ศาลฎีกาสั่งรวมคดี "จีทูจีเก๊-เอกชน" - ให้สืบพยานจีน 5 ปากผ่าน "วีดีโอคอนเฟอเรนซ์"

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

"ศาลฎีกา" สั่งรวมคดีระบายข้าวแบบจีทูจีของ "บุญทรง" กับคดีฟ้องเพิ่มเอกชน 7 ราย เข้าด้วยกัน โดยยึดสำนวนจีทูจีเป็นหลัก - พร้อมให้สืบพยานชาวจีน 5 ปากผ่านทางหน้าจอวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ เกี่ยวกับการซื้อขายข้าว ...

 

เมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โครงการรับจำนำข้าว พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ได้นัดพร้อมคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 21 คน เป็นจำเลยกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ หรือฮั้วประมูล พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10 และ 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ ตามมาตรา 151, ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่ง ผู้ใด ตามมาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการสูงสุดยังขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมดเป็นเงิน 35,274,611,007 บาท ที่คิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับด้วย
         

 

ก่อนการไต่สวน องค์คณะได้พิจารณาคำร้องของอัยการสูงสุด กรณีศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหมายเลยดำ อม.1/2559 ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเพิ่มเติมบริษัทเอกชน 7 ราย ประกอบด้วย หจก.โรงสีข้าวกิจทวียโสธร, นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ, บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด ที่มีนายทวี อาจสมรรถ เป็นกรรมการ, บริษัท เค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด, นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการ, บริษัท เจียเม้ง จำกัด และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการ ฐานร่วมกันกระทำการสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 83, 86 และ 91 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 123/1 กรณีร่วมสนับสนุน นายบุญทรง กับพวกที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ โดยจ่ายแคชเชียร์เช็คซื้อขายแต่ไม่ได้มีการซื้อจริง โดยอัยการได้ยื่นคำร้องขอให้รวมสำนวนในคดีนี้ พิจารณารวมกับสำนวนคดีการทุจริตระบายข้าวแบบ จีทูจี และให้ยึดสำนวนคดีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี เป็นสำนวนหลัก
         

 

ทั้งนี้ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องโดยสรุปให้จำเลยทั้ง 7 ซึ่งจำเลยทั้งหมดยืนยัน ให้การปฏิเสธ และขอส่งคำให้การเป็นลายลักษณ์ อักษรในภายหลัง แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้อัยการได้ยื่นฟ้องตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 และจำเลยได้ทราบจากการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาแล้ว ประกอบกับจำเลยสามารถนำสืบรายละเอียดในประเด็นที่ต่อสู้ได้ ศาลจึงให้เวลาจำเลยทั้ง 7 ยื่นคำให้การเพิ่มเติมภายใน 14 วัน
         

 

ส่วนที่อัยการโจทก์ขอรวมสำนวนทั้ง 2 พิจารณาเป็นคดีเดียวกัน เนื่องจากคดีเกี่ยวพันกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกันนั้น องค์คณะได้สอบถามจำเลยทั้งหมดแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้รวมทั้ง 2 สำนวน โดยมีคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 เป็นคดีหลัก ส่วนจำเลยที่ 1-7 ตามคดีหมายเลขดำ อม.1/2559 ให้นับเป็นจำเลยที่ 22-28 ต่อจากคดีดังกล่าว
         

 

นอกจากนี้องค์คณะยังอนุญาตตามที่อัยการโจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ขอเพิ่มพยานรวม 12 อันดับ ประกอบด้วย พยานเอกสาร 10 ฉบับ และพยานบุคคลอีก 2 ปาก คือ นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำสืบประเด็นซื้อขายข้าวแบบจีทูจี และ พยานอดีตพนักงานธนาคารกรุงไทย นำสืบ เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินและบัญชีที่เกี่ยวข้องกับคดี และอนุญาตตามคำร้องจำเลยที่ 10-23 ขอให้สืบพยานชาวจีนรวม 5 ปากผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อนำสืบสถานะความมีอยู่ของ บริษัท กวางตุ้ง จำกัด และบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง และการซื้อขายข้าว
         

 

นายบุญทรง เปิดเผยภายหลังการ พิจารณคดีว่า การรวมสำนวนคดีไม่น่าจะมีปัญหาต่อการสู้ และการให้สืบพยานที่เป็นชาวต่างชาติผ่านระบบดาวเทียม ก็น่าจะทำให้เกิดความชัดเจนขึ้น เพราะเป็นพยานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้าวโดยตรง