รู้จัก 4 วิธีฉีดยาแก้ปวดหลัง เลือกแบบไหนให้ตรงกับอาการ

ปวดหลังเรื้อรังจนรบกวนชีวิตประจำวัน? รวม 4 วิธีฉีดยาแก้ปวดหลังที่ใช้กันจริง ตั้งแต่ ESI ถึง RFA พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับอาการของแต่ละคน

อาการปวดหลังเรื้อรังที่ลองรักษาด้วยยา นวด หรือทำกายภาพบำบัดมาหลายรอบแต่อาการยังไม่ดีขึ้น เป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญอยู่ โดยเฉพาะเมื่อความปวดเริ่มร้าวลงขา ชา หรือรบกวนการนอนและการใช้ชีวิตประจำวัน หนึ่งในทางเลือกที่หลายคนเริ่มมองหาคือการฉีดยาแก้ปวดหลัง ซึ่งเป็นวิธีที่เข้าไปจัดการกับอาการปวดที่ต้นเหตุได้มากกว่าการกินยาแบบทั่วร่างกาย

วิธีฉีดยาแก้ปวดหลัง

บทความนี้จะพาไปรู้จักว่าฉีดยาแก้ปวดหลังคืออะไร มีกี่แบบ แล้วแบบไหนเหมาะกับใคร รวมถึงแนะนำ Bangkok Interventional Clinic (BIC) คลินิกที่ให้บริการฉีดยาแก้ปวดหลังหลากหลายรูปแบบ ให้ทุกคนได้รู้จักไปพร้อมกัน

 

ฉีดยาแก้ปวดหลังคืออะไร?

ฉีดยาแก้ปวดหลัง คือกลุ่มหัตถการที่ฉีดยา เช่น ยาชา ยาลดการอักเสบ หรือยาสเตียรอยด์ เข้าไปยังตำแหน่งที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเส้นประสาท ข้อต่อกระดูกสันหลัง หรือกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง แตกต่างจากการกินยาแก้ปวดทั่วไปที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย การฉีดยาเข้าไปยังตำแหน่งที่มีปัญหาโดยตรงจึงมักเห็นผลชัดเจนและตรงกับสาเหตุของอาการปวดมากกว่า โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมตามตำแหน่งและสาเหตุของอาการปวดในแต่ละคน

 

ฉีดยาแก้ปวดหลังมีกี่แบบ?

ฉีดยาแก้ปวดหลังมีกี่แบบ

ปัจจุบันการฉีดยาแก้ปวดหลังมีหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีกลไกและความเหมาะสมกับอาการที่แตกต่างกัน มาทำความรู้จักทีละวิธีกัน

   1. ฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลัง (ESI)

ฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลัง (ESI) คือการฉีดยาชาผสมยาสเตียรอยด์เข้าไปยังโพรงประสาทสันหลังโดยตรง เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่ถูกกดทับจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือโพรงประสาทตีบแคบ ตัวยาชาจะช่วยลดปวดได้เร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก ส่วนฤทธิ์ของสเตียรอยด์จะค่อย ๆ ลดการอักเสบเต็มที่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ และบรรเทาอาการปวดต่อเนื่องได้นานหลายเดือน เหมาะกับคนที่ปวดหลังร้าวลงขาจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือโพรงประสาทตีบแคบ โดยเฉพาะคนที่ลองกินยาหรือทำกายภาพบำบัดมาแล้วยังไม่ดีขึ้น

 

   2. ฉีดยาบล็อกเส้นประสาท (Nerve Block)

ฉีดยาบล็อกเส้นประสาท คือการฉีดยาชาหรือยาลดการอักเสบเข้าไปยังตำแหน่งเส้นประสาทที่เป็นต้นตอของอาการปวด เพื่อสกัดกั้นสัญญาณปวดไม่ให้ส่งต่อไปถึงสมอง สำหรับอาการปวดหลัง แพทย์มักใช้เทคนิคนี้กับเส้นประสาทที่เลี้ยงข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง ทั้งเพื่อบรรเทาปวดและเพื่อวินิจฉัยหาตำแหน่งต้นตอของความปวดก่อนวางแผนการรักษาขั้นต่อไป เริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ไม่กี่วันจนถึงประมาณ 2 สัปดาห์ เหมาะกับคนที่ปวดหลังจากข้อต่อกระดูกสันหลังในตำแหน่งที่ค่อนข้างชัดเจน

   3. ฉีดยาคลายปมกล้ามเนื้อ (Trigger Point Injection)

