เกาะติด !! ศึกมรดก "น้ำพริกเผา" ตราแม่ประนอม จะเหลือแค่ความทรงจำหรือไม่.. หลังถูกลูกสาวยึดกิจการ !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

ต้องมารอลุ้นกันว่าน้ำพริกในตำนาน อย่างน้ำพริกแม่ประนอม เนื่องจากล่าสุดดูเหมือนว่าความขัดแย้งเรื่องธุรกิจมหาศาลที่เกิดขึ้นในครอบครัว จะไม่จบลงง่ายๆ ขณะที่ฝ่ายแม่ประนอมเองในฐานะที่เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดยังคงประกาศชัดหากลูกสาวสำนึกผิด แม่คนนี้ยินดีให้อภัยเสมอ ขณะที่ล่าสุดนั้นในวันนี้ ทางลูกสาวแท้ๆของแม้ประนอมก็งดแถลงข่าว โดยเกรงว่าจะกระทบกับรูปคดี

 

 


นายทวิชา หวังโภคา ทนายความ เปิดเผยว่า ทางลูกสาวคนโตยังยืนยันคำเดิมคือ จะไม่มีการแถลงข่าวถึงรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาล รวมทั้งมีผลต่อรูปคดีได้ กรณีนางประนอมยื่นคำร้องใหม่ต่อศาล และมีการนัดไต่สวนนางประนอมในวันที่ 11 เม.ย.โดยนางประนอมต้องเดินทางไปศาลด้วยตัวเองเพื่อไต่สวนว่าเหตุผลใดจึงมีการขอยกเลิกการการถอนคำฟ้อง และต้องนำพยานมาร่วมไต่สวนด้วย ซึ่งทางลูกสาวคนโตก็จะเดินทางไปให้เหตุผลในเรื่องนี้ต่อศาลทั้ง 2 ด้วยในวันและเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 


นายทวิชา กล่าวต่อว่า หากทางฝั่งนางประนอมจะมีการนัดแนะเข้าเจรจาหรือไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งไม่ว่าจะมีตัวแทนของรัฐหรือฝ่ายไหนนำพาเข้าพูดคุยไกล่เกลี่ยก็ยินดีเสมอ แต่ตอนนี้ทางฝ่ายผู้ใหญ่ที่เป็นตัวกลางในการพูดคุยครั้งก่อน ยังไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใดว่าจะเอายังไงต่อ ซึ่งฝั่งลูกสาวคนโตก็ไม่สามารถติดต่อไปนัดพูดคุยกับนางประนอมได้จากหลายเหตุผล แต่ถ้าหางนางประนอมติดต่อมาเพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ยยินดีที่จะไม่ต้องมีนักกฎหมาย หรือทนายความเข้าร่วมด้วยก็ได้ หากเป็นการพูดคุยกันส่วนตัวระหว่างแม่กับลูกสาวก็พร้อมที่จะพูดคุย ทั้งให้ศาลเป็นคนนัดไกล่เกลี่ยหรือไม่ว่าจะฝ่ายใดก็แล้วแต่

 


ขณะที่เมื่อวานนี้ นางประนอม แดงสุภา หรือแม่ประนอม ได้เปิดแถลงข่าว โดยมี น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง ร่วมด้วย

 


นางประนอม แถลงข่าวพร้อมน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ อ้างว่าถูกหลอกให้เซ็นเอกสาร ส่งผลให้ตัวเองไม่มีอำนาจใดๆ ในบริษัท จึงอยากขอความเป็นธรรมในเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องมาทำถึงขนาดนี้ เพราะตอนนี้จะซื้อหอม กระเทียม เพื่อมาตำน้ำพริกก็ต้องไปหยิบยืมเงินคนอื่นครั้งละ 5,000-6,000 บาท พร้อมฝากถามลูกสาวคนโตว่า "หัวอกคนเป็นแม่ ทำไมถึงทำกับแม่แบบนี้"

 


