- 12 เม.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
จุดชี้ขาดสถานการณ์ของประเทศไทย ณ ขณะนี้ก็คือการออกเสียงประชามติว่าประชาชนจะให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญพร้อมกับคำถามเพิ่มเติมหรือไม่
การตัดสินใจของประชาชนว่าจะให้ผ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ไม่ต่างไปจากการตัดสินใจบนทาง 2 แพร่งว่าจะให้ความไว้วางใจกับนักเลือกตั้งหรือคสช.โดยพล.อ.ประยุทธ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์โดยนายอภิสิทธิ์กลายมาเป็นแนวร่วมกัน ในการสกัดกั้นร่างรัฐธรรมนูญ
และไม่ว่าฝ่ายไหนจะออกมาเคลื่อนไหวชี้นำอย่างไร แต่ท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน แม้ว่าในทางหนึ่งจะเริ่มมีการออกมาวิเคราะห์ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เอาไว้ว่าจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน
ปัจจุบันคาดว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง(ประชามติ) 49 ล้านเสียง แพ้ชนะกันเกินกึ่งหนึ่งที่ 24.5 ล้านเสียงขึ้นไป
เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 กรกฎาคม 2554
ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,220,208 คน คิดเป็น ร้อยละ75.03
พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงรวม 27,188,110 คะแนน โดยพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง 15,752,470คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียง 11,435,640คะแนน
ถ้าอิงตามสมการ นี้ก็จบเห่ คสช.และพล.อ.ประยุทธ์เสร็จนักเลือกตั้งที่กุมสภาพฐานเสียงผ่านหัวคะแนนในพื้นที่ แต่เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนและโดยนัยแล้วประชามติกับเลือกตั้งมันคนละแบบกัน
ผลการออกเสียงการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช 2550
จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 45,092,955 คน
จำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิ 25,978,954 คน
คิดเป็นร้อยละ 57.61 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด
เห็นชอบ 14,727,306 คน
ไม่เห็นชอบ 10,747,441 คน
ความต่างที่เห็นได้ชัดก็คือจำนวนมาใช้สิทธิประชามตินั้นน้อยกว่าการเลือกตั้งส.ส.ที่มีนโยบายล่อใจและการซื้อเสียงชักจูงมากกว่า
ประกอบกับท่าทีของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ไม่ใช่ท่าทีหรือจุดยืน ที่เป็นเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทันทีที่อภิสิทธิ์แถลงเสร็จ...ประชาธิปัตย์สายกปปส.ก็ออกมาสวนทันทีเหมือนกัน...นายถาวร เสนเนียม นายวิทยา แก้วภราดัย บอกเลยว่าต้องผ่านร่างรธน.เพื่อประเทศชาติ ซึ่งจากจุดยืนของทั้ง 2 ก็น่าจะบอกได้เหมือนกันว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.และอดีตเลขาพรรค ปชป. คิดอย่างไร
ย้ำกันอีกครั้งว่าถ้านำเอาสถิติการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์มาเป็นตัววัด ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็จะไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนแน่นอน
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนว่าจะตัดสินใจบนพื้นฐานเดียวกับการเลือกตั้งส.ส.หรือไม่
พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า เราต้องให้ความรู้กับประชาชน และให้ประชาชนรู้ว่านี่คือก้าวแรกของประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องการ ดังนั้น ขอให้ออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติ และศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าแตกต่างจากทั่วไปอย่างไร
ทั้งนี้ ตนคิดว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปประเทศให้เจริญก้าวหน้า และปราศจากการคอรัปชั่น ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จากที่ตนอ่านแล้ว ทราบว่าจะมีการลงโทษกับผู้ที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการยึดทรัพย์ครอบครัว
เมื่อถามว่า ในส่วนของทหารจะมีส่วนช่วยรณรงค์อย่างไร พล.อ.ธีรชัย กล่าวว่า ตนบอกกำลังพลและครอบครัวกำลังพลแล้วว่าให้ออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติให้มากๆ เพื่อให้รู้ว่าทหารก็มีประชาธิปไตย และทหารพร้อมกับครอบครัวช่วยดูแลประเทศชาติ มีความตั้งใจปฏิรูปประเทศให้ลูกหลานอยู่ได้ด้วยความสุขในอนาคต ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ต่อไปจะปรับปรุงแก้ไขก็แล้วแต่ เพียงแต่ขอให้ผ่านการปฏิรูปให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ เพราะที่ผ่านมาประเทศเราล้าหลังประเทศอื่นมากในทุกเรื่อง ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.แก้ไขปัญหามาโดยตลอด
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญบ้างแล้ว พล.อ.ธีรชัย กล่าวว่า ต้องดูประชาชน ส่วนพรรคการเมืองก็คือพรรคการเมือง แสดงว่าไม่ให้เกียรติประชาชนถึงมาพูดแบบนี้ ดังนั้น ต้องให้เกียรติประชาชนว่าตัดสินใจอย่างไร จากการที่ดูร่างรัฐธรรมนูญและลงประชามติ นี่คือก้าวแรกของประชาธิปไตย
ดังนั้น ขอให้ช่วยกัน ส่วนการดูแลสถานการณ์ก่อนที่จะถึงวันลงประชามตินั้น ตนเชื่อว่าเราสามารถดูแลได้ รวมถึงกลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหว ขอให้อย่าพูดมาก เพราะ คสช.มีหลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งคนที่อยากเข้าและคนปกติจะเข้ามาอบรมในหลักสูตรได้ยาก
อย่างไรก็ตามถ้าหากพิจารณาในสนามการต่อสู้ประชามติ ย่อมมีโอกาสสูงว่าบรรดานักเลือกตั้งจะใช้สรรพกำลังที่มี โดยเฉพาะหัวคะแนนในพื้นที่ โน้มน้าวให้ประชาชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
แต่ทว่าคสช.ก็เตรียมการป้องกันด้วยการออกกฎหมายประชามติ และส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มงวด เพื่อให้การออกเสียงประชามติมีความโปร่งใสมากที่สุด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวลหากมีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้คัดค้าน เพราะใครเคลื่อนไหวก็ต้องโดนจับ ลองดูว่าโดนจับติดคุกแล้วจะว่าอย่างไร ต่างประเทศตนก็บอกไปแล้วใครทำประเทศไทยเดือดร้อน ตนเอ่ยชื่อได้หมดทุกประเทศ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองออกมาแถลงข่าว ขณะนี้แม้ไม่ได้อนุญาตก็ยังออกมาพูดกันผ่านสื่อมวลชน จึงไม่เห็นต้องเปิดเวที เปิดไปทำไมให้ด่าตนมากกว่าเดิม ถ้าไม่ให้ทำแล้วจะทำไม ทุกวันนี้เห็นแถลงกันอยู่แล้ว ถ้าแถลงแล้วจะไปจับ เอาไหม พอไปจับก็บอกว่าเดือดร้อน กฎหมายเขาเขียนไว้หรือเปล่าว่าถ้าทำให้ประชามติเสียหายก็ต้องโดนจำคุก 10 ปีไม่ใช่หรือ ไม่โดนวันนี้ก็วันหน้า ผมบอกไว้ก่อน ใครที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดนด้วย สนับสนุนการทำแบบนี้โดนทั้งหมด
เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมาที่ประชุม สนช. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ด้วยคะแนน 171 ต่อ 1 งดออกเสียง 3 เสียง ให้ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
โดยมีสาระสำคัญเรื่องการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มเติมให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และอนุกรรมการ เจ้าหน้าที่ของ กรธ. ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน โดยให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วยงานสนับสนุนและช่วยเหลือ กรธ.ในการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ
การดำเนินการของ กรธ.และเจ้าหน้าที่รัฐนั้นไม่มีความผิด เพราะไม่ถือว่าเป็นการชี้นำการออกเสียงประชามติ เพิ่มหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่นอกจากจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ให้ สนช.สามารถเผยแพร่ทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับคำถามพ่วงประชามติได้ พร้อมกำหนดให้ลงคะแนนออกเสียงประชามติ โดยใช้บัตรออกเสียงเพียงวิธีเดียว จากเดิมที่กำหนดให้ใช้ทั้งบัตรออกเสียงและเครื่องลงคะแนน
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังกำหนดบทลงโทษ กรณีมีบุคคลทำให้เกิดความวุ่นวาย หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ตลอดจนผู้ที่เผยแพร่ข้อความ ภาพและเสียงในสื่อต่างที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง โดยมุ่งหวังให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หากพบว่า มีความรุนแรง ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี หรือหากเป็นกรณีการกระทำผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
สำหรับในตามร่างพรบ.การออกเสียงประชามติ หมวด 3 การควบคุมการออกเสียงและบทกำหนดโทษ
มาตรา ๕๖ ห้ามมิให้มีการเลือกตั้ง เลขาธิการคณะกรรมการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด อนุกรรมการ ผู้อำนวยการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง กรรมการออกเสียงประจำเขตออกเสียง ผู้อำนวยการประจำหน่วยออกเสียง กรรมการประจำหน่วยออกเสียง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือ การปฏิบัติงานในการออกเสียง จงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใดเพื่อขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประการหรือคำสั่งของคณะกรรมการเลือกตั้ง
ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี
มาตรา ๕๗ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตาม พระราชบัญญัตินี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
การใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายตามวรรคหนึ่งมิให้ความหมายรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่พึงต้องปฏิบัติในตำแหน่งหน้าที่หรือตามที่ได้รับมอบหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น หรือการแนะนำหรือช่วยเหลือในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงโดยมิได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าการกระทำจะเป็นคุณโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นยุติหรือระงับการกระทำใด ที่เห็นว่าอาจทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
มาตรา ๕๘ ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด คณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง กรรมการออกเสียงประจำเขตออกเสียง ผู้อำนวยการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียง กรรมการประจำหน่วยออกเสียง คณะอนุกรรมการหรืออนุกรรมการที่คณะกรรมการเลือกตั้งหรือผู้อำนวยการการออกเสียงประจำเขตออกเสียงหรือคณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตออกเสียงแต่งตั้งในการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติงานตามวรรคหนึ่ง ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา๕๙ ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างผู้ใดขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวหรือไม่ให้ความสะดวกพอสมควรต่อการไปใช้สิทธิออกเสียงของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖๐ ผู้ใดทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับการออกเสียงโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ หรือจงใจกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้บัตรออกเสียงชำรุด หรือเสียหาย หรือกระทำการด้วยประการด ๆ แก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท
ถ้าผู้กระทำการตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานหรือเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการออกเสียงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท
มาตรา ๖๑ ผู้ใดกระทำการในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนออกเสียง ดังต่อไปนี้
(๑) ออกเสียงหรือพยายามออกเสียง โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิออกเสียงหรือไม่มีสิทธิลงคะแนนในหน่วยออกเสียงนั้น
(๒) ใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรออกเสียง มาออกเสียง
(๓) นำบัตรออกเสียงออกไปจากที่ออกเสียง
3.1 นำบัตรออกเสียงที่ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าได้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย
(๔) ทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรออกเสียง เพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นบัตรออกเสียงของตนหรือใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ใดที่บันทึกภาพบัตรออกเสียงที่ตนได้ลงคะแนนออกเสียงแล้ว
(๕) ขัดคำสั่งกรรมการประจำหน่วยออกเสียงที่สั่งให้ออกไปจากที่ออกเสียง เพราะเหตุที่ผู้นั้นขัดขวางการออกเสียงตามมาตรา ๑๕ วรรค 3
(๖) นำบัตรออกเสียงใส่ในหีบบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนออกเสียงโดยผิดไปจากความจริงหรือกระทำการใดดันเป็นเหตุให้มีบัตรออกเสียงเพิ่มขึ้นจากความจริง
(๗) (7) กระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถใช้สิทธิได้หรือขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไป ณ ที่ออกเสียง หรือเข้าไป ณ ที่ออกเสียงหรือมิให้ไปถึง ณ ที่ดังกล่าว ภายในกำหนดเวลาที่จะออกเสียง
(๘) (8) ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียง หรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรคแก่การออกเสียง
(๙) ผู้ใดกระทำการตาม (1) (2) (3) (3/1) (4) หรือ (5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดกระทำการตาม (6) (7) หรือ (8) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
มาตรา 62 ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้
(๑) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้ออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
(๒) ให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง
(๓) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิดในวัน เวลา ที่ออกเสียงหรือวิธีการลงคะแนนออกเสียง
(๔) เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ ทำให้สูญหาย ทำให้ไร้ประโยชน์ นำไปหรือขัดขวางการส่งหีบบัตรออกเสียงหรือบัตรออกเสียง เว้นแต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย
(๕) เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆ อันมีผลเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง
(๖) เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง
(๗) ขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตออกเสียงระหว่างเวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดวันออกเสียง
ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ผู้ใดกระทำการตาม (๑)(๒)(๓) หรือ (๔)(๕) หรือ (๖) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้
ในกรณีกระทำความผิดตาม (๑)(๒)(๓) หรือ (๔)(๕) หรือ (๖) เป็นการกระทำความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี
ผู้ใดกระทำการตาม (๗) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีที่ผู้กระทำตาม (๖) เป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถ้าได้แจ้งถึงการกระทำดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
มาตรา ๖๓ ผู้ใดจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียงเพื่อการออกเสียงหรือนำกลับไปจากที่ออกเสียงโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารยานพาหนะหรือค่าจ้างซึ่งต้องเสียตามปกติ หรือจัดให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียง หรือกลับจากที่ออกเสียง เพื่อจูงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไปลงคะแนนหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี
บทบัญญัติในมาตรานี้ มิให้ใช้ข้อบังคับแก่การที่หน่วยงานของรัฐจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิออกเสียง
มาตรา ๖๔ ผู้ใดเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงระหว่างเวลาเจ็ดวันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖๕ กรรมการประจำหน่วยออกเสียงผู้ใดจงใจนับบัตรออกเสียงหรือคะแนนในการออกเสียงให้ผิดไปจากความจริง หรือรวมคะแนนให้ผิดไป หรือกระทำด้วยประการใดๆ โดยมิได้มีอำนาจกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายให้บัตรออกเสียงชำรุดหรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสียหรือกระทำการด้วยประการใดๆ กาบัตรเสียเพื่อให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ หรืออ่านบัตรออกเสียงให้ผิดไปจากความจริงหรือทำรายงานการออกเสียงไม่ตรงความจริง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
มาตรา ๖๕/๑ ในกรณีศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาที่สุด
มาตรา ๖๕/๒ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษผู้ใดตามฐานกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และผู้นั้นเป็นผู้กระทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอันเป็นเหตุให้ต้องมีการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงใดให้ศาลมีคำพิพากษาว่าผู้นั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับการออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้ต้องมีการออกเสียงใหม่นั้นด้วย
