จับตาประชามติ! พร้อมสำรวจความเห็นปชช. ภายใต้หัวข้อคิดอย่างไร? กับ "ร่างรัฐธรรมนูญ"

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) วาระพิเศษ เพื่อพิจารณาเสนอประเด็นคำถามหรือความเห็นของสปท.ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อประกอบการพิจารณาในการเสนอคำถามที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมจากร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีร.อ. ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เป็นประธานในที่ประชุม

 

 

 

 

 


โดยเริ่มให้ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปท. ฐานะผู้เสนอญัตติว่าด้วยให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองภายหลังจากที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อภิปรายเหตุผลประกอบการเสนอว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติขาดสาระสำคัญว่าด้วยการปรองดองและสมานฉันท์ ตามที่เจตนารมณ์ได้ระบุไว้ ดังนั้นจึงเสนอให้มีคณะกรรมการปรองดองฯ เพื่อนำประเทศเข้าสู่ภาวะของความรัก และสมานฉันท์ โดยให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้จัดตั้ง เพื่อให้เกิดการยอมรับ ส่วนแนวทางการคือการศึกษาและเสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการ

 


ต่อด้วยนายวันชัย สอนศิริ สปท. ฐานะผู้เสนอญัตติว่าด้วยให้ในช่วงระยะ 5 ปีแรกหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้นายกฯ ต้องมาจากความเห็นชอบของรัฐสภา อภิปรายเหตุผลประกอบการเสนอ ว่า ตนและมีสมาชิกสปท. จำนวน 91 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติเห็นความสำคัญต่อการจำเป็นที่ต้องประคองสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางการเมืองจากเผด็จการไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั้งนี้ตามความเห็นของเครือข่ายของแม่น้ำ 4 สายที่ได้ทำความเห็นเสนอให้กับกรธ. เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีรายละเอียดที่กังวลต่อสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางการเมือง ดังนั้นญัตติที่ตนเสนอและเหตุผลประกอบไม่ใช่การจินตนาการไปเอง

 


นายวันชัยยังอภิปรายต่อว่า นายกฯ คือหัวใจสำคัญของการปกครองบ้านเมือง ดังนั้นหากให้ส.ว.สรรหา จำนวน 250 คนช่วยคัดเลือกนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 500 คน จะสามารถคัดเลือกคนดี มีความรู้เข้ามาบริหารประเทศ ผมเชื่อว่าฝ่ายการเมือง หรือส.ส. จะเกรงใจ และมุ่งสนใจการปฏิรูป และยุทธศาสตร์ชาติมากกว่าเล่นเกมการเมือง ดังนั้นญัตติที่ผมเสนอนั้นเชื่อว่าจะแก้วิกฤตได้จริงๆ และจะทำให้การรัฐประหารรอบนี้ จะเป็นรอบสุดท้าย

 


จากนั้นที่ประชุมได้ใช้สมาชิกสปท. อภิปราย โดยมีผู้ขออภิปราย จำนวน 9 คน โดยส่วนใหญ่ ได้สนับสนุนญัตติให้สิทธิวุฒิสาภลงมติเห็นชอบนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร อาทิ นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท. อภิปรายสนับสนุนญัตติของนายวันชัย พร้อมให้เหตุผลว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ให้พรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อนายกฯ และให้ที่ประชุมสภาฯ ลงมติเลือกนายกฯ จากผู้ที่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองถือว่าเป็นจุดอ่อน และเป็นมาตราที่สร้างปัญหาต่อการได้มาซึ่งนายกฯ รวมถึงกลายเป็นข้อจำกัดของการเลือกนายกฯคนใหม่ หากนายกฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญพ้นจากวาระเนื่องจากเสียชีวิต อาจทำให้การเลือกนายกฯ ตามบัญชีพรรคการเมืองอาจเกิดปัญหาได้

 


