เจาะลึก !! ทนายความของ "สมเด็จช่วง" ค้านหมายเรียก "ดีเอสไอ" มีเจตนาอะไรแฝงเร้นหรือไม่  ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามอง นั่นก็คือ ทนายความของ "สมเด็จช่วง" มีเจตนาอะไรแฝงเร้นหรือไม่ ทั้งๆ ถึงออกมาคัดค้านหมายเรียก ดีเอสไอ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าโดยข้อเท็จจริงตามกฎหมายนั้นสามารถทำได้

 

 

 


ในวันนี้ทางพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอได้มีกำหนดการที่จะสอบปากคำพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญในคดีรถเบ็นซ์โบราณหรูที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้เนื่องจากทนายความของหลวงพี่แป๊ะนั้นจะใช้เลห์เหลี่ยมเหมือนกับทางด้านของนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์หรือไม่ 

 


ขณะเดียวกันในวันนี้ รมว.กระทรวงยุติธรรมออกมาระบุถึงกรณีที่ดีเอสได สอบปากคำสมเด็จช่วง ว่าได้กระทำด้วยการให้เกียรติที่สุดแล้ว ขณะเดียวระบุถึงขนาดว่าอาจจะออกหมายเรียกสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

 


พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.กระทรวงยุติธรรมแถลงข่าวกรณีดีเอสไอ เข้าตรวจสอบการครอบครองรถเบนซ์ผิดกฎหมาย ว่าการเข้ามากำกับดูแลกรณีดังกล่าวเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเนื่องจากสถานะของสมเด็จช่วงมี 2 สถานะต้องระมัดระวัง คือ 1 .สถานะทางสังคม 2.สถานะรับผิดชอบที่มีชื่อครอบครองสิ่งผิดกฎหมายตามกฎหมาย

 


เหตุการณ์วันที่ 16 มี.ค.วัดปากน้ำฯเป็นฝ่ายนัดมายังดีเอสไอว่าจะให้ปากคำเวลา 20.00 น.ก็เน้นให้ไปกราบ อย่าทำแบบธรรมดาเพราะท่านมีฐานะทางสังคมและย้ำให้อธิบดีหรือรองอธิบดีเป็นผู้นำคณะพนักงานสอบสวนเข้าไปพบเท่านั้น

 


ทั้งนี้ยังให้โอกาสวัดเป็นผู้กำหนดสถานที่ ดูความเหมาะสมอย่าให้ประเจิดประเจ้อ ส่วนเรื่องที่ทนายความจะขอเข้าร่วมฟังการสอบสวน ดีเอสไอก็ไม่ขัดข้องแต่ห้ามทนายความให้ปากคำแทนทราบว่าหลังจากนั้นก็มีการประสานงานเรียบร้อยดีเพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อสถานะทางสังคม

 


พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวต่อว่า ได้รับรายงานดีเอสไอถูกปลดโทรศัพท์ ใช้ตรวจโลหะก็ไม่เป็นไร ให้อดทนจนมาถึงไม่มีการสอบปากคำทั้งที่ก่อนหน้านี้อธิบดีรายงานเรื่องนัดหมายและเข้าใจว่าเป็นการเข้าให้สอบปากคำเพราะมีการกำหนดตัวบุคคลและเวลาสถานที่ จึงเชื่อว่ามีการตกลงกันเรียบร้อยหลังจากที่ทราบว่าไม่ให้ปากคำจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เดินทางกลับอย่าใช้สถานที่วัดเป็นเวทีตอบโต้

 


หลังจากนี้จะไม่เข้าไปก้าวก่ายขอให้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอและพนักงานสอบสวนซึ่งให้ดำเนินการตามกฎหมาย กรณีไม่มาตามหมายเรียก หากไม่มาตามหมายเรียกตามกฎหมายก็ต้องขอให้ศาลออกหมายจับซึ่งเป็นดุลพินิจของศาล นี่คือข้อกฎหมายไม่มีสิ่งใดที่ดีเอสไอจะไม่กระทำต่อหน้าที่ได้เลย จึงขอถามกลับว่าการทำตามกฎหมายคือ การจาบจ้วงเช่นนั้นหรือ

 


ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม  ภายหลังดีเอสไอได้เข้าไปสอบปากคำตามที่ทนายวัดปากน้ำ นัดหมาย

 


แต่เมื่อไปถึงวัดปากน้ำฯ ทนายวัดปากน้ำกลับกล่าวอ้างถึงมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษอนุ 4 ว่าเป็นสิทธิ และให้เจ้าหน้าที่แจ้งประเด็นในการสอบปากคำมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์จะได้ตอบเป็นลายลักษณ์อักษร

 


แต่แท้จริงตามกฎหมายมาตรา 24 อนุ 4 ดังกล่าว ให้อำนาจดีเอสไอใช้ดุลพินิจว่าจะให้ผู้ถูกสอบตอบเป็นลายลักษณ์อักษร หรือให้ถ้อยคำ
เพราะฉะนั้นสำนักข่าวทีนิวส์ จึงจะได้ชี้แจงรายละเอียดในมาตราดังกล่าว

 


พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗
หมวด ๓การสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ

 


มาตรา ๒๔ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจดังต่อไปนี้ด้วย

 


(1) เข้าไปในเคหสถาน หรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น เมื่อมีเหตุสงสัยตามสมควรว่ามีบุคคลที่มีเหตุสงสัยว่ากระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษหลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้บุคคลนั้นจะหลบหนีไป หรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

 


(2) ค้นบุคคล หรือยานพาหนะที่มีเหตุสงสัยตามสมควรว่ามีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด หรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้

 


(3) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกให้สถาบันการเงิน ส่วนราชการ องค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานใดๆ มาเพื่อตรวจสอบ หรือเพื่อประกอบการพิจารณา

 


(4) มีหนังสือสอบถาม หรือเรียกบุคคลใดๆ มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือหรือส่งบัญชีเอกสาร หรือหลักฐานใดๆ มาเพื่อตรวจสอบ หรือเพื่อประกอบการพิจารณา

 


(5) ยึด หรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบ หรือที่ส่งมาดังกล่าวไว้ใน (1) (2) (3) และ (4)

 


การใช้อำนาจตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษปฏิบัติตามข้อบังคับที่ กคพ. กำหนดเฉพาะการใช้อำนาจตามวรรคหนึ่ง (1) นอกจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินการเกี่ยวกับวิธีการค้นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้ว ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแสดงความบริสุทธิ์ก่อนการเข้าค้น รายงานเหตุผลและผลการตรวจค้นเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป และบันทึกเหตุสงสัยตามสมควรและเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้เป็นหนังสือให้ไว้แก่ผู้ครอบครองเคหสถานหรือสถานที่ค้น แต่ถ้าไม่มีผู้ครอบครองอยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษส่งมอบสำเนาหนังสือนั้นให้แก่ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ และหากเป็นการเข้าค้นในเวลากลางคืนภายหลังพระอาทิตย์ตก พนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้เป็นหัวหน้าในการเข้าค้นต้องเป็นข้าราชการพลเรือนตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 7 ขึ้นไปด้วย

 


ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้เป็นหัวหน้าในการเข้าค้นส่งสำเนาบันทึกเหตุสงสัยตามสมควรและเหตุอันควรเชื่อตามวรรคสาม และสำเนาบันทึกการตรวจค้นและบัญชีทรัพย์ที่ยึดหรืออายัดต่อศาลจังหวัดที่มีอำนาจเหนือท้องที่ที่ทำการค้น หรือศาลอาญาในเขตกรุงเทพมหานครภายในสี่สิบแปดชั่วโมงหลังจากสิ้นสุดการตรวจค้น เพื่อเป็นหลักฐาน

 


พนักงานสอบสวนคดีพิเศษระดับใดจะมีอำนาจหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือจะต้องได้รับอนุมัติจากบุคคลใดก่อนดำเนินการให้เป็นไป ตามที่อธิบดีกำหนดโดยทำเอกสารให้ไว้ประจำตัวพนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้ได้รับอนุมัตินั้น และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้นั้นต้องแสดงเอกสารดังกล่าวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง

 


จะเห็นได้ว่าในช่วงเริ่มต้นของการสืบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงกรณีเบนซ์คลาสสิกจดประกอบ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ในความครอบครอง ของ "สมเด็จช่วง" มี "ศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร" เป็นทนายความดูแลการประสานข้อมูลให้แก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

 


แต่เมื่อคดีเริ่มมีความชัดเจน ว่าขั้นตอนการนำเข้า การจดประกอบ ผิดกฎหมายหลาย ขั้นตอน ทางวัดปากน้ำได้เปลี่ยนทีมทนายความให้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทนายความ "สมศักดิ์ โตรักษา"

 


สมศักดิ์ โตรักษา เปิดสำนักงานกฎหมายอยู่ที่ 182/9 ซ.อุดมสุข 20 ถ.สุขุมวิท แขวงและเขตบางนา กทม.
ทั้งนี้  เคยเป็นทนายความแก้ต่างให้แก่จำเลยหรือผู้ถูกร้องในคดีสำคัญๆ เช่น

 


-คดีกรรมการ ป.ป.ช.ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง

 


-คดีอาญาที่ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหม และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ถูกฟ้อง “คดีจ้างพรรคเล็ก” ลงสมัครรับเลือกตั้ง

 


-คดี คดียุบพรรคไทยรักไทย กรณีจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นคดีในศาลรัฐธรรมนูญและเคยโต้เถียงกับ “จรัญ หัตถกรรม” ตุลาการรัฐธรรมนูญระหว่างการไต่สวน

 


-คดีทุจริตรถ-เรือ ดับเพลิงของ กรุงเทพมหานคร

 


-คดีที่ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดคมนาคม ถูก ป.ป.ช.ร้องต่อศาลว่าร่ำรวยผิดปกติ

 


-คดีทุจริตโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือคดีหวยบนดิน โดยเป็นทนายความให้แก่ พล.อ.ธรรมรักษ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งใน “รัฐบาลไทยรักไทย

 


-คดีบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (บทม.) ฟ้องโพสต์พับลิชชิ่งข้อหาหมิ่นประมาทจากการลงข่าวรันเวย์ร้าว

 


สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามอง นั่นก็คือ ทนายความของ "สมเด็จช่วง" มีเจตนาอะไรแฝงเร้นหรือไม่ ทั้งๆ ถึงออกมาคัดค้านหมายเรียก ดีเอสไอ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าโดยข้อเท็จจริงตามกฎหมายนั้นสามารถทำได้