องไปปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ อันทรงอำนาจและทรงอิทธิพลองค์กรหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่เราแทบจะไม่ค่อยได้ยิน เวลาใครจุดประเด็นปฏิรูปข้าราชการตำรวจขึ้นมา จึงกลายมาเป็นปัญหาทุก ๆ ครั้ง เราย้อนกลับมาดูสิครับ เวลาการยึดอำนาจในแต่ละครั้งเราจะเห็นได้ทุกครั้ง ขบวนการยึดอำนาจจะใช้คำว่า สี่กองทัพ สี่เหล่าทัพ ใช้คำนี้ก็เพราะว่านอกเหนือจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศแล้ว ความหมายของสี่เหล่าทัพ ก็จะรวมกองทัพตำรวจเสมอ โดยข้อเท็จจริงแล้วตำรวจแม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศแต่ภารกิจและงานหลักของตำรวจจริง ๆ อยู่ที่การบำบัดทุกข์บำรุงสุข ที่การสร้างความสงบเรียบร้อยการขจัดปัญหาอาชญากร อาชญากรรมให้สิ้นไปนั่นเป็นภารกิจหลัก แต่เวลายึดอำนาจสามกองทัพไม่เอาตำรวจเข้ามาด้วยก็ไม่ได้ ก็ต้องกลับมาดูกันต่อว่าความหมายที่ผมหยิบยกตรงนี้มาพูดเพื่อให้เราเห็นภาพว่ากองทัพตำรวจที่พูดคืออะไรเป็นอย่างไร วันนี้ประเทศเรามีตำรวจอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 213,000 คน มาดูโครงสร้างตำแหน่งในจำนวนนี้มีหัวหน้าใหญ่อยู่คนเดียวคือ ผบ.ตร. มีหน้าที่ปกครองสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่พยายามจะคิดพิจารณากัน แต่ก่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป้นกรมตำรวจขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย เมื่อก่อนเคยเป็นว่าการกระทรวงมหาดไทยขนาดใหญ่ ต่อมาก็แยกเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมา ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีรองหรือเทียบเท่าอยู่ 13 คน มีผู้ช่วยอีก 17 คน ไล่ลงมาเป็นผู้บัญชาการ 45 คน รองผู้บัญชาการ 149 คน ผู้บังคับการ 248 คน รองบังคับการ 800 คน ผมเรียนเลยนะครับว่าตรงนี้ประมาณ 1,300 ตำแหน่งเป็นตำแหน่งที่อุ้ยอ้ายเทอะทะ และกลายเป็นโครงสร้างอันนำพาไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ ใครจะบอกว่าไม่มีอย่ามาพูดกันเลย รู้อยู่กับปากอยากอยู่กับท้องทั้งสิ้น  พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. บอกว่าไม่เห็นต้องไปยุ่งกับใครเลย สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้เพราะว่าดีมากกว่าคนเลว จริงไหมครับก็จริง นี่จริงแท้แน่นอนที่ไหนๆ ก็ตามต้องมีคนดีมากกว่าคนเลวองค์กรนั้นถึงอยู่ได้ องค์กรนั้นยังมีความรับผิดชอบอยู่มากมายในสังคม แต่หลักการไม่ใช่คนดีหรือคนเลวมากกว่า หลักที่พูดกันคือโครงสร้างใหญ่เกินไป และไม่สอดคล้องกับงานไม่สอดคล้องกับภารกิจที่ควรจะทำ ซึ่งงานและภารกิจที่ควรทำคือการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน ความจริงหน่วยอันสันติสุขอยู่ตรงโรงพัก และจะมีปัญหาจะมีโจรมีการปราบปรามก็อยู่ที่โรงพัก สาระสำคัญคือโรงพัก 1 โรงพักหรือ 2 โรงพัก ก็ตามแต่เขาจะตั้งโรงพักในระดับอำเภอจึงทำให้เรามีผู้กำกับระดับเรียกว่าผู้กำกับดูแล อำเภอทั้งประเทศมีอยู่ 700-800 อำเภอ เราควรมีผู้กำกับ 800 คน วันนี้มีผู้กำกับอยู่ทั่วประเทศ 2,036 คน ในระดับผู้กำกับที่เยอะไปมากกับหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าซื่อบื้อ หน่วยงานอื่นไม่เป็นนะครับ หน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน หน่วยงานตำรวจส่วนกลาง อะไรก็ต้องทำที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลพื้นที่ก็จำเป็นต้องมีแต่ไม่ใช่มากใหญ่โตเท่าที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้ย้ายตำรวจกว่าจะเสร็จสิ้นไม่ได้เสร็จแน่ๆ ติดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์บอกว่าไม่เห็นจำเป็นต้องปฏิรูปเลยเพราะคนดีมากกว่าคนช่วยผมว่าไม่ใช่หรอกครับ ใครเลือกขึ้นมา ผบ.ตร. คนนี้ก็รัฐบาล คสช. เพราะฉะนั้นชมก็ชมกันไป แต่การที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องแบบนี้ก็ไม่ถูกต้องครับ ก็ต้องกลับมาดูว่าเมื่อเป็นแบบนี้ควรจะทำอะไรกันสักที ใครพูดอะไรกันมานาน สำหรับการปฏิรูปตำรวจ ผมเห็นด้วยกับแนวคิดหลักคิด ที่พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เสนอมาแนวคิดหลักคิดของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบและคิดเรื่องการปฏิรูปตำรวจเสนอมาก็คือต้องยุบยกเลิกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุบไม่ใช่เพราะเกลียดแต่ยุบเพื่อที่จะทำให้ระดับของการบริหารตำรวจอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กะทัดรัดและมุ่งตรงกับหน่วยเล็ก เหมือนเวลาเราพูดว่าต้องดำเนินการตามโครงสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งต้องลงไปที่หน่วยเล็ก ดูแลหน่วยเล็กให้เข้มแข็งและหน่วยเล็ก ๆ จะต่อกันเป็นเซลล์เชื่อมโยงให้เกิดความเข้มแข็งแข็งแรง นี่เราไปคิดว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องใหญ่ก่อนแล้วกระจายลงไปสู่จุดย่อยไม่ใช่แบบนั้นครับ ต้องเอาจากจุดย่อย นั่นก็คือแนวคิดการปฏิรูปสำนักงานตำรวจต้องลงไปทั้งโรงพักให้แข็งแรง ก็ยกเลิกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เอาตำรวจไปไว้ตามจังหวัดต่าง ๆ ก็จะมีเสียงย้อนเสียงโต้มาแย้งมา นายก อบจ. กระจอกเสียศักดิ์ศรีเสียเหลี่ยม เวลาพูดเรื่องประชาธิปไตยเป็นอย่างไรครับ อยากเอาอย่างฝรั่ง เรื่องนี้อยากเอาอย่างฝรั่งไหมครับ ตำรวจรักประเทศ ทางตะวันตก-สหรัฐอเมริกา-ยุโรปขึ้นอยู่กับเมืองกับท้องถิ่น เหตุผลก็เพราะตำรวจจะได้เป็นคนในท้องถิ่นและตำรวจจะรู้จักคนในท้องถิ่น

