- 11 พ.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่าน
สถาพร : เมื่อวานนี้หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงคือ เรื่องการที่ไม่ได้พิจารณาต่อใบอนุญาตในเรื่องของการทำสัมปทานเหมืองแร่
สนธิญาณ : ต้องเรียนท่านผู้ชมแบบนี้ ข้อมูลคุณสถาพรคงได้รายงานให้ได้รับทราบไปแล้ว แต่ว่าจะเรียนตอกย้ำว่า เมื่อวานเป็นมติที่มาจากพื้นฐานของ 4 กระทรวงที่ประชุมร่วมกัน คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำไม 4 กระทรวงถึงเอาเรื่องนี้มาเป็นมติร่วมกัน ก็ต้องเรียนแบบนี้ว่าการให้อนุญาตสัมปทานบัตรกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นคนให้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นและกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตในแง่ของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมเสียหายแก่สภาพพื้นที่ของประเทศ กระทรวงเหล่านี้ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะฉะนั้นมาพูดกันเสียทีเดียวเลย ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจง่าย ๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ในทางการเมือง ที่บอกว่าชาวบ้านล้อมมาแล้วเอาใจชาวบ้าน คือ เวลาทำอย่างหนึ่งอย่างใด คนก็จ้องจะโจมตีอยู่เรื่อย พอทำแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใจชาวบ้าน พวกเขาก็มีเลยการลงทุนจะเสียหาย ต่างชาติจะไม่เชื่อถือก็จะมาแบบนี้ แต่ระหว่างต่างชาติน่าเชื่อถือกับประชาชนว่าจะตัดสินใจเอาใครก็ต้องชัดว่าควรจะเลือกใคร เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวานนี้อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้ดำเนินการมาแล้วเรียบร้อย ก็ต้องดูต่อว่าเป็นการทำงานที่เรียกว่าได้เตรียมการล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเมื่อวานมีม็อบของชาวบ้านมา ไม่ใช่เป็นเพราะว่าชาวบ้านมาเปิดม็อบว่าเอาเลย เอาใจประชาชน ไม่ใช่แบบนั้นครับ แสดงว่าการร้องเรียนของประชาชน การเคลื่อนไหวของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดำเนินการเรื่องนี้มีผลมาโดยตลอด เข้าหูนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาโดยตลอด พูดกันแบบอวยกันเต็ม ๆ สำหรับผู้ชายคนนี้ คือ ไม่ได้ละเลย
สถาพร : แสดงว่าทุก ๆ เรื่องถูกนำไป เข้าสู่การพิจารณาไปศึกษามาแล้ว
สนธิญาณ : ถูกต้อง ถูกพิจารณาเสียงชาวบ้าน คือ ไม่ได้สูญเปล่า ต้องเรียนแบบนี้ว่า ในการพิจารณาเรื่องปัญหาเหมืองทองของฝ่ายกลุ่มที่คัดค้าน ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นที่ปรึกษา เขาก็เชิญไปประชุมว่าต้องทำอะไรอย่างไรที่จะทำให้มีการยุติเหมืองทองนี้ได้ เพราะสภาพของชาวบ้านไม่ไหวแล้วจริง ๆ ทรัพยากรธรรมชาติก็พังวินาศสันตะโรแล้ว ก็ไปร่วมพูดคุยกัน ผมก็ต้องบอกว่าพอเรื่องส่งไปแสดงว่ารัฐบาลต้องโดยนายกก่อน คือของแบบนี้ถ้านายกไม่สั่งหรือไม่เป็นต้นเรื่อง องคาพยพอื่น ๆ จะไม่ขยับ ก็เพราะว่าการจะเลิกสัมปทานจะต้องตั้งเรื่องมาจากกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าเรื่องซึ่งจะมีข้ออ้างสารพัด เพราะว่านายทุนทั้งหลายเวลาทำงานกับข้าราชการประจำก็จะไปเกาะอยู่ ไปวาดสร้างสรรค์ผลประโยชน์อย่างไร แต่ต้นทางเวลาจะไปยกเลิกก็มาจากข้าราชการประจำต้องตั้งเรื่องชงเรื่อง คือถ้าไม่มีการตั้งเรื่องชงเรื่องก็จะไม่มีการตั้งคณะทำงาน ตั้งคณะกรรมการ ซึ่งตั้งคณะกรรมการและศึกษาไม่เคยจบ ก็เพราะตั้งมาเพื่อถ่วงเวลา ไม่ได้ตั้งมาเพื่อศึกษาแล้วช่วยชาวบ้านจริงจัง มาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เปรี้ยงเข้าไปเลย ก็ต้องดูว่าเลิกแล้วอย่างไร แต่ไม่ใช่ไร้เหตุผล ให้สิทธิ์จัดการในปี 2559
สถาพร : ก็คือไปขนย้ายแร่ที่คุณขุดไปแล้ว
สนธิญาณ : ไปทำให้เสร็จเรียบร้อยและที่สำคัญ ดูแลคนงาน ไม่ได้หมายความว่าปิดแล้วไม่สนใจนะครับ
สถาพร : คือไม่ได้ลอยแพคนงานที่ทำงานอยู่ที่เหมือง
สนธิญาณ : ก็ถือว่าทำงานรอบด้าน รับผิดชอบ เอาใจใส่อย่างรอบด้าน ต้องเป็นแบบนั้น เมื่อทำงานอย่างรอบด้าน จะต้องเห็นภาพว่าได้มีการเตรียมการมาอย่างดี ถึงย้ำว่าความจริงมีเรื่องขอต่อใบอนุญาตด้วย ปิดตายเรื่องเหมืองทองก็ต้องมาดูว่าพอถึงรัฐบาลเลือกตั้งแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ดูว่าการดำเนินการทั้งหมด ต้องย้อนกลับไปดูคำสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวกับเหมืองแร่ ซึ่งความจริงได้ออกมาตั้งแต่การยึดอำนาจใหม่ ๆ แล้วตั้งแต่เดือน กรกฎาคม, สิงหาคม ปี 2557 คำสั่งของ คสช. ออกมาในการให้ระมัดระวังและให้คำนึงถึงสุขภาพอนามัยของประชาชนและเรื่องสิ่งแวดล้อม ความจริงคำสั่งออกมาแล้ว ซึ่งถ้าหมายความว่า ฝ่ายที่ทำสัมปทานอยู่คิดพิจาณาอยู่ก็คงจะเห็นถึงเจตนาของ คสช. ซึ่งมีมาตั้งแต่เดิม เพียงแต่เรื่องดำเนินกระบวนการต่าง ๆ มาจนถึงวันนี้ ผมถึงเรียนว่าได้มีการศึกษาและดูข้อทางกฎหมาย เดี๋ยวฟ้องเอานึกออกไหมครับ ที่กลุ่มทุนลงทุน ที่จะอ้างว่าคุ้มไม่คุ้มที่ทำไปก็จะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นกลับไปเลยมีคำสั่งของ คสช. ซึ่งในขณะนั้นเป็นคำสั่งของคณะปฏิวัติซึ่งเขามีไว้แล้วว่าการดำเนินการต้องโปร่งใส ไม่สร้างมลพิษให้กับประชาชน แล้วประชาชนก็มาต่อต้าน ฐานของคำสั่งนั้นจึงนำพามาสู่การยกเลิกในครั้งนี้ และเป็นการยกเลิกที่มีกฎหมายรองรับ ก็เป็นการเตรียมงานมาอย่างดี ถามว่าแล้วจะผิดตรงไหนที่ผมจะอวย พล.อ.ประยุทธ์ ก็น่าเชียร์อยู่นะครับ เรื่องที่ไม่ถูกต้องผมก็ได้แสดงจุดยืน เรื่องเหมืองทองทีนิวส์ก็เกาะข่าวมาโดยตลอด ทีนี้ต้องกลับมาดูหน่อยว่า และใบอนุญาตทั้งหลายใครเป็นคนออก
สถาพร : มีอยู่หมด อยู่ปีไหนใครเป็นคนออก ซึ่งคนออกคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในแต่ละสมัย
สนธิญาณ : ข้อสรุปเรื่องเหล่านี้เวลาเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นในรัฐบาลเลือกตั้ง เดี๋ยวก็หาว่าไปทับถมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นักการเมือง ไม่ชอบระบบประชาธิปไตยอีก คือต้องจารึกกันไว้หน่อย จะต้องได้จดจำกันว่าสัมปทานเหมืองแร่ทองคำที่ออกมาอยู่ใน 3 จังหวัดด้วยกัน พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ซึ่งหลังจากที่ออกมาแล้วเริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคของเวลาตอนอนุมัติเหมืองพวกนี้จะมีชื่อเรียก เช่น เหมืองทองชาตรี ซึ่งเป็นของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) จะมีอยู่ 5 แปลงด้วยกันในพื้นที่ 1,400 ไร่ เขาได้สัมปทานทำเหมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 - 2563 ชุดแรกคนที่ออกมาก็รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมชื่อ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สถาพร : ต้องไปดูว่าเป็นรัฐบาลของใคร
สนธิญาณ : ไม่ต้องดูหรอกครับ เป็นยาวเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 - 2544 ก็เป็นรัฐบาลคุณทักษิณ แปลงต่อไป คือเหมืองชาตรีเหนือ มีพื้นที่ 2,500 ไร่ ได้รับสัมปทานในปี พ.ศ.2551 - 2571 รัฐมนตรีฯชื่อ คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ก็รัฐบาลคุณทักษิณ ส่วนอีกแปลงหนึ่งก็ได้รับโดยรัฐมนตรีฯที่ชื่อสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 - 2570 และอีกแปลงหนึ่งภายใต้รัฐมนตรีฯที่ชื่อ สมศักดิ์ เทพสุทิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 - 2571 นี่คือชื่อบุคคลที่ได้อนุมัติไป ฟังดูก็ดีมีทรัพยากรอยู่ในประเทศชาติบ้านเมือง ขุดขึ้นมาประเทศชาติก็จะได้ผลประโยชน์ภาษีก็จะได้ ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ เหมืองเหล่านี้เป็นของต่างชาติเขาเข้ามาก็มาร่วมกันกับคนไทย เพราะไม่เช่นนั้นจะผิดกฎหมาย ข้อเท็จจริงโดยทั่วไปเหมือนบริษัทสื่อสารส่วนใหญ่ ที่เป็นบริษัทต่างชาติถือหุ้นใหญ่ เพียงแต่ชื่อผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยหลายคน และคนต่างชาติน้อยกว่า ซึ่งข้อเท็จจริงไม่ใช่อย่างนั้น บริษัทที่รับสัมปทาน บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่โดยบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จากออสเตรเลีย ในสัดส่วน 48.2% และที่เหลือก็ชื่อบริษัททุ่งคำ ในเครือบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) แต่เวลาเขาถือ 48.2% ก็คือกุมไว้หมดแล้ว แต่เศษเล็ก ๆ บริษัทลูกมาถือเพื่อถ่วงอำนาจให้ได้มากกว่า 51% จะเป็นแบบนี้ ทั้งสิ้นที่อนุมัติไปที่ผมรวมมาทั้งสิ้น 14 แปลง ผลที่ทำให้ชาวบ้านเขาต้องต่อสู้อย่างรุนแรง ก็เพราะว่า มีผู้คนที่อยู่ในละแวกนั้นบาดเจ็บล้มตายเพราะสารปนเปื้อนที่ออกมาจากการทำเหมืองแร่ทองคำ เป็นแร่แมงกานีส (Manganese : Mn) อยู่ในน้ำแล้วไปทำลายพืชพันธุ์ธัญหารจนมีคนตาย เด็กอ่อนแรง คนแก่ก็ตายที่พิสูจน์กันชัด กรณีของเฉื่อย บุญส่ง ที่เสียชีวิตซึ่งผลการตรวจเลือดของสถาบันวิทยาศาสตร์และมีมหาวิทยาลัยรังสิตไปร่วมตรวจด้วย บอกว่าค่าแมงกานีสเกินมาตรฐานจนร่างกายอ่อนแรง ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ ย้ำว่างานแบบนี้รัฐบาลเลือกตั้งไม่กล้าทำครับ ประชาธิปไตยทั้งหลายไม่กล้าทำเพราะต้องฟังเสียง แต่ไม่ได้ฟังเสียงประชาชนและชาวบ้าน อาจจะไปฟังเสียงเงินหรือไม่ก็ต้องกลับไปคิดพิจารณา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้เห็นแล้ว อย่าลืมนะครับ สัมปทานของเชฟรอนก็ยังไม่ได้ทำนะครับ ยังถือเอาไว้ในขณะที่ตอนยิ่งลักษณ์อยู่ เร่งจะต่อสัมปทาน ก็ไปดูกันครับว่า ท้ายที่สุดแล้วเปรียบเทียบและทำให้ผู้คนรู้สึกอย่างไร