ขณะที่พล.อ.เลิศรัตน์ ได้ใช้สิทธิอภิปรายด้วยว่าระหว่างการอภิปรายของสมาชิกสปท. มีผู้มาคุยกับตนส่วนตัวว่าให้ถอนญัตติดังกล่าวออกจากการเสนอต่อที่ประชุม แต่ตนยืนยันถึงความจำเป็นและขอยืนยันญัตติ

 


ภายหลังจากที่ที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายนานกว่า 3 ชั่วโมง ที่ประชุมจึงได้ขอให้สรุปและลงมติ โดยพบว่าเสียงข้างมาก 136 เสียงเห็นชอบให้ส่งญัตติว่าด้วยให้ในช่วงระยะ 5 ปีแรกหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้นายกฯต้องมาจากความเห็นชอบของรัฐสภาต่อสนช. เพื่อพิจารณาเป็นประเด็นให้เป็นคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ไปพร้อมกับข้อเสนอแนะของสปท.ที่ได้อภิปรายไว้ต่อที่ประชุม


 

 

 

 

ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์อาชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ได้ชวนคนไทยออกมาลงประชามติรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด

 


โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์อาชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  กล่าวถึงเรื่องรัฐธรรมนูญว่า อยากขอให้ทุกคนได้ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะออกมาให้ทำประชามติ ตนก็จะได้จบหน้าที่ ประชาชนต้องการอะไรก็ว่ามา ตนไม่สามารถสั่งได้ว่าให้ผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นเรื่องของคนไทยเอง แต่ตนมีความรับผิดชอบว่าต้องทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ไม่ปล่อยให้ใครทำตามอำเภอใจอยู่แล้ว ที่อดทนอยู่ทุกวันนี้คือไม่อยากให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้เดือดร้อน อยากให้ประชาชนเลือกตัดสินใจเอาเอง แล้วก็ไปลงประชามติให้มากที่สุด ตนกะเกณฑ์ไม่ได้อยู่แล้ว

 


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า หากพวกต่อต้านกฎหมาย หลบหนี บิดเบือน กลับเข้าสู่การเมืองในครั้งต่อไป ขอให้ประชาชนถามดูด้วยว่าคนเหล่านี้เขาจะทำอะไร

 


ต่อไป แล้วที่มันเสียหายเขาจะทำยังไง จะรับผิดชอบตอนไหน ฉะนั้นใครกลับมาก็แล้วแต่ ถ้าใครมีส่วนเกี่ยวข้องตรงไหน กรุณารับผิดชอบด้วยในทางกฎหมาย

 


ขณะที่ทางฟากฝั่งของนักการเมืองนั้นก็มีการออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อคำถามพ่วงประชามติ

 


นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ สปท.ส่งคำถามพ่วงประชามติให้ สนช.โดยเสนอให้นายกฯ มาจากการโหวตของที่ประชุมรัฐสภาว่า ถ้านำประเด็นนี้พ่วงในคำถามประชามติ มั่นใจว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติเพราะไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย

 


อีกทั้ง ส.ว.250 คน มาจากการแต่งตั้งไม่ยึดโยงกับประชาชน เหมือนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วจะให้มีอำนาจกำหนดคนที่จะเป็นนายกฯ ได้อย่างไร เหมือนปูทางให้นายกฯ คนนอกที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองมาเป็นนายกฯ ทำให้ข้อสงสัยที่ผ่านมาชัดเจนขึ้น ทั้งกรณีไม่ระบุให้ชัดว่านายกฯ ต้องมาจากส.ส. และพยายามเลี่ยงให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอชื่อนายกฯ ขึ้นมา

 


นายสามารถกล่าวต่อว่า "การจะให้ ส.ว.มีส่วนเลือกนายกฯ เท่ากับให้พรรคพิเศษ 250 คนมาเลือกนายกฯ เห็นเจตนาแท้จริงที่อยากได้นายกฯ คนนอก ร่างรัฐธรรมที่แย่อยู่แล้ว มีคำถามพ่วงนี้ยิ่งแย่เข้าไปอีก อยากให้คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนในการลงประชามติบ้างว่าจะรับได้หรือไม่ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเห็นอะไรชัดเจนอย่างนี้ คำถามนี้อาจยังไม่ใช่ข้อสรุปเพราะต้องให้สนช.เห็นชอบก่อน แต่บังเอิญสอดคล้องกับข้อเสนอของ คสช.ที่ต้องการให้วุฒิสภา มีส่วนเลือกนายกฯ การบรรจุคำถามนี้จะทำให้รัฐธรรมนูญมีจุดอ่อนที่ประชาชนรับไม่ได้มากยิ่งขึ้น"

 


ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)มีมติเห็นชอบคำถามพ่วงประชามติ เรื่องให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ว่า อาจเป็นดาบสองคม สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับเป็นการเปิดเผยว่า จริงแล้วแม่น้ำ 5 สายต้องการอะไร ที่มีความเห็นต่างกันอยู่บ้าง เป็นเพียงการแบ่งบทกันเล่น แล้วสุดท้ายเปิดเผยออกมาว่า ให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทันที หลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นแนวความคิดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ไม่ยอมทำตาม เพราะเห็นว่ามีแรงต่อต้านมากเกินไป และเมื่อประเด็นคำถามพ่วงจากสปท.ส่งไปยังสนช.จะจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น

 


นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เข้าใจว่าผู้ที่เสนอ และได้คะแนนเสียงท่วมท้นอาจเป็นเพราะเขาประเมินว่า การลงประชามติจะผ่านได้ง่าย เสนออะไรก็ผ่านได้หมด เพราะว่ายังมีความเข้มงวดปิดกั้นผู้ที่เห็นต่างด้วยวิธีการต่างๆ อย่างได้หมด เพราะฉะนั้นเลยถือโอกาสโกยได้โกยเอา คือได้มาอีกขั้นหนึ่งแล้วจะเอาถึงขั้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ทันที ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้นก็จะทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แม่น้ำทั้ง 5 สายได้ในสิ่งที่ตั้งใจ หลายส่วนของแม่น้ำทั้ง 5 สาย ก็จะไปอยู่ในส่วนของส.ว.และบางส่วนอาจจะมีอำนาจในรัฐบาล หรือแม้เป็นนายกฯเองเลย

 


นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประชุมเพื่อพิจารณาคำถามเพื่อพ่วงไปกับการทำประชามติในวันที่1เม.ย. ว่า ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป หากเป็นการเสนอคำถามพ่วงประชามติ ควรดูว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ และหากจะถามเป็นคำถามพ่วงในเรื่องนี้ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการจะถามเพื่อทำประชามติ ถือเป็นการถามโดยตรงที่ต้องการทราบเจตนารมณ์ของประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ถือว่าเป็นคำถามที่สูงกว่ากฎหมาย เพราะเป็นการถามตรงต่อเจ้าของอำนาจ ขณะที่กฎหมายออกมาโดยสภา เป็นการใช้อำนาจผ่านตัวแทน ดังนั้น คำถามพ่วงประชามตินี้ ต้องพิจารณาโดยความรอบคอบ รัดกุม และพิถีพิถันยิ่ง เพราะถ้าผ่านประชามติแล้ว ก็ต้องทำทันที

 


นายนิพิฏฐ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนกังวลคือ การตั้งคำถาม ที่อาจจะทำให้เกิดการแก้ไขเพิ่มเติมในร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่มี สปท. บางคนเสนอ ให้ถามเรื่อง เพิ่มอำนาจ ส.ว. ให้มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี หากตั้งคำถามเช่นนี้ และผ่านประชามติ ที่สุดก็ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ก็จะยิ่งยุ่งยากและไม่จบไม่สิ้น แต่ถ้าเป็นการตั้งคำถามพ่วงประชามติ เพื่อเพิ่มเติมความสมบูรณ์หรือสิ่งที่ยังไม่มี โดยไม่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญ ก็สามารถทำได้

 


จากที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดตัวร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ จำนวน279 มาตรา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา ก่อนเข้าสู่กระบวนการให้ประชาชนลงประชามติว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่านอย่างไร

 


ซึ่งที่ผ่านมา กรธ. ก็ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกๆภาคส่วน พร้อมเน้นย้ำว่าร่างรธน.นี้ ให้ความสำคัญกับประชาชนและมุ่งให้ประชาชนใช้สิทธิทางการเมืองเป็นสำคัญ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน

 


ล่าสุดสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ โดยผลออกมาว่าประชาชนชอบใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 


กับหัวข้อประชาชนคิดอย่างไร? กับ "ร่างรัฐธรรมนูญ" ฉบับที่พร้อมจะให้ประชาชนลงมติว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่าน

 


อันดับ 1 ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่สร้างความขัดแย้งวุ่นวายให้กับบ้านเมือง 72.09%

 


อันดับ 2 อยากให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิใช้เสียงอย่างเต็มที่ โดยใช้วิจารณญาณของตัวเอง 64.12%

 


อันดับ 4 ควรเร่งเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนโดยเฉพาะกรณีถ้าผ่านและไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร 54.66%

 


อันดับ 5 เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเนื้อหารายละเอียดเรื่องรัฐธรรมนูญ 42.23%

 

 


ส่วนประเด็น ประชาชนรู้เรื่อง "ร่างรัฐธรรมนูญ" ฉบับนี้มากน้อยเพียงใด?

 


อันดับ 1พอรู้บ้างเพราะ ติดตามจากข่าว ฟังจากคนรอบข้างที่พูดถึง เป็นเรื่องที่สังคมสนใจและเป็นประเด็นทางการเมือง ฯลฯ 40.28%

 


อันดับ 2 ไม่ค่อยรู้ เพราะ ไม่ค่อยได้ติดตาม เป็นเรื่องเข้าใจยาก อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเผยแพร่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ 31.94%

 


อันดับ 3 ไม่รู้เลย เพราะ ไม่มีเวลา ไม่สนใจ ไม่ได้ติดตาม ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ฯลฯ 23.61%

 


อันดับ 4 รู้อย่างดี เพราะ เป็นเรื่องที่สนใจ ชอบอ่านเรื่องกฎหมาย เรื่องรัฐธรรมนูญ ติดตามข่าวจากสื่อต่างๆโดยตลอด ฯลฯ 4.17%

 

 


ประเด็นประชาชนชอบใจ/ถูกใจ อะไรบ้าง? ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 


อันดับ 1 เน้นปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการและนักการเมือง 81.60%

 


อันดับ 2 เป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชน ยึดความยุติธรรมเท่าเทียม 66.35%

 


อันดับ 3เป็นรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและสามารถนาไปใช้ในอนาคต 60.48%

 

 

 


ประชาชนไม่ชอบใจ/ไม่ถูกใจ อะไรบ้าง? ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 


อันดับ 1 ร่างรัฐธรรมนูญไม่ชัดเจน ไม่เป็นที่ยอมรับ เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม69.22%

 


อันดับ 2 กรณีที่มาของ สว. 250 คน ที่มาจากการพิจารณาของ คสช. 62.36%

 


อันดับ 3 การมีส่วนร่วมของประชาชนลดน้อยลง 58.07%

 

 

 


ประชาชนพร้อมที่จะไปลงประชามติว่าจะรับร่างหรือไม่รับร่าง "ร่างรัฐธรรมนูญ" หรือยัง?

 


อันดับ 1 พร้อมที่จะไปลงประชามติแล้ว เพราะ เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง เป็นสิทธิหน้าที่ของทุกคนที่พึงมี เป็นการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย ทุกเสียงของประชาชนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ฯลฯ 55.81%

 


อันดับ 2 ยังไม่พร้อมที่จะไปลงประชามติเพราะ ยังไม่ตัดสินใจ ศึกษาข้อมูลไม่มากพอ ไม่ค่อยมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหารายละเอียดที่สำคัญๆ จากสื่อต่างๆที่นาเสนอมีหลายกระแสพูดถึงความไม่ชัดเจน ความไม่ถูกต้องเหมาะสมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฯลฯ 44.19%