จับตาอนาคตประเทศไทย !! ยกสุดท้ายในขั้นตอน "ลงประชามติ" หลัง กรธ. ยอมรับเงื่อนไข คสช.

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ถือว่าได้ข้อสรุปแล้วสำหรับข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย  ที่ส่งมาถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่อจากนี้ ในวันที่ 29 มี.ค.59 จะส่งร่างรัฐธรรมนูญเพื่อลงประชามติให้รัฐบาลต่อไป

 

 

 


ข้อสรุปเบื้องต้นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

1.ใช้บัตรเลือกตั้งส.ส.ใบเดียว

2.ให้มี สมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 คน
โดย 200 คนมาผ่านกรรมการสรรหา  และอีก 50 คนมาจากการคัดเลือกจากกลุ่มอาชีพกันเอง 

3.ให้พรรคเปิด3ชื่อนายกฯ แต่ช่วงบทเฉพาะกาลให้ประชุมสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะขอมติ 2 ใน 3 ยกเว้นการใช้ชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีได้

 


ขณะเดียวกัน ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 1

 


ได้กล่าวไว้ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ ว่าหากเดินหน้าต่อไปไม่ได้ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ

 


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญของคสช.ต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ที่ทำไปเพราะความหวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง ใครจะคิดอย่างไรก็ตามแต่ ถ้ามันออกมาได้ก็น่าจะดี ถ้าออกไม่ได้ก็ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด ประชาชนด้วย

 


ข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาเน้นย้ำว่า เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ในการยึดอำนาจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 


สำหรับ ข้อเสนอทั้ง 3ของคสช. มีที่มาอันเป็นสาระสำคัญ ภายใต้จุดมุ่งหมายของคสช.คือ

1.ป้องกันไม่ให้ประเทศชาติกลับไปสู่ความขัดแย้ง

2.ควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช้บริหารประเทศตามอำเภอใจ จนนำไปสู่การทุจริต และขาดธรรมาภิบาล

3.ดูแลให้ประเทศชาติเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 


เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาจากเหตุและองค์ประกอบข้างต้น การชี้ขาดอนาคตประเทศไทยผ่านการทำประชามติ

 


ทั้งนี้ประเทศไทยมีการทำประชามติครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม 2550 ขณะนั้นผลการลงประชามติก็เรียกได้ว่าผ่านกันมาอย่างฉิวเฉียด แม้ว่าในขณะนั้นหนึ่งในตัวแปรสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแตกต่างกับครั้งนี้

ผลการออกเสียงการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช 2550

จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง     45,092,955        คน 

จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิ          25,978,954        คน

คิดเป็นร้อยละ 57.61 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด

เห็นชอบ                         14,727,306        คน     

ไม่เห็นชอบ                     10,747,441        คน

 

 

การลงประชามติครั้งหากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยรงณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมาพิจารณาจากคะแนนเสียงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจากวันที่3 กรกฎาคม 2554 ว่าผู้สนับสนุนของพรรคจะลงคะแนนประชามติเหมือนกับการลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนเมื่อปี2554หรือไม่

 


การใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ วันที่ 3 กรกฎาคม 2554

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง               46,939,549 คน

ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง              35,220,208 คน   คิดเป็น ร้อยละ75.03

บัตรเสีย                         1,726,768 บัตร   คิดเป็นร้อยละ 4.90

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน  958,213 บัตร      คิดเป็นร้อยละ 2.72

 


ในขณะที่สองพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงทั้ง 27,188,110 คะแนน โดยพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง 15,752,470คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียง 11,435,640คะแนน