พิสูจน์การทำหน้าที่สื่อสารมวลชนของ "ทีนิวส์" ..กับข้อครหา "นักล่าแม่มด" ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


จากกรณีที่ นางสาวพัฒน์นรีหรือหนึ่งนุช ชาญกิจ หรือแม่จ่านิวถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมซึ่งท้ายสุดศาลทหารอนุญาตประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

 

 

 


ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูกพูดถึงอย่างหนักในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาและก็มีบทบาทการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนของสำนักข่าวทีนิวส์นั้นเข้าไปอยู่ในการวิพากษ์ วิจารย์นั้นด้วยว่านี่คือการนำเสนอข่าวจากมืออาชีพที่แท้จริง หรือเป็นนักล่าแม่มดตามที่ฝ่ายตรงกันข้ามพยายามจะกล่าวหา

 


ทั้งนี้หากย้อนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าวทีนิวส์ก็ได้มีการเปิดประเด็นออกมาว่าจากกรณีที่มีการจับตัวนายบุรินทร์ อินตินนั้นซึ่งผู้ต้องหาก็มีการรับสารภาพว่า ตนเข้าร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับตั้งแต่19กันยายน 2558 จากนั้นจึงมีโอกาสรู้จักกับนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว และติดต่อพูดคุยกันมาตลอด จนรู้จักกับแม่จ่านิว และแชตพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊ก ชื่อ “Nuengnuch chankij” ในทำนองว่าร้ายสถาบันจริงเนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตนโพสต์ข้อความต่างๆผ่านโทรศัพท์และโพสต์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 เมษายนก่อนถูกจับกุม

 


ซึ่งในประเด็นดังกล่าวในรายการยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบก็ได้เคยระบุไว้ว่าทีนิวส์มีหลักฐานพร้อมกับเตือนให้จ่านิวและแม่ระวังจะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญาตาม ม.112

 


ปรากฏว่าเพียงสองสามวันต่อมา ศาลทหารกรุงเทพได้อนุมัติหมายจับที่ 36/2559 ตามคำขอขอพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.)ให้จับกุม นางพัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดา ของนายสิรวิชญ์

 


 

ทั้งนี้ กรณีที่ทางพนักงานสอบสวน ปอท. ขออนุมัติออกหมายจับน.ส. พัฒน์นรี เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า น.ส.พัฒน์นรี ได้ร่วมกับนายบุรินทร์ อินติน สมาชิกกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลทหารฯอีกรายนั้น ร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

 


จากที่มาที่ไปดังกล่าวก็ทำให้การทำงานของสื่อสารมวลชนอย่างทีนิวส์ได้รับการพูดถึงอย่างมากว่าล่วงรู้ข้อมูลล่วงหน้าได้อย่างไร

 


ซึ่งทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็ขอยืนยันกับท่านผู้ชมว่าการรับรู้ข้อมูลล่วงหน้าของสำนักข่าวทีนิวส์นั้นไม่ได้เกิดการไปสนิทสนม หรือ รู้จักกับเจ้าหน้าที่แต่เป็นการมองสถานกรณืข่าวด้วยความเข้าใจและก็เป็นการหยิบเจ้าข้อมูลมาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายบุรินทร์ที่ปรากฎอยู่ในข่าวสารทั่วไปอยู่แล้ว

 


แต่หลังจากนั้นก็มีประเด็นที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาทางมติชนก็มีการเสนอข่าวโดยการนำวาทกรรมคำว่า “จ้า” ขึ้นมาเป็นตัวชูโรงว่านางสาวพัฒน์นรีถูกดำเนินคดีเพียงเพราะคำว่า จ้า คำเดียว

 


ทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็เลยมีการนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมว่าการนำเสนอของมติชนไม่ตรงตามมติชนทั้งหมดจนสร้างให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการดำเนินการของสำนักข่าวที่นิวส์อย่างกว้างขว้าง

 


