- 09 พ.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ยิ่งนับถอยหลังการทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม สถานการณ์การเมืองช่วงก่อนทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังคงร้อนแรงจากผู้เห็นต่าง และมีความพยายามที่จะผูกเงื่อนปมการสร้างความวุ่นวาย
ขณะเดียวกันถ้าดูถึง เรื่อง "คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทย หลังได้ร่าง รัฐธรรมนูญ" วันนี้มี กรุงเทพโพลล์ ได้ทำการสำรวจ ซึ่งมีผลดังต่อไปนี้
กรุงเทพโพลล์ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทย หลังได้ร่างรัฐธรรมนูญ" พบว่า
คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 22.7
คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 19.1
คะแนนนิยมพรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 2.1
คะแนนนิยมพรรครักประเทศไทย ร้อยละ 1.3
คะแนนนิยมพรรคพลังชล ร้อยละ 0.8
เมื่อถามเฉพาะผู้ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ว่า "หากมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านชื่นชอบหรืออยากได้ใครมาเป็นหัวหน้าพรรค" พบว่า
ร้อยละ 59.6 อยากได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นหัวหน้าพรรค
ร้อยละ 22.5 อยากได้ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ
ร้อยละ 11.0 อยากได้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ร้อยละ 6.9 ไม่แน่ใจ
เมื่อถามด้วยคำถามเดียวกันกับฐานเสียงพรรคเพื่อไทย พบว่า
ร้อยละ 72.0 อยากได้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเป็นหัวหน้าพรรค
ร้อยละ 12.0 อยากได้ นายวีรพงษ์ รามางกูร
ร้อยละ 2.0 ที่อยากได้ นายชัยเกษม นิติสิริ
ร้อยละ 14.0 ไม่แน่ใจ
ขณะที่ อีสานโพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง คนอีสานกับร่างรัฐธรรมนูญ 2559 โดยพบว่า คนอีสานร้อยละ 54.3 ยังเข้าใจเนื้อหาภาพรวมรัฐธรรมนูญน้อยกว่าร้อยละ 20 คนอีสาน ร้อยละ 55 เห็นว่าควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาล อย่างมีเสรีภาพ และร้อยละ 56.5 ไม่เห็นชอบกับคำถามพ่วงประชามติ
แน่นอนว่าหลายภาคส่วนตอนนี้หวังให้การลงประชามติเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และก็ยังมีการเสนอออกพ.ร.ก.รอการกำหนดโทษเพื่อการปรองดอง
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เสนอออกพ.ร.ก.รอการกำหนดโทษเพื่อการปรองดอง โดยให้ใช้มาตรา 44 ถอนฟ้องในคดีความผิดเล็กน้อย หรือมีเจตนาไม่ร้ายแรง หรือ 2.ให้ออก พ.ร.บ.หรือพ.ร.ก.นี้ ทำให้คดีสิ้นสุดทันทีโดยไม่ต้องมีการตัดสินคดีหรือฟังคำพิพากษานั้นว่า
ส่วนตัวตนคิดว่าเป็นความคิดที่ดี ถือเป็นการเยียวยาประชาชนที่ถูกดำเนินคดีระหว่างการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นการนิรโทษกรรมแบบสุดซอย ผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริต การหมิ่นสถาบัน และการฆ่าคนตายไม่ควรได้รับประโยชน์จากพ.ร.ก.ดังกล่าว
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ออกมาคัดค้านข้อเสนอของ สปท.เรื่องกฎหมายรอกำหนดโทษเพื่อการปรองดองว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อเสนอของ สปท.เพราะยังไม่ได้พิจารณาหรือมีมติเรื่องนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมาธิการ ตนเชื่อว่าทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ และเห็นด้วยกับการปรองดอง เพียงแต่จะทำอย่างไรและเมื่อไร นายกรัฐมนตรีจึงกำหนดโรดแม็พให้ไปดำเนินการเรื่องการปรองดองในปีหน้าเพราะปีนี้มีงานใหญ่งานสำคัญคือการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ และการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ส่วนข้อเสนอที่เป็นกฎหมายชัด ๆ คงต้องหารือนอกรอบกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปพลางก่อน
ด้านนายสมพงษ์ สระกวี คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สปท.มีการหารือกันถึงเรื่องแนวทางการปรองดอง โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน
1.การใช้ข้อกฎหมายที่เป็นทางออกเพื่อช่วยเหลือคนผู้น้อยซึ่งมีความผิดอาญา โดยเกิดจากเหตุจูงใจทางการเมือง แต่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม เป็นเพียงการให้อภัย หรือ ลดโทษอย่างมีเงื่อนไข อยู่ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนด เช่น ข้อตกลงจากศาลว่า จะไม่มีการกระทำผิดแบบเดิมอีก อาจเป็นข้อตกลงว่าจะไม่ร่วมกระทำการชุมนุม หรือ ไม่ทำร้ายเจ้าหน้าที่อีก ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการห้ามเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองด้วย แต่เรื่องนี้จะกระทบไปถึงผู้ที่เคยโดนคดีตั้งแต่ปี 2548 ด้วย จึงถือว่าเป็นยาแรง ขณะเดียวกันเขาก็มีสิทธิที่จะไม่รับการลดโทษ แต่จะต้องเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ทางคดีตามกระบวนการยุติธรรมแบบถูกต้อง
2.การเยียวยาคนที่บาดเจ็บจากการชุมนุม เนื่องจากครอบครัวของผู้เสียหายมีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ และความเป็นธรรม เพราะการเยียวยาถือเป็นของคู่กับการนิรโทษกรรม
ด้าน นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของกรุงเทพโพล ที่ระบุว่าคะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ นำพรรคเพื่อไทย ว่า สำหรับตนไม่มีความเชื่อถือโพลไหนเลย เพราะโพลช่วงหลังมานี้ออกไปในทางชเลียร์ และคิดว่าไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายเผด็จการ ใครจะชนะ วันนี้ไม่ใช่วันที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องมาตีกัน รอให้ใกล้ถึงวันเลือกตั้งค่อยดูอีกครั้ง
ทั้งนี้วิธีที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ทำได้ไม่ยาก คือประกาศให้มีการเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ไปเลย ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มั่นใจจะกล้าท้าหรือ อย่างไรก็ตามเวลานี้ควรดูว่ารัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย และให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนหรือไม่ และหากแน่จริงขอให้ทำโพลว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่จะดีกว่า
ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และโฆษกกลุ่ม กปปส. กล่าวถึงกรณีที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีแนวคิดที่จะออกพ.ร.บ.หรือพ.ร.ก.รอการกำหนดโทษ เพื่อความปรองดอง โดยผู้ที่ได้รับการรอกำหนดโทษ ต้องสารภาพต่อศาลก่อน และหลังจากได้รับการรอการกำหนดโทษแล้ว จะมีมาตรการอื่นๆมาควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กลับไปกระทำผิดอีกว่า ทางกลุ่ม กปปส. มีความเห็นต่อ
ข้อเสนอของทาง ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนฯ ด้านการเมือง สปท. ที่จะให้มีการออกกฎหมายเพื่อรอการกำหนดโทษ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปรองดองนั้น ตนขอยืนยันว่า ทางแกนนำ กปปส.ทุกคนไม่ร้องขอให้มีการล้างผิดในรูปแบบใดๆทั้งสิ้น ทุกอย่างที่กระทำไปตัดสินใจดีแล้ว ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า การปรองดองคงไม่มีใครปฏิเสธแต่ไม่ควรเอามาเหมารวมกับการนิรโทษกรรมหรือการล้างผิดในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งกระบวนการปรองดองควรเริ่มต้นจากการเยียวยาผู้ที่ได้รับความสูญเสีย โดยเฉพาะผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมที่ถูกผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธทำร้ายโจมตีจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อีกทั้ง การนิรโทษกรรมเพื่อล้างความผิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าทำแบบเหมาเข่งสุดซอยเหมือนในยุครัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำไปสู่ความแตกแยกไม่ใช่ปรองดอง ดังนั้น ทางกลุ่ม กปปส. ยังยืนยันว่า ไม่ควรล้างผิดให้กับคดีทุจริต เพราะขัดหลักสากล คดีม.112 เพราะกระทบต่อความมั่นคงและความรู้สึกคน หรือคดีอาญาร้ายแรง ฆ่า เผาทำลาย ทำร้ายชีวิต เพราะผู้เสียหายจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและนำไปสู่ความแตกแยก