ตนเริ่มต้นชีวิตจากศูนย์ เดินขายน้ำพริกตามบ้าน พอเริ่มมีเงิน สามีเลยซื้อที่ดินเพื่อทำโรงงานน้ำพริกให้ จากนั้นก็ทำน้ำพริกขายตลอดมาจนมีรายได้ต่อเดือนที่สามีต้องนำเงินไปฝากธนาคาร เดือนละเป็น 10 ล้าน แต่มาวันนี้เงินหายไปหมดแล้ว ทำงานยากลำบากมา 60 ปี ก่อนเกิดเหตุลูกสาวคนโตเคยนำเอกสารมาให้เซ็นอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่สามียังมีชีวิตอยู่ จนมาทราบทีหลังเมื่อปีที่ผ่านมาว่าเอกสารที่เซ็นไปนั้นคือเซ็นยินยอมไม่รับมรดกและทรัพย์สินใดๆ ทั้งสิ้น และมอบมรดกทั้งหมดให้ลูกสาวคนโตเพียงผู้เดียว" นางประนอม กล่าว

 


นางประนอม กล่าวอีกว่า หลังนายศิริชัย แดงสุภา สามีเสียชีวิต ก็ได้แต่งตั้งให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมด พร้อมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้ถูกไล่ออกจากบ้านตามที่มีข่าวก่อนหน้านี้ แต่ออกจากบ้านเองหลังรู้สึกกดดันและอึดอัดกับพฤติกรรมของคนในบ้านมานานกว่า 1 ปี ซึ่งเมื่อปีก่อนบุตรสาวคนโตได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจไปโอนที่ดินมรดกเป็นของตัวเองและให้เซ็นเอกสารต่างๆ โดยยอมรับว่าไม่ได้อ่านรายละเอียด เนื่องจากอ่านหนังสือไม่ค่อยออก และอยากให้ปัญหาภายในครอบครัวยุติลงจึงเซ็นเอกสาร แต่มาทราบภายหลังว่าเอกสารดังกล่าวระบุว่าไม่รับทรัพย์สินหรือมรดกใดๆ จึงยื่นคำร้องถึงนายกรัฐมนตรีพร้อมยืนยันว่าสิ่งที่พูดไปคือความจริงทั้งหมด

 


ได้ยื่นฟ้องบุตรสาวคนโตและพวก คดีปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับที่ดินต่อศาลจังหวัดนครปฐมแล้ว ซึ่งศาลเห็นว่ามีมูลรับฟ้องไว้แล้ว แต่ในฐานะแม่ก็พร้อมให้อภัยลูกเสมอและจะไม่ยื่นฟ้องคดีใดอีก หากลูกสำนึกผิดและโอนทรัพย์สินคืน" นางประนอมกล่าวทั้งน้ำตา

 


ด้าน น.ส.ศิริวัลย์ แดงสุภา บุตรสาวคนรอง ระบุว่า หุ้นของนางประนอมและตัวเองได้ถูกเปลี่ยนรายชื่อผู้ถือหุ้นตั้งแต่ปี 2552 แต่มาทราบเมื่อปี 2557 ซึ่งมีการฟ้องร้องเรื่องจัดการมรดกที่ศาลแขวงตลิ่งชันและทราบว่าศาลจะมีคำสั่งเร็วๆ นี้

 


ด้าน นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กล่าวถึงกรณีนางประนอมเข้าร้องขอความเป็นธรรม ว่า กรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสังคมมีหลายเหตุการณ์ อีกทั้ง ยธ.ได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะนี้จำนวนมาก ติดอันดับต้นของปัญหา เช่น เรื่องที่ดินจากมรดก เป็นคดีแพ่งควบคู่กับคดีอาญา เป็นเรื่องของการปลอมแปลงเอกสาร ฉ้อโกง จะเกิดขึ้นในครอบครัวที่มีทรัพย์สินที่ดิน หรือเรียกว่ามีฐานะปานกลางถึงร่ำรวย มีญาติพี่น้องหลายคนเกิดปัญหาระหว่างกัน

 


