- 25 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
พล.อ. ประยุทธ จันโอชา รัฐมนตรี หน.คสช. ได้เดินทางไปประชุมในประเทศจีน ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าจะไม่ร่วมดำเนินการกับจีนในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ในเส้นทาง กรุงเทพฯ – โคราช
โดยต่อจากนี้ก็จะใช้วิธีในการกู้เงิน และประเทศไทยเราจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ทำให้เกิดความถามขึ้นมากมาย เกี่ยวกับอนาคตของรถไฟความเร็วสูง ต่อจากนี้ จะมีความเป็นไปได้อยู่หรือไม่
และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับจีน จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่จะนำไปสู่ผลกระทบในเรื่องการลงทุนและความสัมพันธ์ในด้านอื่น ๆ ของประเทศ ด้วยหรือไม่
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวถึงการประชุมร่วมกับจีนในการก่อสร้างโครงการรถไฟไทย-จีน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่า ตัวแทนของฝ่ายไทย คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย และผู้นำฝ่ายจีน คือ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้ตกลงร่วมกันว่าจะร่วมมือกันต่อไปในการพัฒนาโครงการรถไฟไทย-จีนให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยจะเริ่มก่อสร้างเส้นทางช่วงแรกก่อน คือ กรุงเทพ-แก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร ส่วนเส้นทางที่เหลืออีก 595 กิโลเมตรจะพักโครงการไว้ก่อน แบบไม่มีกำหนด เพื่อรอดูความเหมาะสมต่อไป
เนื่องจาก ได้ตกลงร่วมกันว่าการขนส่งสินค้ายังสามารถใช้รถไฟทางคู่ ขนาด 1 เมตร เชื่อมต่อได้ และการดำเนินการในเส้นทางแรกนี้จะใช้ระบบราง 1. 435 เมตร ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อมาขนส่งผู้โดยสารเป็นหลัก แต่ขณะนี้ราคาประเมินของเส้นทางแรกของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ตรงกัน โดยฝ่ายไทยเสนองบประมาณเส้นทางแรกที่ 170,000 ล้านบาท และฝ่ายจีนเสนองบประมาณเส้นทางแรกสูงถึง 190,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยต้องการให้ปรับลดราคาลงมาให้ตรงตามความเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องงบประมาณไม่เกินเดือนสิงหาคม – กันยายน นี้ ซึ่งจะต้องมีการปรับแผนเพื่อเลื่อนระยะเวลาในการก่อสร้างออกไปจากเดิมที่จะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่คงไม่เกิน 4 – 5 เดือนจากระยะเวลาเดิม
ส่วนแหล่งเงินกู้ในเส้นทางแรกฝ่ายไทยจะลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งในเรื่องทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ให้ข้อมูลว่าสามารถจัดหาได้หลายวิธี เช่น การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ อาจใช้แหล่งเงินกู้ของฝ่ายจีนก็ได้ แต่ต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเท่านั้น
สำหรับสาเหตุที่ทางฝ่ายจีนไม่สามารถเข้ามาร่วมเงินลงทุนในครั้งนี้ได้ เนื่องจากทางฝ่ายจีนเห็นว่าการลงทุนโครงการตลอดเส้นทางกรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา และนครราชสีมา-หนองคาย จะต้องใช้งบประมาณกว่า 500,000 ล้านบาท ดังนั้น ทางฝ่ายจีนจึงต้องการพื้นที่ 2 ข้างทางเพื่อมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ ซึ่งไม่ตรงกับข้อตกลงเดิมที่เคยทำร่วมกันไว้ระหว่าง 2 ประเทศ ดังนั้น จึงได้พักเส้นทางช่วงที่เหลือกว่า 595 กิโลเมตรไว้ก่อน แต่ทางฝ่ายไทยก็ยังต้องใช้เทคโนโลยี, ระบบราง, ตัวรถ และอาณัติสัญญาณจากจีนตามข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้
ก่อนที่ไทยจะเดินหน้าตัดสินใจในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง กรุงเทพฯ – โคราช ด้วยตัวเอง แต่ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่า รัฐบาลไทย กับ จีน ได้ใช้ความพยายามในการต่อรองและตกลงเรื่องผลประโยชน์กันมาตลอด ซึ่งสามารถย้อนกลับไปพิจารณาจากบันทึกข้อตกลงร่วมหรือว่า MOU ดังต่อไปนี้
รัฐบาลไทยกับ รัฐบาลจีน ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (เอ็มโอยู) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 สร้างรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ความเร็วปานกลาง 160-180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 2 เส้นทาง คือ เส้นทางหนองคาย-โคราช-แก่งคอย-มาบตาพุด ระยะทาง 734 กิโลเมตร และเส้นทางแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทาง 133 กิโลเมตร โดยวงเงินลงทุน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ขณะนั้น บอกว่า จะใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวมกันไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท
ตามบันทึกข้อตกลง แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงแรก กรุงเทพฯ-แก่งคอย ช่วงที่ 2 แก่งคอย-มาบตาพุด ทั้งสองช่วงจะเริ่มสร้างพร้อมกันประมาณเดือนกันยายน - ตุลาคม 2558 กำหนดเปิดบริการปลายปี 2560 หรือ ต้นปี 2561 ช่วงที่ 3 แก่งคอย-นครราชสีมา และช่วงที่ 4 นครราชสีมา - หนองคาย จะเริ่มก่อสร้างเดือนธันวาคม 2558 พร้อมเปิดบริการปี 2561 เช่นกัน โดยตั้งเป้าหมายศึกษา สำรวจ ออกแบบ จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม แผนและรูปแบบการลงทุนที่ชัดเจนภายในเดือนกรกฎาคม 2558
เอ็มโอยู ยังระบุเงื่อนไขด้วยว่า “ในการชำระเงินลงทุนในโครงการดังกล่าวคืน ส่วนหนึ่งฝ่ายไทยจะชำระคืนด้วยข้าว และ/หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆในสัดส่วนที่เหมาะสมกับมูลค่าของโครงการฯตามที่จะตกลงกัน ส่วนที่เหลือจะชำระด้วยเงินสด จีนพร้อมที่จะลงนามในสัญญาซื้อสินค้าเกษตรของไทยเพิ่มเติม ได้แก่ ข้าว (ข้าวใหม่) ของไทยอีก 1 ล้านตัน และข้าวในสต๊อกของรัฐบาลไทยอีก 1 ล้านตัน และจะเร่งรัดการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวที่ได้ลงนามกันไว้แล้วอีก 7 แสนตัน รวมทั้งจีนตกลงที่จะซื้อยางพาราจากไทยจำนวน 2 แสนตัน”
ครั้งนั้น ทุกคนต่างปรบมือ ส่งเสียงชื่นชม ช่างเป็น win - win ที่รัฐบาลเลือกตั้งไม่มีทางทำได้ สำหรับไทยนอกจากจะได้ทางรถไฟสายใหม่ รางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร ยังได้ระบายสินค้าเกษตรในสต็อกทั้งข้าวและยางพารา ขณะที่จีนก็ได้เชื่อมต่อทางรถไฟจากตอนใต้ลงมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดทางออกสู่ทะเล ตามแผนเส้นทางสายไหม
แต่การเจรจาในเวลาต่อมากลับหาความชัดเจนใดๆ ไม่ได้ เพราะความเห็นที่แตกต่าง เช่น เรื่องวงเงินลงทุน กระทรวงคมนาคม ตั้งไว้ประมาณ 3.7 แสนล้านบาท แต่จีนเสนอตัวเลขไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้าน ส่วนอัตราดอกเบี้ย จีนกะโขกดอกเบี้ยที่จะปล่อยกู้ให้ไทยถึง 3% ก่อนจะลดลงเหลือ 2.5% และ 2% ซึ่งสูงกว่าที่ไทยกำหนดไว้ไม่ถึง 2% เมื่อตกลงกันไม่ได้แผนก่อสร้างก็คงต้องเลื่อนออกไป
กระทั่งเมื่อวันที่ 28 - 29 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ผลการเจรจาคล้ายกับว่าต้องเริ่มต้นกันใหม่ ไทยไม่สามารถต่อรองใดๆ กับจีนได้เลย ทั้งที่จีนเป็นผู้จะได้ประโยชน์มากกว่าไทย
4ก.พ.2559 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้ารถไฟไทย-จีน ว่า ฝ่ายไทยได้เสนอรูปแบบการลงทุนใหม่ โดยขอปรับสัดส่วนการลงทุนให้จีนลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมไทยมีสัดส่วนการลงทุน 40% จีน 60% เป็นไทย 30% จีน 70% และขอให้การลงทุนครอบคลุมถึงการก่อสร้างด้วย จากเดิมครอบคลุมเฉพาะเรื่องการเดินรถ ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้มีข้อเสนอเช่นกัน คือให้ปรับช่วงการก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพื่อเป็นการลดต้นทุนการดำเนินการก่อสร้าง โดยระยะแรกจะแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ช่วง คือกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และนครราชสีมา-หนองคาย
ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาก่อน หลังจากนั้นจะดำเนินการก่อสร้างในช่วงที่ 2 คือนครราชสีมา-หนองคาย โดยจะมีการหารือกับจีนให้ปรับการก่อสร้างเป็นทางเดี่ยว ขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตรไปก่อน จากแผนเดิมจะเป็นทางคู่ เพื่อศึกษาถึงจำนวนปริมาณของผู้โดยสารว่ามีมากเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ จีนยังได้เร่งรัดให้ไทยสรุปรูปแบบการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับจีนภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถลงนามบันทึกข้อตกลงได้ในการประชุมร่วมกันปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งรูปแบบการร่วมทุนนั้นก็คงเป็นแบบนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี)
พอมาถึงวันที่ 24มีนาคม ในการเจรจาของนาย พล.อ.ประยุทธ จันโอชา กับนายกรัฐมนตรี หลี เค่อ เฉียง ที่ประเทศจีน ก็ได้มีการยุติ การลงทุนร่วมกันไปเป็นที่เรียบร้อย
เกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลับตาละปัดจะส่งผลกระทบระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนหรือไม่ เราจะไปพูดคุยกับ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