ในขณะที่สังคมกำลังจับตามองคดีที่น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ หรือแม่จ่านิว กรณีโดนข้อหาม.112 และสงสัยว่า แม่จ่านิวคุยกับอะไรผ่านโปรแกรมแชทกับนายบุรินทร์ อินติน ผู้ต้องหาม.112 ที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ เพราะนายบุรินทร์ได้รับสารภาพว่า มีการคุยแชทกับแม่จ่านิวในทำนองว่าร้ายสถาบันจริงปรากฏว่าล่าสุดเป็นเฟซบุ๊คแฟนเพจมติชนสุดสัปดาห์ได้เปิดเผยข้อมูลโดยอ้างว่าท้ายคำร้องของปอท.ที่ขอให้ออกหมายจับนั้นระบุว่า

 


"โดยระหว่างที่พูดคุยกับนายบุรินทร์ อินติน ใช้คำว่า 'อย่าว่าผมนะที่คุยแบบนี้' แต่ผู้ที่ใช้ชื่อว่า 'Nuengnuch Chankit' ตอบกลับด้วยคำว่า 'จ้า' ย่อมแสดงให้เห็นว่ายอมรับและเห็นด้วยกับการโพสต์ข้อความของนายบุรินทร์

 


ดังนั้น พฤติการณ์และการกระทำของผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ 'Nuengnuch Chankit' จึงมีส่วนร่วมกับนายบุรินทร์ ในการโพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วย

 


ซึ่งหากผู้ที่ใช้ชื่อว่า 'Nuengnuch Chankit' ไม่เห็นด้วยกับการโพสต์ข้อความของนายบุรินทร์ ก็ย่อมจะต้องห้ามปรามหรือตำหนิ ต่อว่าให้หยุดการกระทำดังกล่าว แต่กลับตอบกลับด้วยคำว่า 'จ้า' ซึ่งหมายถึงการยอมรับ"

 


จากนั้นมติชนสุดสัปดาห์ก็ขยายความต่อเรื่องคำว่า “จ้า” ในทำนองว่า แค่คำว่าจ้าก็ทำให้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการนำเสนอข้อมูลที่แฝงเอาไว้ด้วยความตั้งใจไม่บริสุทธิ์ เพราะการทำข่าวแบบนี้ จะทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดต่อทั้งม.112 ศาลทหาร และมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมไทย

 


ไม่เพียงเท่านั้น เจตนาอันไม่บริสุทธิ์นี้ ยังมีการโหมกระแสด้วยการทำแบนเนอร์ หรือแม้แต่ การนำเอาคำว่าจ้านี้ไปเล่นในรูปแบบต่างๆ อาทิ จ้า (สว่างจ้า) เป็นต้น

 

 

คราวนี้ลองมาพิจารณาการตอบคำถามของตร.ปอท.ต่อประเด็นคำว่า “จ้า”และมติชนอาจถูกฟ้อง

 


พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผกก.การ 3 กองคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โลกโซเชียลมีการแชร์ว่า แม่จ่านิวมีการพิมพ์คำว่า จ้า อย่างเดียว เรายืนยันไหมครับว่าก่อนหน้านั้นเนี่ยมีการพิมพ์ข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาทหมิ่นสถาบันด้วยอย่างที่เรียนให้ทราบนะว่าผมคงตอบรายละเอียดของข้อความเนื้อหาไม่ได้  แต่ผมยืนยันว่าการพูดคุยสนทนาของสองคนนี้เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มีการพูดคุยสนทนากัน แล้วแม่จ่านิวมีการพิมพ์ข้อความที่เป็นเชิงเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทรึเปล่าอันนี้เป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวนซึ่งเราคงตอบไม่ได้

 


พ.ต.อ.โอฬาร กล่าวต่อว่า ผมนำเสนอไม่ได้ เจ้าพนง.ที่เป็นการสืบสวนสอบสวนไม่ได้เลยแต่เราสามารถให้ข้อเท็จจริงในการดำเนินตามกฎหมายได้  การดำเนินการตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นความผิด   แต่จะให้ข้อมูลหรือข้อมูลในสำนวนคดีซึ่งมีรายละเอียดอย่างนั้นไม่ได้

 


คือปกติการดำเนินคดีของตำรวจ เราไม่ตีความ เรายืนยันตามตัวบทกฎหมาย ตามตัวประกอบความผิด เราจะเอาพฤติการณ์แห่งการกระทำของแต่ละคน มาเข้าองค์ประกอบความผิตดามกฎหมาย แล้วถึงจะพิจารณาดำเนินการตาม ป.วิอาญา ต่อไปซึ่ง  การที่จะบอกว่าพิมพ์แค่ จ้า อย่างเดียวแล้วบอกไปติดคุกติดตาราง อันนี้ เป็นการนำเสนอให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงผู้ที่นำเสนออาจจะถูดกดำเนินคดีได้ เพราะฉะนั้นขอให้ใช้ความระมัดระวัง    ในเรื่องที่เราจะพูดในสิ่งที่เราจะพูด ไปโดยไม่มีข้อมูลจริงๆ อาจจะมีผลต่อตัวเราเอง และเราต้องยอมรับผลแห่งการกระทำนั้น

 


และที่สำคัญจากการตรวจสอบข้อมูลของสำนักข่าวทีนิวส์พบอีกว่าในช่วงบทสนทนาระหว่างแม่จ่านิวกับนายบุรินทร์ซึ่งพบเนื้อหาหมิ่นสถาบันนั้นมีความยาวตั้งแต่ 22.23-22.35 รวมระยะเวลากว่า 12 นาที และตอบแชทกันไปมาถึง 9 ครั้ง เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่า มีการคุยกันแบบต่อเนื่อง และมีเนื้อหาเป็นจำนวนมาก การนำเสนอของมติชนแค่คำว่า “จ้า” นั้นจึงเป็นการเลือกนำเสนอเพียงส่วนเดียวเพื่อชี้นำผู้อ่าน จนอาจเข้าใจผิดในสาระสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด

 


จากกรณีของแม่จ่านิวจนมาถึงคำว่าจ้านั้นจนมาถึงการถกเถียงในโลกโซเชียลแบบหนักหน่วงนั่นก็คือจากกรณีที่นายสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ นิ้วกลมได้ออกมาโพสต์ข้อความว่าระวังการเมืองไทยจะย้อนกลับไปเหมือนวันที่ 6 ตุลาคม เนื่องจากมีคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างและจะนำไปสู่การเผชิญหน้า ซึ่งเรื่องนีก็นำมาสู่การให้ข้อมูลเชิงความคิดอย่างหนักหน่วง

 


นายสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ “นิ้วกลม”  นักคิด นักเขียนชื่อดัง ได้ขึ้นข้อความแสดงความเห็น  ต่อประเด็นดังกล่าวว่า  “จากที่เคยสัมภาษณ์ผู้ใหญ่หลายท่านที่เล่าบรรยากาศก่อนและหลัง 6 ตุลา 19  ให้ฟัง  ก็จินตนาการไม่ชัดเจน และไม่เคยคิดว่าจะต้องสัมผัสกับบรรยากาศเมื่อสี่สิบปีก่อนด้วยตนเอง แต่มันคล้ายเหลือเกิน  ยิ่งอ่านคอมเมนต์และการเขียนสเตตัสจากบางแหล่งบางเพจ ก็ยิ่งรู้สึกว่า การไม่เรียนรู้ความผิดพลาดจากอดีตเป็นเรื่องน่ากลัวเหลือเกิน นั่นเป็นเหตุผลที่อดีตยังคงวนเวียนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยตัวละครหน้าใหม่ที่สวมวิญญาณเดิม รอยเลือดที่ถูเช็ดล้างโดยไม่อธิบายให้คนรุ่นหลังฟัง ไม่บรรจุไว้ในตำรา ก่อร่างสร้าง “คนแบบนั้น” ขึ้นอีกครั้ง คนที่พร้อมจะทุบตีผู้ที่ถูกแขวนคอกับต้นมะขามด้วยเก้าอี้ รวมถึงคนที่ยืนเชียร์ยืนยิ้มด้วยความสะใจ เดือนตุลาอยู่ไม่ไกลจากวันนี้ ”

 


ต่อมาไม่นานนักก็มีผู้เข้าไปแสดงความเห็น และหนึ่งในนั้นมีผู้ใช้ชื่อเพจว่า  Wathin Chatkoon  ได้คอมเมนต์ด้วยข้อความถึง  “นิ้วกลม”  ว่า   “ขุ่นน้องนิ้วกลมครับ  ขุ่นน้องจะไม่เห็นด้วยกับ จ้า ยังไงเป็นเรื่องของขุ่นน้องนะครับ  ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้า  แต่ขุ่นน้องไม่ต้องอ้างประวัติศาสตร์ขึ้นมา ? #?สวมมโนตัวเอง  แหกตาดูก่อนนะครับขุ่นน้อง แหกตาดูเรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ๆไม่ต้องย้อนไปไกลถึงสี่สิบปี ไอ้พวกที่จะมาล้อมปราบ ไอ้พวกที่จัดม็อบชนม็อบมานะครับ ไอ้เหี้ย ?#?พวกมึงทั้งนั้น มือปืนชุดดำไอ้พวกฮาร์ดคอร์ ไอ้โกตี๋ พวกกูลูกเด็กเล็กแดงนั่งรับลูกระเบิดแม่งตายห่าไปกี่คนแล้ว


การไม่เรียนรู้อดีตเป็นเรื่องน่ากลัว


การเรียนรู้อดีตแบบงูๆปลาๆเป็นเรื่องผิดพลาด

 


สร้างความตะลึงงันจากผู้พบเห็นในบทโต้ตอบที่แหลมคมทางการเมืองยิ่งเพราะเป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวคิดต่อสถานการณ์การเมือง 2 ช่วงเวลาที่มีความแตกต่างในหลายมิติ ..

 

ขณะที่ทางด้าน พล.ท.นันเดช  เมฆสวัสดิ์  อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ  เป็นคนหนึ่งที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว  ใจความสำคัญว่าจากกรณีที่นักเขียนคนหนึ่งชื่อ "นิ้วกลม" ออกมาให้ความเห็นในลักษณะที่ว่า  "เหตุการณ์ในปัจจุบันนั้น  เริ่มเดินไปในแนวทางเหตุการณ์  6ต.ค.19 แล้ว "

 


ความเห็นดังกล่าวของ  “นิ้วกลม”  ถูกคัดค้านกันอย่างแพร่หลาย  ส่วนหนึ่งมาจาก ตัว "นิ้วกลม" เองตอนเกิดเหตุการณ์ 6 ต.ค.19   ยังไม่รู้ว่าอดน้ำนมหรือยัง แต่ดัน  “จับแพะชนแกะ”  มโนเขียนกันขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว จึงขอชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าวสักนิดหนึ่ง

 


(1)เรื่อง6ตุลา มันเกิดขึ้นมาเพราะ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับบทบาทของนักศึกษาในตอนนั้น ที่เข้าไปมีบทบาท ยุ่งกับ การบริหารงานของรัฐบาลเกือบทุกเรื่อง รวมถึงกลัวการเข้าไปแทรกแทรงจาก พคท.ด้วย  ดังนั้นเมื่อ มีเรื่องก็เลยอยู่เฉยๆไม่ออกมาช่วย นักศึกษา ไม่เหมือนตอนเกิดเหตุ14ตุลาที่ประชาชนร่วมใจกันสนับสนุน  อย่างพร้อมเพียง  มันยังมีมากกว่านั้นอีกนะ

 


(2) เหตุการณ์ในปัจจุบัน มันต่างกันอย่างฟ้ากับดิน เพราะ มันเป็นการแย่งชิง ของกลุ่มทุนสามานย์   เพื่อกลับเข้ามามีอำนาจอีก และ พยายามป้องกันตัวเองให้พ้นจากเรื่องทุจริตทั้งหลาย ที่เคยก่อไว้ ไม่มีเงื่อนไข ประชาชาติบ้าบออะไร นอกจากเงื่อนไขของคนกลุ่มเล็กไม่เกิน30คนพยายามเอาตัวรอดจากความผิดเท่านั้น !!!

 


ก่อนจะเขียนอะไรก็ออกจากกะลา หรือ ถอดแว่นสีแดง ออกเสียก่อน แล้วจะเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้น  โลกปัจจุบันนี้ไม่เหมือนเดิม หลอกใคร ไม่ได้ง่ายๆอีกแล้วครับ !!!

 


เกี่ยวกับข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ต้องจับตาดูว่าเหตุการณ์จะย้อนไปเหมือน วันที่ 6 ตุลา 19 หรือไม่และเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนอย่างสำนักข่าวทีนิวส์นั้นจะเดินหน้าไปทิศทางใด ติดตามได้ในรายการ ยุคลถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ คืนนี้เวลา 20 นาฬิกา