ปัญหาที่เกิดขึ้น คือบุคคลในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับการลงนามลายมือชื่อในเอกสาร ว่าเนื้อหาโดยรวมเป็นอย่างไร อีกทั้งสังคมไทยไว้วางใจคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่คิดว่าญาติพี่น้องจะมีปัญหาฟ้องร้องกัน แต่ด้วยสภาพสถานะทางสังคม มูลค่าของทรัพย์มีมากขึ้น ความต้องการอยากได้มาครอบครองเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นเหตุให้กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องและเกิดข้อพิพาทมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ ยธ.ทำได้คือปรึกษาแนะนำ ความรู้ ความเข้าใจการจัดการมรดก การทำพินัยกรรมของครอบครัวให้ชัดเจน ตามข้อกฎหมายที่ใช้เป็นหลักสากล ควรบอกให้ชัดว่าให้ใคร นอกจากนี้ ควรมีข้อตกลงร่วมกันของทายาทว่ามอบให้ใครเป็นผู้ร้องศาลเป็นผู้จัดการมรดก ในทางปฏิบัติ สถาบันการเงินหรือหน่วยงานในการทำธุรกรรม ต้องการคำสั่งศาลที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้จัดการมรดก แม้จะมีระบุในพินัยกรรมก็ตาม

 


นายชาญเชาวน์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของนางประนอม คงยังไม่สามารถให้ความเห็นในเรื่องนี้ได้ เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เท่าที่ติดตามข่าวสารนั้น ยังทราบข้อมูลไม่ละเอียด จึงยังไม่ชัดเจน แต่เป็นกรณีเรื่องการจัดการมรดก อีกทั้งนางประนอมยังมีการกล่าวอ้างว่าถูกหลอกให้เซ็นเอกสารโอนที่ดิน มรดกและหุ้น ให้กับลูกสาวคนโต รวมถึงมีการปลอมลายเซ็น หรือความจริงอาจจะมีการเซ็นจริงแต่เป็นการเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม ทางกฎหมายสามารถพิสูจน์ทราบได้ ทั้งนี้ คงต้องรอฟังข้อมูลของลูกสาวคนโตที่นางประนอมกล่าวหาว่าโกงกิจการว่าจะมีข้อมูลอย่างไรบ้าง ในข้อกฎหมายต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ขอจัดการมรดกบ้าง และอำนาจหน้าที่ในการจัดการมรดกเป็นอย่างไร หากมีพินัยกรรมต้องดูว่าเนื้อหาในพินัยกรรมเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่มีต้องดูว่าใครเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก และศาลสั่งให้ใครเป็นผู้จัดการมรดก

 


เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในครอบครัวของนางประนอม มีกลุ่มลูกๆ 2 กลุ่ม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาจากความขัดแย้ง และมีปัญหาระหว่างกลุ่มคนทั้งสองกลุ่ม แต่ ปัญหาลึกๆ หรือข้อเท็จจริงทั้งหมดไม่มีใครทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด แต่ ที่กลายเป็นประเด็นให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือดราม่าในสังคม เพราะผลิตภัณฑ์ของนางประนอมเป็นที่รู้จักแพร่หลาย รวมทั้งเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ต้องยอมรับว่าไม่ว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรลูกสาวคนโตของนางประนอม กำลังถูกสังคมมองในแง่ร้ายไปแล้ว"

 


ด้าน นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณี นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ในนามบริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ถูกบุตรสาวคนโตฮุบกิจการ ซึ่งในเอกสารที่มีการมายื่นร้องเรียนนั้น มีการระบุถึงการใช้เงินและบุคคลเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในศาลว่า กรณีการใช้ดุลพินิจพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนนั้น ทางสำนักงานศาลยุติธรรมไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ศาลมีพฤติการณ์ที่เป็นไปในทางมิชอบหรือเรียกรับผลประโยชน์ต่างๆ สามารถร้องเรียนมาที่สำนักคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(กต.)ได้

 


เมื่อถามว่า การระบุเรื่องการปฎิบัติหน้าที่ของศาลในหนังสือร้องเรียนที่ศูนย์บริการประชาชนจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ นายสืบพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของคู่ความที่สามารถดำเนินการได้โดยชอบ ไม่ได้ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาลแต่อย่างใด ประชาชนมีสิทธิจะร้องเรียนได้ แต่ถ้าร้องเรียนช่องทางที่ผิดก็แค่ให้มาร้องเรียนช่องทางที่ถูก และต้องมีพยานหลักฐานไม่ใช่การกล่าวหาแบบลอยๆ

 


ต้องติดตามกันต่อไปว่าจากกรณีที่เกิดขึ้นสาเหตุจริงๆแล้ว มีมูลเหตุมาจากเรื่องใด ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่ากรณีที่เกิดขึ้นจะยังคงกลายเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันต่อไปอย่างแน่นอน