ฉีดยาคลายปมกล้ามเนื้อ คือการฉีดยาชาหรือยาลดอักเสบเข้าไปยัง “ปมกล้ามเนื้อ” ที่หดเกร็งผิดปกติและกดแล้วเจ็บ เพื่อคลายกล้ามเนื้อและตัดวงจรความปวดที่ส่งไปยังสมอง ใช้เวลาทำเพียง 5-15 นาที ระหว่างทำอาจรู้สึกปวดตึงชั่วขณะเมื่อเข็มสัมผัสจุดที่หดเกร็ง ตัวยาชาจะช่วยลดปวดได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงแรก ส่วนผลจากการคลายกล้ามเนื้ออาจอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับการใช้งานกล้ามเนื้อของแต่ละคน เหมาะกับคนที่ปวดหลังจากกล้ามเนื้อตึงเกร็งเรื้อรัง หรือมีปมกล้ามเนื้อที่กดแล้วเจ็บชัดเจน โดยเฉพาะคนที่ทำกายภาพบำบัดหรือกินยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

 

   4. จี้ไฟฟ้าเส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA)

จี้ไฟฟ้าเส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA) ใช้คลื่นวิทยุสร้างความร้อนที่ปลายเข็ม เพื่อทำลายเฉพาะส่วนของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลัง โดยไม่กระทบเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ก่อนทำแพทย์มักฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาทเพื่อทดสอบตำแหน่งที่แม่นยำก่อนเสมอ จึงถือเป็นหัตถการที่มีการฉีดยาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเช่นกัน อาการปวดจะเริ่มดีขึ้นเต็มที่ในช่วง 2-4 สัปดาห์ และบรรเทาปวดได้ต่อเนื่องยาวนาน ราว 24 เดือนหรือมากกว่านั้น เหมาะกับคนที่ลองรักษาด้วยวิธีอื่นมาแล้วไม่ได้ผล และต้องการควบคุมอาการปวดหลังเรื้อรังในระยะยาว

 

ทั้ง 4 วิธีนี้เป็นทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใครจะเหมาะกับวิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสาเหตุของอาการปวดหลังของแต่ละคน ต่อไปลองมาทำความรู้จักคลินิกที่ให้บริการฉีดยาแก้ปวดหลังเหล่านี้กัน

 


Bangkok Interventional Clinic (BIC) ตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาการฉีดยาแก้ปวดหลัง

ฉีดยาแก้ปวดหลัง ที่ Bangkok Interventional Clinic (BIC)

Bangkok Interventional Clinic (BIC) คือคลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์ด้านการระงับปวดจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่เข้าใจดีว่าอาการปวดหลังเรื้อรังไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกาย แต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในหลายด้าน
ที่นี่ให้บริการฉีดยาแก้ปวดหลังครบทุกรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น ESI, Nerve Block, Trigger Point Injection หรือ RFA โดยก่อนเริ่มการรักษาทุกครั้ง แพทย์จะซักประวัติและประเมินอาการอย่างละเอียด เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับสาเหตุความปวดของแต่ละคนจริง ๆ (Personalized Care) และทุกหัตถการดำเนินการภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) เพื่อความแม่นยำในทุกขั้นตอน

 

ถ้าอาการปวดหลังเรื้อรังกำลังรบกวนชีวิตคุณอยู่ ลองให้ทีมแพทย์ของ BIC Pain Clinic ช่วยประเมินและหาทางออกที่เหมาะกับคุณดู สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain

 

สรุปบทความ

การฉีดยาแก้ปวดหลังมีหลายรูปแบบให้เลือกตามสาเหตุของอาการ ตั้งแต่ ESI, Nerve Block, Trigger Point Injection ไปจนถึง RFA แต่ละวิธีมีกลไกและความเหมาะสมกับอาการที่แตกต่างกัน การพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างละเอียด จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับตัวเองเสมอ

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยาแก้ปวดหลัง

 

   ฉีดยาแก้ปวดหลัง เจ็บมากไหม?

หัตถการส่วนใหญ่มีการฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนเริ่มทำเสมอ ทำให้ความรู้สึกเจ็บระหว่างทำลดลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกเจ็บน้อยถึงปานกลาง และอาจมีอาการปวดตึงบริเวณที่ทำเล็กน้อยหลังเสร็จหัตถการ

 

   ฉีดยาแก้ปวดหลัง 1 ครั้งอยู่ได้นานแค่ไหน?

ระยะเวลาบรรเทาปวดแตกต่างกันไปในแต่ละวิธีและแต่ละคน บางวิธีอยู่ได้หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน บางวิธีอยู่ได้นานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับกลไกของแต่ละวิธีและการตอบสนองของร่างกาย

 

   ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

หลายคนมักรู้สึกดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก แต่บางกรณีแพทย์อาจขอนัดประเมินอาการซ้ำ เพื่อพิจารณาว่าควรรักษาซ้ำหรือปรับแผนการรักษาเพิ่มเติมไหม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

 

   หลังฉีดยาแก้ปวดหลัง ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

ควรงดกิจกรรมหนักหรือยกของหนักในช่วง 2 อาทิตย์แรก คอยสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไข้ ปวดศีรษะรุนแรง หรือขาอ่อนแรง หากพบควรรีบพบแพทย์ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด

 

หมายเหตุ : ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา