จับตา "คสช." จะจัดการอย่างไร !? กับขบวนการคว่ำร่างรธน. ออกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ !!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

การออกมาเคลื่อนไหวต่อร่างรัฐธรรมนูญ เพราะและแล้วประเด็นนี้ก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ ว่าจะมีกลุ่มขบวนการที่ออกมาเคลื่อนไหว รณรงค์ให้เกิดการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

 

 

 


แม้ว่ารัฐบาลคสช.จะมีการออกกฎหมายปประชามติซึ่งหากผู้ใดกระทำความผิดจะมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี ออกมาก็ตาม

 


ล่าสุดพบว่ามีการจับกุมดำเนินคดี กับบุคคลจำนวนหนึ่ง และในการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์ พบว่า กลุ่มบุคคลที่ถูกจับกุมต่างมีเบื้องหน้าเบื้องหลังและมีการทำงานที่เป็นระบบ

 


นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง เดินทางมาแจ้งความดำเนินคดี ที่ สน. ทุ่งสองห้อง โดยนายสมชัย เปิดเผยว่า วันนี้มาแจ้งความดำเนินคดีกับกองทุนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น โดยกองทุนแห่งนี้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ที่มีความรุนแรง หยาบคาย ก้าวร้าว มีเจตนาที่จะชักจูงให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 61 วรรค 2 มีโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี โดยตนได้นำรายละเอียดของการโพสต์ข้อความและข้อมูลของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้สั่งการกลุ่มดังกล่าว มายื่นให้กับพนักงานสอบสวน

 


แม้ว่ากลุ่มนี้จะมีการลบข้อความไปแล้วก็ตาม แต่หลักฐานยังมีการถ่ายเอกสารมาอยู่ หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง มาสอบสวน โดยการแจ้งความครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างสร้างสรรค์ ไม่ก้าวร้าว รุนแรง ข่มขู่ผู้อื่น

 


การโพสต์ข้อความว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนเหตุผลทางวิชาการ ไม่มีลักษณะถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย และไม่โน้มน้าว ไม่ชักจูง ปลุกระดม ข่มขู่ผู้อื่น โดยหวังผลให้ออกเสียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากประชาชนพบเห็นถ้อยคำที่มีลักษณะดังกล่าว สามารถนำหลักฐานมาแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง ไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อกกต.

 


ขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า วันนี้ตนได้บังเอิญมาเจอกับนายสมชัย ซึ่งท่านได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษกรณีที่มีการโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กก็ถือโอกาสได้สั่งกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน ตามที่กล่าวหาว่ากระทำผิดตาม

 


มาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากการกระทำดังกล่าวเข้าฐานความผิดก็ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย อยากจะย้ำเตือนทุกคนว่าช่วงนี้อยู่ระหว่างที่ พ.ร.บ.ประชามติ มีผลใช้บังคับแล้ว

 


 ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นใดก็ต้องอยู่ในกรอบของข้อกฎหมาย ส่วนตัวไม่มีความกังวลว่าจะมีการฟ้องร้องกันมากขึ้น เพราะทุกอย่างอยู่ที่ข้อเท็จจริง หากเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรแอบแฝงก็คงไม่มีปัญหาใด เพราะเชื่อว่ากฎหมายจะช่วยให้ทุกอย่างสงบเรียบร้อย ตนมีหน้าที่รักษากฎหมาย รักคนไทยทุกคน อยากให้ทุกคนเดินหน้าร่วมกันเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุข เพื่อประเทศไทยจะได้น่าอยู่และน่าท่องเที่ยว และคนจะได้มาเที่ยวประเทศมากๆ เศรษฐกิจก็จะได้ดีด้วย

 

 


กรณีการแจ้งความดำเนินเนินคดีของกกต. ปรากกฏว่าได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่นโดยเป็นทหารจาก มทบ.23 ค่ายศรีพัชรินทร์ ที่ได้เข้าไปจับกุม สองผู้ต้องหา เบื้องต้นพบว่าโพสข้อความขัดคำสั่งคสช.