 

 

สถาพร : รู้ปัญหาด้วย

 

 

สนธิญาณ : ตำรวจก็จะได้มาพัฒนาแทนที่จะไปอยู่ในระดับอำเภอ เป็นผู้กำกับกรม อาจจะมีตำรวจระดับตำบลหรือขนาดใหญ่กว่าอำเภอมา 2-3 ตำบลต่อหน่วย เพื่อจะลงไปสู่ข้างล่างให้เป็นตาข่ายอันเข้มแข็งในการปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด นี่ล่ะครับหลักคิดก็มีอยู่แค่นี้ต้องจัดการอันไหนเป็นส่วนกลางก็ตั้งสำนักงาน เหมือนวันนี้เราก็มี DSI ที่ทำงาน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็มีกองบัญชาการสอบสวนกลางแบบนี้ ก็ทำไม่ได้ครับ

 

 

สถาพร : ก็เห็นพูดกันมานานแล้ว แล้วใครจะมาทำให้เกิดขึ้นจริงได้ล่ะครับ

 

 

สนธิญาณ : จะทำได้ก็รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ครับ แต่จะทำหรือไม่ทำก็กลับมาดูตรงนี้ครับ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ที่ผมบอกนะครับ ว่าตอนนี้จะกลายมาเป็นประเด็นเพราะพล.อ.ประยุทธ์พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นจะคืนความสุขให้กับประชาชนการปฏิรูปตำรวจแต่จะกล้าทำขนาดไหน เหมือนที่ผมเรียนว่าถ้าเป็นข้าราชการประจำ ผมไม่ได้ดูถูกดูแคลนหรอกครับ แต่ความรู้สึกนึกคิดความผูกพันเป็นแบบนี้ กลับมาดูที่ว่าท่านบอกว่าต้องพูดอยู่แล้วเรื่องตำรวจน่ากลัวจะต้องพูดกับรองนายกรัฐมนตรี นั่นคือความหมายที่ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะต้องพูดกับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งตอนนี้ต้องถือว่าเป็นผู้ที่ดูแลและควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกคนเลยคิดว่าความเป็นไปการได้มาของผบ.ตร.ก็อยู่ภายใต้ความเห็นชอบของพล.อ.ประวิตรโดยสำคัญ ทีนี้ท่านจะพูดกันตามที่ท่านว่าจะพูดกันอย่างไรนี่เป็นประเด็นนะครับ เพราะท่านบอกว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น ประเทศนี้มีแต่เรื่องความขัดแย้ง คือเรื่องจริงครับเป็นแบบนั้น ก็อาจจะเหมือนกับที่คุณฟองสนานว่าดวงเมืองตั้งมาเพื่อให้เป็นขัดแย้งเพราะเป็นทางเลือก ถ้าไม่ขัดแย้งก็ไม่เจริญ ถ้าสงบสุขก็เป็นเมืองขึ้น ก็เรียนกลับไปยังท่าน พล.อ.ประยุทธ์ว่าอย่าได้กังวลเลยครับเรื่องที่ว่ามีความขัดแย้งกัน แต่ขอให้ท่านลงมือทำเรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คิดจะเอาอะไรอย่างไรและเอาแบบจริงจังลองคิดดูไหมครับ เดี๋ยวนี้ที่มาพูดมากล่าวกันว่านายก อบจ. เป็นนักการเมืองท้องถิ่น ไม่นะครับ นักการเมืองใหญ่ ๆ เดี๋ยวนี้คิดจะไปลงเป็นนายก อบจ. ทั้งสิ้น เพราะว่าเดี๋ยวนี้สถานะของ อบจ. มีศักยภาพมีงบประมาณในการดูแล และเป็นการทำงานที่ทั่วถึงและเข้าถึงประชาชน ความจริงเรื่องเป็นเรื่องทีต้องกลับมาคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนกันว่าท่านจะขยักอย่างไร ภายใต้กรอบของคำว่าต้องพูดกับท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้ว จะพูดกันแบบเอาแบบถึงพริกถึงขิงหรือเหมือนกับที่ผู้คนเขาว่า ท่านยังเป็นข้าราชการประจำเหมือนกัน ท่านยังนับเป็นสี่เหล่าทัพ ถ้าตำรวจกระจายไปอยู่จังหวัดลงกลับไปดูระดับอำเภอไล่ไปจนถึงตำบล ตำรวจก็ไม่ต้องเป็นกองทัพที่สี่แล้ว ยึดอำนาจต่อไปก็ประกาศสามเหล่าทัพ ก็จะเห็นสภาพของการเปรียบเทียบอย่างได้ชัด ก็ต้องจับตากันต่อไปเรื่องนี้ต้องช่วยกันเฝ้ามองและใจจดใจจ่อในการที่จะช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่เกิดในทางไหนก็ตามแต่ แต่ต้องปฏิรูปจะเอาที่พล.ต.อ.จักรทิพย์ว่า ว่ามีคนดีเยอะแล้วไม่ได้ โครงสร้างผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวอยู่