ลุ้นระทึก 7 ส.ค. ลงประชามติ !! ถึงเวลาคนไทยชี้ขาดอนาคตปท. - สนับสนุน "คสช." อยู่ต่อ หรือว่า "นักการเมือง" ??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าสถานการณ์ของประเทศ ณ ขณะนี้ จุดชี้ขาดอยู่ที่การออกเสียงประชามติ เบื้องต้นคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคมนี้  แม้ว่าในทางเทคนิคจะเป็นคำถามว่า ประชาชนนั้นจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ  แต่โดยข้อเท็จจริงนั้นก็คือ การที่ประชาชนจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์และ คสช.ต่อไป หรือว่านักการเมือง

 

 

 


โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรคจำนวนหนึ่ง ออกมาแถลงจุดยืน ว่าไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ และการตั้งคำถามประชามติ ที่เสนอโดย สนช. ให้ สว. มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีท่าทีของฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ท่าทีก็คือท่าที ไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยแล้วยังไง แต่ไม่มีสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับตน เพราะเป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องไปทำประชามติมา เมื่อถามว่าจะมีผลกับการทำประชามติหรือไม่ เพราะแต่ละพรรคก็มีมวลชนของเขา

 


ทั้งนี้นักการเมืองที่ไม่เห็นด้วย คงกังวลว่าจะกลับมาทำเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะเขาจะทำทุกอย่างให้ได้ เนื่องจากถือว่ามาจากประชาชน ตนขอถามว่าแล้วเขาเอาอำนาจที่ประชาชนให้ไปใช้ในทางที่ถูกต้องหมดหรือไม่ สมัยที่เขาอยู่ปล่อยปละละเลยทุกอย่าง ประชาชนก็ต้องเลือกว่าจะเอาบ้านเมืองแบบใด

 


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้กังวลถ้ากลุ่มคัดค้านออกมาเคลื่อนไหว เพราะใครเคลื่อนไหวก็ต้องถูกจับ ส่วนต่างประเทศ ตนก็บอกไปแล้วว่าใครทำประเทศไทยเดือดร้อน ตนเอ่ยชื่อได้หมดทุกประเทศ อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองแถลงข่าว ขณะนี้แม้ไม่ได้อนุญาตก็ยังออกมาพูดกันผ่านสื่อมวลชน จึงไม่เห็นต้องเปิดเวที เปิดไปทำไมให้ด่าตนมากกว่าเดิม ทั้งนี้ถ้าใครที่เกี่ยวข้องกับการทำให้การออกเสียงประชามติเกิดความเสียหาย ก็ต้องถูกจำคุก 10 ปี.

 


อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ มีท่าทีชัดเจนเป็นอย่างยิ่งกับบรรดานักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย โดยย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน  นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว

 


ย้อนกลับไป วานนี้ 10 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองกังวลเนื้อหาคำถามพ่วงประชามติให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ทำประชาชนสับสนว่า อยากถามแล้วมันทำให้ประเทศเลวร้ายลงมากกว่าเดิมมั้ย ประชาชนมีความทุกข์มากขึ้นหรือเปล่า หรือนักการเมืองที่ไม่ดีจะเป็นจะตายเกรงว่าจะทำอะไรที่เลวร้ายเหมือนที่เคยทำมาไม่ได้อีก

 


อยากถามว่าที่ผ่านมาแก้ปัญหาอะไรสำเร็จบ้างโดยไม่มีปัญหาตามมา ทั้งนโยบายประชานิยมที่ได้สร้างความเสียหาย ประชาชนแตกแยก ปัญหาประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ปัญหาการบิน การคอร์รัปชัน คดีความที่ค้างคาจำนวนมาก ธุรกิจมืด ธุรกิจสีเทา บ้านเมืองไร้ระเบียบ กดดันจนข้าราชการและตำรวจทำงานไม่ได้ ระบบการทำงานขาดวิสัยทัศน์ ขาดยุทธศาสตร์ทุกมิติ ส่งผลเศรษฐกิจประเทศไม่เข้มแข็ง ประเภทมือใครยาวก็เข้าถึงระบบราชการ มีพรรคพวกตัวเองก็ได้ไป ภาคการเกษตร เกิดปัญหาราคาข้าว ยางพารา ไม่มีความเข้มแข็ง และเกิดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง

 


เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นที่ชัดเจนว่า วันนี้ได้เปิดหน้าไพ่เป็นที่เรียบร้อย โดยโยนภาระอันหนักนี้ไปให้ประชาชน ว่าเลือกที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป หรือจะจบกันแต่เพียงเท่านี้

 


อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโพลที่น่าสนใจออกมาซึ่งมีการบอกเป็นนัยยะหรือไหม ว่าประชาชนยังเลือกที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

 


ด้านสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงสอบถามความเห็น พบว่า


ร้อยละ 61.35 เห็นด้วยที่มีคำถามพ่วงเพราะหากเป็นคำถามสำคัญและมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร  ส่วนคำถามเรื่องบัตรเลือกตั้ง ส.ส.ควรใช้กี่ใบนั้น


ร้อยละ 62.14 ควรมีใบเดียวเพราะการกาบัตรสะดวก เข้าใจง่าย  เจ้าหน้าที่นับคะแนนง่าย การตรวจสอบไม่ยุ่งยาก ประหยัดงบประมาณ


ร้อยละ 22.21 2 ใบเพราะประชาชนจะได้ไม่สับสนในการเลือกคนหรือลงคะแนน ที่ผ่านมาก็ใช้วิธีกาบัตร 2 ใบ ประชาชนมีความคุ้นเคยอยู่

 


เมื่อถามว่าประชาชนคิดว่าควรให้ ส.ว. มาจากการสรรหาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่

 


ร้อยละ 52.02 ควรให้ร่วมโหวตเลือก เพราะ ส.ว.เป็นส่วนหนึ่งของสภาควรจะมีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรี  เพื่อความยุติธรรม เท่าเทียม  ส.ว.เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และมากประสบการณ์

 


ร้อยละ 47.98 ไม่ควรให้ร่วมโหวตเลือกนายกฯ  เพราะอาจมีการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้เกิดการแตกแยก นายกรัฐมนตรีควรมาจากเสียงของประชาชน ส.ว. ควรมีหน้าที่ให้คำปรึกษาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจเท่านั้น
เมื่อถามว่าควรมี "คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ" หรือไม่

 


ร้อยละ 62.45 ควรมีจะได้เป็นตัวกลางช่วยประสานสร้างความสมานฉันท์ สามารถขับเคลื่อนการทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างเต็มที่  อยากเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในบ้านเมืองมีเพียง

 


ร้อยละ 18.50 ไม่ควรมีเพราะสิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่น่า จะช่วยสร้างความปรองดองได้ปัญหาความแตกแยกมีมานานแก้ไขได้ยาก ทุกฝ่ายควรช่วยกันไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการปรองดอง

 


ขณะที่ ซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อ การแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยนักการเมือง

 


ร้อยละ 58.8 ยังลังเล คือ ไม่แน่ใจว่านักการเมืองจะแก้ปัญหาบ้านเมืองในอนาคตได้ดีกว่า รัฐบาล และ คสช.,

ร้อยละ 24.7 ไม่เชื่อมั่นต่อนักการเมือง

ร้อยละ 16.5 เชื่อมั่นต่อนักการเมือง

ขณะเดียวกัน เมื่อถามว่า มีใครบ้างหรือไม่ที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา พบว่า

ร้อยละ 76.1 ยังไม่มีบุคคลอื่นที่จะเหมาะสมกว่า

ร้อยละ 23.9 เท่านั้น ที่ระบุ มีคนอื่นที่เหมาะสม

 


ขณะที่ หอการค้าไทย สำรวจความคิดเห็นประชาชน อยากเล่นสงกรานต์ 2559

 


กการเมืองที่ประชาชนอยากรดน้ำดำหัวมากที่สุดคือ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ  45.3 %

 


อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มคิดคำนวนตัวเลขของการทำประชามติ ว่า หากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะทำให้ทั้งสองพรรคนั้น สามารถล้มร่างรัฐธรรมนูญได้จริงหรือไหม โดยเป็นการอิงเอาจากคะแนนการเลือกตั้ง เมื่อปี พ.ศ.2554

 


การใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ วันที่ 3 กรกฎาคม 2554

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง               46,939,549 คน

ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง              35,220,208 คน   คิดเป็น ร้อยละ75.03

บัตรเสีย                         1,726,768 บัตร   คิดเป็นร้อยละ 4.90

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน  958,213 บัตร      คิดเป็นร้อยละ 2.72

 


ในขณะที่สองพรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงทั้ง 27,188,110 คะแนน โดยพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง 15,752,470คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียง 11,435,640คะแนน

 


หากท้ายที่สุดกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคลงคะแนนเสียงไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีคะแนนเสียงมากกว่า26ล้านซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติทันที

 


เพราะฉะนั้นก็ต้องมาจับตาดูว่าคนที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ จะออกเสียงคะแนนประชามติอย่างไร
โดยในปัจจุบันมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 47 ล้านคน (ประมาณการ)

 


ดังนั้น ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เกิน 23.5 ล้านคน และต้องมีเสียงเห็นชอบ 11.75 ล้านคนขึ้นไป

 


นี่เป็นการประเมินสถานการณ์เรื่องของสถิติตัวเลขเท่านั้นแต่ท้ายที่สุด เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับการยอมรับจากภาคประชาชนด้วยวิธีการลงประชามติหรือไม่ก็ต้องจับตามดูกันต่อไป ว่าเนื้อหาที่ถูกเขียนขึ้นมาและอยู่ในระหว่างการแก้ไขขณะนี้จะเป็นที่ยอมรับของประชาชนหรือไม่

 


ทั้งนี้กติกา หรือวิธีการนับคะแนนชี้ขาด ตามที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 “...ให้ใช้คำว่าคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ (จากเดิมระบุว่าเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ) ออกเสียงที่เห็นชอบ ส่วนบัตรเสียและบัตรโหวตโนไม่นับเป็นคะแนน ซึ่งคำนี้ถือว่าปิดช่องโหว่ข้อโต้แย้งแล้ว...”

 


ทั้งนี้ประเทศไทยมีการทำประชามติครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 19 สิงหาคม 2550 ขณะนั้นผลการลงประชามติก็เรียกได้ว่าผ่านกันมาอย่างฉิวเฉียด แม้ว่าในขณะนั้นหนึ่งในตัวแปรสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแตกต่างกับครั้งนี้


ผลการออกเสียงการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช 2550
จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง     45,092,955        คน 
จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิ          25,978,954        คน


คิดเป็นร้อยละ 57.61 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด
เห็นชอบ                         14,727,306        คน     
ไม่เห็นชอบ                     10,747,441        คน

 


ท้ายที่สุดไม่ว่าประชาชนจะตัดสินใจ ลงประชามติเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อหรือว่าจบกันแต่เพียงเท่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับคนไทยทั้งประเทศว่าจะชี้ขาดสถานการณ์นี้อย่างไร

 


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้บัญชาการเหล่าทัพ รดน้ำขอพร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ 

 


พล.อ.เปรม กล่าวขอบคุณทุกคนที่เดินทางมาอวยพรในวันสงกรานต์ วันนี้ถือว่าเป็นวันปีใหม่และเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่ง ซึ่งพูดมาตลอดว่า การดำรงรักษาวัฒนธรรมก็คือการรักษาชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกำลังรักษาชาติ รักษาประเทศให้มีความสุข นับว่าทำหน้าที่ของคนไทยแบบไทยๆ มาโดยตลอด สมควรเป็นแบบอย่างให้กับประชาชนในประเทศ และเนื่องในโอกาสปีใหม่ไทย ขออำนวยพรให้นายกรัฐมนตรี และครอบครัว ประชาชนคนไทย ผบ.เหล่าทัพ รัฐบาล มีแต่ความสุข มีความสดใส มีกำลังใจที่จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง และขอให้ทุกอย่างที่นายกรัฐมนตรีทำเพื่อคนไทย ประสบความสำเร็จ มีความภูมิใจในฐานะที่เป็นคนไทย ที่รักษาบ้านเมืองให้เกิดความสามัคคี