จับตา !!! ประชุม "สนช." 7 เม.ย. ตั้งคำถามประชามติเพิ่มเติม ผ่าวิกฤติทางตันประเทศ !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ย้ำกันอีกครั้งว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศหลังจากที่มีการเปิดเผยรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ออกมาก็คือการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ในวันที่ 7 เมษายนนี้ โดย สนช.สามารถใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะตั้งคำถามประชามติเพิ่มเติม

 


โดยหลังจากที่สำนักข่าวทีนิวส์ได้เปิดประเด็นนี้ไป พร้อมกับเรียกร้องให้ สนช.ทำการตั้งคำถามล่าสุดก็เริ่มมีฎิกิริยาตอบสนองเป็นที่เรียบร้อย

 


พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงประเด็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ในส่วนของรัฐบาลและ คสช.คงกล่าวได้ว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีและยอมรับได้ โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับการป้องกันการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในส่วนของนักการเมืองและข้าราชการและมีกลไกป้องกันการใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์  รวมทั้งเพิ่มบทลงโทษในกรณีทุจริตไว้หนักที่สุดเท่าที่เคยมีรัฐธรรมนูญมา  รวมทั้งกฎเกณฑ์การห้ามผู้ที่เคยต้องโทษหรือมีคดีความเข้าสู่การเลือกตั้งอีก เป็นการกำจัดคนโกงไม่ให้กลับเข้ามาสู่เส้นทางแห่งอำนาจได้อีก 

 


อย่างไรก็ตาม รัฐบาล และ คสช. ให้เกียรติและเคารพในความเป็นผู้รู้ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน และขอบคุณที่ทุกๆท่าน โดยเฉพาะ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่กรุณาทำงานอย่างหนักมาตลอดหลายเดือน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการปฏิรูปประเทศ"

 


พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รับฟังเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้าน และลึกซึ้ง  ไม่หลงติดกับดักข้อมูลลวง หรือการตีความอย่างผิวเผินและคลาดเคลื่อนจากเจตนารมย์ ก่อนตัดสินใจลงประชามติ

 


ขณะนี้ มีหลายฝ่ายออกมาตีความและอธิบายร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง โดยหากเป็นกลุ่มการเมืองส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงเพียงประเด็นการได้มาซึ่งอำนาจ การได้มาซึ่งตำแหน่งหน้าที่ และสิทธิต่างๆ ของนักการเมือง  โดยแทบจะไม่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเลย

 


ขณะที่บางกลุ่มมีความพยายามศึกษาตรวจทานเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ  แต่อาจจะไม่เข้าใจเจตนารมย์หรือเหตุผลเบื้องหลังการร่างฯ อย่างชัดเจนจึงอาจมองข้ามเจตนาดีของผู้ร่าง

 


พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า ในการลงประชามติ พี่น้องประชาชนยังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยจะมีการตั้งเป็นคำถามในบัตรลงคะแนน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ร่างรัฐธรรมนูญได้อีก ตามเสียงสนับสนุนของพี่น้องประชาชน  จึงอยากให้ทุกท่านพิจารณาและแสดงความเห็นด้วยความรอบคอบเพื่อบ้านเมืองในอนาคต

 

 


ทั้งนี้การเพิ่มเติมคำถามไปในบัตรลงประชามตินั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 ตามมาตรา 4 วรรค 5 โดยระบุว่าให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก วรรคเจ็ด วรรคแปด วรรคเก้า วรรคสิบ วรรคสิบเอ็ด และวรรคสิบสอง ของมาตรา ๓๙/๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘

 


วรรค๕   การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมไปในคราวเดียวกันด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเสนอภายในสิบวันนับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคสามเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับฟังความคิดเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบการพิจารณาด้วย

 


อย่างไรก็ตามการตั้งคำถามจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นก็อยู่ที่การประชุมของ สนช.ในวันที่ 7 เมษายน นี้ ซึ่งก็ได้มีการเตรียมการใก้กรรมาธิการแต่ละคณะไปหารือกันเองก่อนที่จะส่งมติไปที่วิป สนช.

 


และจากการสืบทราบจากสำนักข่าวทีนิวส์ก็พบว่ากรรมาธิการแต่ละคณะมีมติออกมาดังต่อไปนี้

 


กลุ่มแรก คณะกรรมาธิการที่เห็นว่าควรเสนอประเด็นคำถาม เพื่อให้ กกต. จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ประกอบด้วย

1. คณะกรรมาธิการการเมือง

2. คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ

3. คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง

4. คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข

5. คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมวลชน

6. คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ

 


กลุ่มที่ 2 คณะกรรมาธิการที่เห็นว่าไม่ควรเสนอประเด็นคำถามเพื่อให้ กกต. จัดให้มีการออกเสียงประชามติ

1. คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน

2. คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา

3. คณะกรรมาธิการการพลังงาน

4. คณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส

5. คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์

6. คณะกรรมาธิการการคมนาคม

7. คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

8. คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและการแรงงาน

9. คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

 


และกลุ่มที่ 3 คณะกรรมาธิการที่ยังไม่เสนอความเห็น คือ คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น

 


ทั้งนี้รายนามของประธานคณะกรรมาธิการแต่ละคณะก็ประกอบไปด้วย

1. นายกล้านรงค์ จันทิก  ประธานคณะกรรมาธิการการเมือง

2.พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ

3. พลอากาศเอก ชนะ อยู่สถาพร  ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง

4.นายเจตน์ ศิรธรานนท์  ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข

5.พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง  ประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมวลชน
 
6. นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ  ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ

7.พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์   ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน

8.นายตวง อันทะไชย    ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา

9. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์   ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน

10. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์  ประธานคณะกรรมาธิการการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส

11.พลเอก ดนัย มีชูเวท  ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์

12.พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ  ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม

13. พลโท ชัยยุทธ พร้อมสุข  ประธานคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

14. พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร  ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน

15. พลตำรวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

16.พลโท ชาญชัย ภู่ทอง  ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น

 


ทั้งนี้ในรายการยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี ก็ได้พูดถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงยังเรียกร้องใน สนช.ทำการตั้งคำถามโดยให้ถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการเอาคำถามของแม่น้ำ 4 สายมามาบังคับใช้หรือไม่

 


สำหรับประเด็นของการตั้งคำถามพ่วงประชามตินั้นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็เปิดเผยว่าคำถามพ่วงประชามตินั้นขึ้นอยู่กับ สนช.ตัดสินใจ

 


นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมาร่วมงาน "วันสัญญา ธรรมศักดิ์" ถึงประเด็นคำถามพ่วงประชามติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณา ซึ่งมีนักวิเคราะห์มองว่าคำถามพ่วงจะทำให้เกิดความสับสนในการตัดสินใจลงประชามตินั้น ขึ้นอยู่กับว่าคำถามนั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร หรือขัดแย้งกันมากแค่ไหน ซึ่งยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ทราบความชัดเจนว่าสนช.จะตั้งคำถามหรือไม่ และคำถามนั้นมีว่าอย่างไร หากทราบทั้งสองประเด็นถึงจะวิเคราะห์ ได้

 


สิ่งที่จะมีคำถามพ่วงเพราะกรธ.เขียนรัฐธรรมนูญไม่ตอบโจทย์คสช.หรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ไม่รู้ตอบไม่ได้ ความคิดของคนอื่นตอบไม่ได้ และส่วนตัวไม่กังวลต่อท่าทีสนช.ตอบรับกับคำถามที่ให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกฯ จะเป็นตัวฉุดร่างรัฐธรรมนูญให้ไม่ผ่านประชามติ เพราะยังไม่รู้ว่าคำถามเป็นอย่างไร และท่าทีสนช.ที่ตอบรับคำถามดังกล่าวนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นความเห็นเฉพาะ บางคนซึ่งไม่แน่ เพราะต้องดูก่อน

 


ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)เตรียมพิจารณาการตั้งคำถามประกอบประชามติให้สอดคล้องกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)เรื่องการเพิ่มอำนาจให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีได้ ว่า ไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ว.ซึ่งมาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งมาลงคะแนนลบล้างคะแนนเสียงของ ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาตามมา จะทำให้รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว.บริหารงานได้ยาก ทั้งในแง่การผ่านกฎหมายในสภาฯ การผ่านงบประมาณ หรือ ญัตติต่าง ๆ เพราะหากประชาชนที่เลือกนักการเมืองมา มองว่าเสียงของตัวเองถูกลบล้างก็อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้ง ตนเข้าใจว่า นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และคณะ ได้ดูประเด็นนี้แล้ว แต่ตัดสินใจไม่เอา

 


นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ผมคิดว่าควรจะต้องทำในขณะนี้ คือการทำประชามติต้องเป็นไปตามหลักสากล ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก คสช. ควรทำให้ชัดเจนว่า ทางเลือกของประชาชนคืออะไรหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แล้วร่างใหม่ที่จะนำมาใช้จะเป็นอย่างไร รวมทั้งสนช.ควรหลีกเลี่ยงการพ่วงคำถามใดๆ ที่จะนำไปสู่ความสับสนซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่ขัดกับหลักการ กรธ.”