- 05 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th
หัวหน้าประชาธิปัตย์ชี้ ข้อเสนอ ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี รัฐควรให้พูดให้ชัดว่ามีข้อเสนออะไรบ้าง ซึ่งตนไม่ขัดข้องที่จะมียุทธศาสตร์ชาติ แต่การปฏิรูปและทำยุทธศาสตร์ฯ จะสำเร็จได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม
วันนี้ (5 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถาบันพระปกเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของ ครม. ที่ให้มี ส.ว.สรรหาทั้งหมดในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีว่า ตนคิดว่าการเลือก ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.ที่เลือกอ้อมเลือกไขว้กันจะไม่ต่างกันนัก แต่ใจตนอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางมากกว่า หากกังวลว่าพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ออกแบบให้เลือกตามสายอาชีพ
ส่วนการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถเข้าไปนั่งเป็น ส.ว.สรรหาได้ด้วย ทำให้หลายคนเห็นว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น ตนเห็นว่า คนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลายในขณะนี้ต้องระวัง ดำเนินการอะไรไปแล้วเพื่อหวังจะสืบทอดอำนาจก็จะเป็นปมความขัดแย้ง และอยากให้พูดให้ชัดว่า ที่พูดถึงภาวะ 5 ปี มีข้อเสนออะไรบ้าง เพราะเท่าที่เห็นมีแค่เรื่องการปฏิรูปเพียงเรื่องเดียว ส่วนที่มีการอ้างว่าการมี ส.ว.สรรหาใน 5 ปี เพื่อที่จะทำเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปนั้น ตนคิดว่า ในที่สุดการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติจะสำเร็จและยั่งยืนได้ ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้น หากไปทำยุทธศาสตร์ชาติให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง และหวังให้เกิดการผูกมัดอีก 20 ปี โดยที่ประชาชนหรือพรรคการเมืองต่างๆ ไม่เห็นด้วย ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากอยู่แล้ว และจะเป็นปมความขัดแย่ง ทั้งนี้ ตนไม่ขัดข้องที่จะมียุทธศาสตร์ชาติ หรือการปฏิรูปที่ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะตรงจุดกว่า
ส่วนการที่รัฐบาลเสนอให้มี ส.ว.สรรหาทั้งหมด จะเป็นตัวกดดันการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หรือไม่นั้น ตนเห็นว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีสิทธิจะแสดงความคิดเห็น แต่อยู่ที่ กรธ.ต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะสุดท้ายคนที่จะตัดสินคือประชาชนในการลงประชามติ ไม่ใช่คนที่เสนอความเห็นไป ส่วนข้อเสนอเหล่านี้จะส่งผลต่อการลงประชามติหรือไม่ก็อยู่ที่ กรธ.ซึ่งคิดว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.และ กรธ.คงต้องพิจารณาให้ดีว่าอะไรที่มีเหตุมีผล เหมาะสม ก็ควรรับฟังทุกฝ่าย ไม่ใช่ฟังฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่อะไรที่เห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ไปกระทบต่อตัวโครงสร้างหลัก และจะเป็นปัญหาก็ไม่ควรรับไว้
ทั้งนี้ ตนมองว่าการแสดงความคิดเห็นของนักการเมืองเกี่ยวกับการปฏิรูป และการร่างรัฐธรรมนูญเกินขอบเขตนั้น นักการเมืองก็มีสิทธิแสดงความคิดเห็นเท่ากับประชาชน และการจะรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ควรอยู่ที่เหตุผล ไม่ใช่ใครเป็นคนพูด ถ้าตั้งธงว่านักการเมืองพูดแล้วไม่ฟัง ก็จะมีคนตั้งธงอีกว่าเผด็จการร่างรัฐธรรมนูญเขาไม่รับ แล้วจะเดินหน้าอย่างไร ดังนั้น ต้องมาดูที่สาระ แม้คนร่างจะมาด้วยวิธีการใดก็ตาม แต่ร่างแล้วดีสังคมก็ควรที่จะสนับสนุน ถ้าเสียงท้วงติงไม่ว่าจะมาจากใครมองว่าเลวก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้ามีเหตุมีผลก็ควรรับฟัง ถ้าเราไม่ทำให้สังคมอยู่กันด้วยข้อเท็จจริง ทุกอย่างจะล้มเหลว สุดท้ายจะกลับไปเรื่องของพวก และทะเลาะกันเหมือนเดิม
ส่วนกรณีที่ กกต.กำหนดบทลงโทษบุคคลที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไว้รุนแรงมาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลักของกฎหมายประชามติต้องเหมือนกับกฎหมายเลือกตั้ง การรณรงค์เคลื่อนไหวตราบเท่าที่ไม่ได้ไปยั่วยุให้เกิดความรุนแรง บิดเบือน หลอกลวง ก็สามารถทำได้ ซึ่งตรงนี้ต้องระมัดระวังในการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนเรื่องการนับคะแนนผู้ออกเสียงประชามตินั้น อย่างไรก็ต้องมีการแก้ไขให้มีการนับคะแนน ให้เป็นผู้ใช้สิทธิเป็นอย่างน้อย ซึ่งตอนนี้ก็ละเอียดลงไปว่าจะไม่นับบัตรเสีย และโนโหวต ซึ่งเข้าใจว่าไม่มีช่องให้กาทั้ง 2 เรื่องอยู่แล้ว ถ้าอย่างนี้ก็หมายความว่าเอาเสียงข้างมากระหว่างคนที่ไปออกเสียงจริงๆ ไม่ใช่ไปใช้สิทธิเฉยๆ