 


พ.อ.สมชาย ครรภาฉาย รอง ผบ.มทบ.23 ในฐานะรองหัวหน้ากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่น ทำบันทึกการเชิญตัวนายหฤษฎ์ มหาทน อายุ 25 ปี ชาวบ้าน ม.14 ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น และ นายนิธิ กุลทัศนศิลป์ อายุ 26 ปี ชาวบ้าน ซ.ลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กทม.เพื่อมาพูดคุยและทำความเข้าใจ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ กทม. โดยที่ มทบ.23 ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและบุคคลภายนอกเข้าในพื้นที่เด็ดขาด

 


พ.อ.สมชาย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจาก คสช. ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อเชิญตัวบุคคลทั้ง 2 คน มาพูดคุยและทำความเข้าใจ โดยพบว่าทั้งคู่เป็นสมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยใหม่และพลเมืองโต้กลับ

 


ขณะที่ในขั้นตอนการสอบสวนหรือพูดคุยนั้น มีการบันทึกประจำวันและลงในเอกสารจากชุดปฏิบัติการจากส่วนกลางทั้งหมด เจ้าหน้าที่พื้นที่ไม่ได้เข้าร่วมสอบสวนด้วย ทราบเพียงว่าทั้ง 2 คน มีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังจากคณะทำงานมีการตรวจพบว่ามีการโพสต์ข้อความในเชิงต่อต้านการทำงานของรัฐบาล

 


จากข้อมูลที่มีพบว่าทั้ง2 คนอยู่ในกลุ่มของทนายอานนท์ นำภา จัดอยู่ในกลุ่มประชาธิปไตยใหม่และพลเมืองโต้กลับ นายหฤษฎ์ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Harit Mahaton จบการศึกษารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ดำเนินกิจการเป็นเจ้าของร้านราเมง และร้านข้าวมันไก่ เคยเป็นอดีตนักข่าว นักเขียนนิยาย และเป็นหุ้นส่วน พะโล้สำนักพิมพ์ มีการตรวจยึดสิ่งของประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ แท็ปแรต 1 เครื่องและโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

 


ขณะที่นายนิธิ เป็นเจ้าของเฟชบุคชื่อ Nithi Kooltasnasilp และเป็นผู้จัดการร้านราเมง “คุโรเนโกะ” เจ้าหน้าที่ตรวจยึด คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร เป็นต้น ซึ่งในการเชิญตัวมาปรับทัศนคติ และพูดคุยทำความเข้าใจ คณะทำงาน คสช.ได้ขออายัดตัวและนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม หากมีการสอบสวนและมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้วจะต้องถูกส่งตัวมาขึ้นศาลทหารที่ มทบ.23ต่อไป.

 


พ.อ.สมชาย กล่าวอีกว่า ตามอำนาจของชุดปฏิบัติการตามคำสั่งที่ 13 ของ คสช. ที่นายทหารตั้งแต่ยศ ร.ต. สามารถควบคุมตัวหรือจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้นั้น ซึ่งบุคคลทั้ง 2 คณะทำงานจาก คสช. มีการประสานการทำงานร่วมกับทหารในพื้นที่ และมีการเฝ้าติดตามพฤติกรรมการโพสต์ข้อมูลหรือเขียนข้อความที่ขัดต่อคำสั่งของ คสช.

 


อย่างไรก็ตาม ในการเชิญตัวมาปรับทัศนคติและพูดคุยทำความเข้าใจนั้น คณะทำงาน คสช. ได้ขออายัดตัวและนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งในอำนาจหน้าที่นั้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ 7 วัน จากนั้นก็จะดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ต่อไป

 


เป็นที่น่าแปลกใจว่าการแจ้งความดำเนินคดีของกกต.และการจับกุมของทหาร มีที่มาจากจังหวัดขอนแก่นเหมือนกันและจากคำพูดของนายสมชัย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ระบุว่า เป็นการมาแจ้งความจับกองทุนกองทุนหนึ่ง

 


ซึ่งจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ ที่คดีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่นผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ มีความเชื่อมโยงกับ กองทุนกองทุนหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงมีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ว่าทั้ง 2 คดีนี้ อาจจะมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งถ้าใช่ก็จะหมายความว่าคนกลุ่มนี้มีความเคลื่อนไหวที่เป็นขบวนการอย่างชัดเจน

 


จากการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์ ไปที่ Facebook ของ นายนิธิ กุลทัศนศิลป์

 

พบว่า เป็น Facebook ธรรมดาทั่วไป มีผู้ติดตาม 161 คน

 


โดยจากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า นายนิธิ กุลทัศนศิลป์ ทำงานอยู่ที่ Clover Ever ซึ่ง รูปปก Facebook มีการขึ้นข้อความว่า  Clover Group Anywhere We Can Grow  เข้าสู่ปีที่ 9 ก้าวสู่ความสำเร็จ ใครเจอเราคนนั้นโชคดี

 


ซึ่งในที่นี่ก็จะหมายถึงกลุ่มกลุ่มหนึ่งที่มีการพูดถึงในการจับกุมดำเนินคดี

 


โดยจากการตรวจสอบเพิ่มเติมของ กลุ่มClover Group เป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม , ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า , ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวของ ,ผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้าน , ผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่มล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีข้อดีแตกต่างกันไปตามกลุ่ม ธุรกิจเคลือข่ายผู้บริโภคใช้สินค้าเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ดังนั้นเราก็ควรศึกษาและทดลองใช้ก่อน รู้ถึงประโยชน์ใช้สอยต่างๆ เพื่อสามารถบอกต่อเพื่อนๆได้อย่างเกิดความประทับใจ เป็นธรรมชาติน่าใช้ เพราะเราถ่ายทอดผ่านความรู้สึกครับ

 


นอกจากนี้จากการตรวจสอบเพิ่มเติม กลุ่มClover Group มีเว็บไซด์ที่ชื่อว่า  http://www.myclover.com/ โดยได้มีการพรีเซน วีดีโอ เอาไว้ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ  โดยมีการโปรโมทให้เห็นถึงความสำเร็จของบุคคลต่างๆ ที่เข้ามาร่วมทำธุรกิจ ในรูปแบบการขายตรง

 


นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ควบคุมตัว นายหฤษฎ์ มหาทน ซึ่งจากการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์  พบว่า เป็น Facebook ธรรมดาทั่วไป มีผู้ติดตาม 5,873 คน

 


และเนื้อหาใน Facebookหฤษฎ์ มหาทน ก็เป็นการโพสต์ข้อความที่ เกี่ยวข้องกับ ประเด็นทางการเมือง ทั้งสิ้น

 


เพราะฉะนั้นจากข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏก็ต้องจับตามองกันต่อไปว่าการจับกุมผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว ฝ่าฝืนคำสั่งคสช.และขัดกฎหมายประชามตินั้น เป็นการกระทำในนามบุคคลหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ทำเป็นขบวนการ

 


เพราะขณะเดียวกันตอนนี้เริ่มมีการทยอยจับกุม กลุ่มบุคคลที่ทำผิดกฏหมายในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 


พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย ที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จำนวน 10 คน แบ่งเป็นในกรุงเทพมหานคร 8 คน และ ขอนแก่น 2 คน โดยมีการเฝ้าติดตามพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของบุคคลกลุ่มนี้มาในระยะหนึ่งจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเมื่อมีหลักฐานที่ชัดเจนจึงต้องเข้าดำเนินการ ในขั้นแรกอยู่ในควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารไม่เกิน 7 วันเป็นไปตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557

 


ทั้งนี้ในกระบวนการสืบสวน มีเจ้าหน้าที่ของ คสช. กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมดำเนินการด้วย สำหรับช่วงที่อยู่ในการควบคุมนั้น ทางเจ้าหน้าที่ทหารจะเน้นหนักไปที่มาตรการขอความร่วมมือ หารายละเอียดข้อมูล พูดคุย เพื่อดูว่าเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร ตั้งใจ เจตนา มีการจ้างวานหรือไม่ มีความเชื่อมโยงอย่างไร ในระยะที่สอง ก็จะดูพฤติกรรมด้วยว่าจะมีการดำเนินคดีหรือไม่ และต้องดูองค์ประกอบเพิ่มด้วย

 


ซึ่งทั้งหมดที่ควบคุมตัวเรามีหลักฐานที่เข้าข่ายจะดำเนินคดีได้อยู่แล้ว ส่วนบุคคลที่ถูกควบคุมตัวที่ จ.ขอนแก่น 2 รายนั้นจะมีการส่งตัวมาที่กรุงเทพฯ ที่ผ่านมาก็จะส่งมาที่ มณฑลทหารบกที่ 11 ( มทบ.11) แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามาถึงหรือยัง

 


อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เป็นช่วงของการแจ้งเตือนด้วยว่า ทุกฝ่ายต้องระมัดระวัง ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งคงออกระเบียบวิธีการออกมาทาง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ก็บอกแล้วว่าแม้จะแสดงความคิดเห็นได้แต่ต้องอยู่ในกรอบและ ช่องทาง โดยพิจารณาจากเนื้อหาไม่ให้ขัดกับเงื่อนไขกฎหมาย
 

 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็ดูภาพรวม ในทุกเรื่อง ทุกประเด็น ไม่ได้เจาะจงกลุ่มใดเป็นพิเศษ เราก็พยายามทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมาย เจ้าหน้าที่ทำงานเปิดเผย แต่ถ้าใครหยิบยกตรงนี้เป็นประเด็น สังคมก็มองออกว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์

 


ส่วนการจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามการตั้งข้อสังเกตของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่มองว่ามีการจับกุมเฉพาะกลุ่มหรือไม่นั้น ตนคิดว่า ไม่ใช่ เพราะผู้ต้องสงสัยล่าสุดเกิดจากเฝ้าติดตามพฤติกรรมมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ได้ดูพฤติกรรมเฉพาะเจาะจง เมื่อมีข้อมูลเพียงพอเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการ

 


ทั้งนี้จากการตรวจสอบเพิ่มเติม ของสำนักข่าวทีนิวส์  ทราบชื่อผู้ที่ถูกจับกุมคือ

1. นพเกล้า คงสุวรรณ นักกิจกรรม ผู้จัดรายการประชาชน 3.0 ร่วมกับ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด

2. ศุภชัย สายบุตร

3. วรารัตน์ เหม็งประมูล

4. หฤษฏ์ มหาทน อดีต นักเขียน และร่วมหุ้นเปิดร้านราเมงในจังหวัดขอนแก่น และร้านข้าวมันไก่ใน สปป.ลาว

5. นิธิ กุลธนศิลป์ อายุ 26 ปี ผู้จัดการร้านราเมงของหฤษฏ์

และอีก 5 คนอยู่ในระหว่างการตรวจสอบรายชื่อ

 


และสืบเนื่อง กับกรณีทหารบุกจับบุคคลข้างต้นใน วันนี้ ทำให้นาย อานนท์ นำภา  แกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับและทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน  ออกมาเคลื่อนไหว ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยระบุว่าจะยืนเฉยๆ เพราะไม่เห็นด้วยกับกรณีทหารบุกจับพลเมือง

 


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2559 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว มีข้อห้ามที่น่าสนใจยกตัวอย่างเช่น

 


มาตรา ๖๑ ผู้ใดกระทําการดังต่อไปนี้


(๑)ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย


(๒) ให้ เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือ
ผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง


(๓) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สําคัญผิดในวัน เวลา ที่ออกเสียงหรือวิธีการลงคะแนนออกเสียง


(๔) เปิด ทําลาย ทําให้เสียหาย ทําให้เปลี่ยนสภาพ ทําให้สูญหาย ทําให้ไร้ประโยชน์ นําไปหรือขัดขวางการส่งหีบบัตรออกเสียงหรือบัตรออกเสียง เว้นแต่เป็นการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย


(๕) เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใด ๆ อันมีผลเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง


(๖) เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อจะไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอยางใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง


(๗) ขาย จําหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตออกเสียงระหว่างเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกาของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดวันออกเสียง

 


ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 


ผู้ใดกระทําการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้

 


ในกรณีการกระทําความผิดตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) เป็นการกระทําความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดสิบปี

 


ผู้ใดกระทําการตาม (๗) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ

 


ในกรณีที่ผู้กระทําการตาม (๖) เป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่น ถ้าได้แจ้งถึงการกระทําดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายก่อนหรือในวันออกเสียง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง