- 08 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
หลังจากนี้ไป คงจะต้องนับถอยหลังการออกเสียงประชามติ ที่ตามโรดแมปแล้ว คือวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.... ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอ
โดยในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.... โดยเฉพาะ มาตรา 7 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บุคคลสามารถเผยแพร่ความคิดเห็นของตนเองที่มี ต่อร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย
ซึ่งที่ประชุม สนช. เห็นชอบให้แก้ไขเป็น มาตรา 7 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ ขัดต่อกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กำหนดบทลงโทษทั้งจำคุกและโทษปรับตามมาตรา 62 แก่ผู้ทำให้เกิดความวุ่นวาย หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ตลอดจนผู้กระทำการเผยแพร่ข้อความ ภาพและเสียงในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่ออิเลคทรอนิคส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่า ผู้นั้นก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ทั้งนี้ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้ หรือถ้าเป็นกรณีการกระทำผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10ปี
การเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของ “คสช.” กำลังดำเนินไปตามโรดแม็ป ที่กำหนดไว้โดย ร่างรัฐธรรมนูญ ของกรธ. ก็กำลังนำไปสู่กระบวนการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559“
ส่วนกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอประเด็นคำถาม ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่าควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายนักการเมือง ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หลังจากที่สนช.เสนอประเด็น คำถามเสร็จสิ้น
พรรคเพื่อไทย ได้ออกคำแถลง ข้อเสนอเรียกร้องดังต่อไปนี้
ขอให้คุ้มครองเสรีภาพให้ประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชนและพรรคการเมืองต่างๆ สามารถรณรงค์และแสดงความเห็นเกี่ยวกับการรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติได้อย่างเต็มที่ เสรีและเป็นธรรม เพื่อให้ผลของประชามติที่เกิดขึ้น มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับทั้งจากคนไทยและโลก
พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า หากได้รับการยอมรับและมีการดำเนินการให้เกิดขึ้นจะส่งผลดีอย่างยิ่งยวดต่อการร่วมมือกันของคนในชาติ และการร่วมกันนำพาประเทศของเราไปสู่ความรักสามัคคีและมีความเป็นประชาธิปไตยในที่สุด
เช่นเดียว กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่ สนช. มีมติตั้งคำถามพ่วงในการลงประชามติ โดยให้ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้ว่า ในช่วงของการตั้งคำถาม อยากให้ประชาชนได้เห็นและได้ฟังข้อมูลครบทุกด้าน ทั้งด้านของผู้ที่รับร่างและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาตัดสินใจ เพราะเราอยากเห็นการพิจารณาที่มองไปถึงอนาคตข้างหน้าและปัญหาระยะยาวมากกว่า อย่ามองเพียงการแก้ปัญหาในวันนี้อย่างเดียว
ที่สำคัญการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและกลไกของฝ่ายบริการคือ ครม.ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงกลไกของรัฐสภา ควรเป็นไปตามกลไกที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เป็นกลไกที่ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ถ้าไม่มีส่วนร่วมจะไม่มีการสร้างสมดุลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงอยากให้มองในประเด็นเหล่านี้ด้วย ซึ่งเป็นจุดใหญ่ที่สำคัญ
ซึ่ง ในส่วนของ กรรมการการเลือกตั้ง ก็มองว่า การตั้งคำถามดังกล่าวของ สนช.เป็นคำถามที่มีความยาวเกินไป
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า การตั้งคำถามดังกล่าวของ สนช.เป็นคำถามที่มีความยาวเกินไป และมีลักษณะเป็นคำถามนำ (leading question) เพื่อนำไปสู่คำตอบในทิศทางที่ต้องการและมีคำยาก (jargon) อาจทำให้เกิดความยากและความสับสนในการตีความของประชาชน
ซึ่งโดยหลักปฏิบัติของการตั้งคำถามประชามติต่อประชาชนทั้งประเทศควรเป็นภาษาที่ง่าย สั้น และมีความเป็นกลาง คือไม่มีการให้เหตุผลก่อนนำไปสู่คำถาม ซึ่งการให้เหตุผล สนช.สามารถไปให้ได้ในคำอธิบายมากกว่าจะมาบรรจุไว้ในคำถามประชามติ จึงเห็นว่าควรมีการปรับปรุงคำถามดังกล่าวให้ถูกหลักวิชาการ
ดังนั้น ในวันจันทร์ที่ 11 เมษายน ซึ่งกกต.มีกำหนดนัดหมายหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ก็จะนำคำถามที่ได้มีการปรับปรุงแล้ว รวมทั้งตัวอย่างบัตรการออกเสียงประชามติเสนอต่อนายวิษณุเพื่อปรึกษาหารือ ก่อนนำไปเป็นแบบในการจัดพิมพ์จำนวนกว่า 50 ล้านฉบับต่อไป
และก็เป็นทางด้าน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ออกมาระบุว่า อยากให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจร่างพ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งอยากให้ยึดประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก
ร่างพ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... เป็นกฎหมายที่มุ่งกำจัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือไม่ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการ คณะรักษาความสงบแห่งชาติกล่าวว่า อยากให้ทุกฝ่ายต้องศึกษาทำความเข้าใจ รวมทั้งอยากให้ยึดประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก เพราะคงไม่มีใครที่ร่างกฎหมายที่นำไปสู่ความไม่เรียบร้อยของบ้านเมือง
อีกทั้ง การร่างกฎหมายแต่ละฉบับต้องนำเอาปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ เพื่อนำไปสู่การมองอนาคตของประเทศชาติ และประชาชนคนไทย เพราะฉะนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชน รวมทั้งความมั่นคงเป็นหลัก
และเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับ การสร่างความเข้าใจกับร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ เราจะไปพูดคุยกับ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
