- 20 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
วันนี้ (20 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงโครงสร้างอำนาจและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองประเทศ ที่ไม่เน้นความเป็นประชาธิปไตยแต่ประการใด สรุปหลักการและสาระสำคัญได้ 8 ประการ คือ
1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยแต่เพียงในนามที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในมาตรา 3 ของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น นอกนั้นเกือบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะแม้แต่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นองค์กรเดียวที่ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งก็เป็นเสมือนลูกไก่ในกำมือของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ
2. พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นประมุขของปวงชนชาวไทย ไม่สามารถที่จะทรงใช้อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ได้โดยตรง เพราะทุกอย่างที่รัฐสภาคณะรัฐมนตรี และศาล ได้ดำเนินการจนครบถ้วนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องผ่านการตรวจสอบและกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง หรือถึงขั้นถูกยับยั้งมิให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้
3. ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อย่างเป็นรูปธรรมตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้แก่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ซึ่งล้วนมาจากการแต่งตั้ง และรวมกันเป็นคณะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ อันเป็นวิธีการที่ใช้กันในระบอบคณาธิปไตย
4. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ใช้หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ หลักนิติธรรม มาตรฐานทางจริยธรรม การปราบปรามการทุจริต และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เป็นข้ออ้างในการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งเป็น 3 อำนาจอธิปไตยของชาติมาแต่ไหนแต่ไร
5. อำนาจประชาชนถูกลดทอนลงจนเกือบจะเหลือศูนย์ ไม่เฉพาะแต่อำนาจทางการเมืองเท่านั้น แม้แต่เรื่องสิทธิเสรีภาพก็ยังต้องขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะให้ได้แค่ไหน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จะตกต่ำและย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เพราะทั้งการตรากฎหมายของรัฐสภา การบริหารประเทศของรัฐบาล ตลอดจนการอำนวยความยุติธรรมของศาล ตกอยู่ในความควบคุมโดยองค์กรที่มาจากการแต่งตั้ง และระบบราชการที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ที่สำคัญประชาชนตรวจสอบไม่ได้
6. สภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี ซึ่งยึดโยงและรับผิดชอบต่อประชาชน มีอำนาจแต่เพียงในเชิงสัญลักษณ์ ปราศจากบทบาทแท้จริง ทั้งในทางนิติบัญญัติและบริหาร มิหนำซ้ำยังต้องกลายเป็นลูกไก่ในกำมือของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอีกต่างหาก
7. นายกรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. จะถูกกำจัดพร้อมคณะรัฐมนตรี รวมทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ในระยะเวลาอันสั้น และถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต เว้นเสียแต่ว่าจะทำตัวเป็นเด็กดีในสายตาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ซึ่งเท่ากับถูกบีบบังคับให้ทอดทิ้ง และลอยแพประชาชนไปโดยปริยาย
8. ที่มาและองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลปกครองสูงสุด กกต. ป.ป.ช. คตง. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีบทบาทสูงสุดในกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ล้วนยึดโยงกับศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และวุฒิสภา ที่มาจากการแต่งตั้ง อย่างแยกไม่ออก และดังนั้น จึงจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง กระบวนการยุติธรรม และผลประโยชน์ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
"หลักการและสาระสำคัญ 8 ประการที่กล่าวข้างต้น เป็นการวิเคราะห์ร่างฯ ก่อนที่ กรธ. จะนำไปแก้ไขปรับปรุงเป็นร่างสุดท้าย ที่จะเผยโฉมหน้าในวันที่ 29 มี.ค.นี้ และที่สำคัญก่อนที่ คสช. จะมีหนังสือขอให้ กรธ. แก้ไขบทเฉพาะกาลใน 3 ประเด็นในระยะ 5 ปีแรก ดังนั้น คงต้องติดตามดูว่าร่าง รัฐธรรมนูญทั้งฉบับรวมบทเฉพาะกาลด้วยนั้น จะเป็นอย่างไร จึงจะนำมาวิเคราะห์กันอีกครั้งหนึ่ง" นายคณิน กล่าว
