กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

กรมชลประทาน ประสานความร่วมมือ กฟผ. ลงนาม 3  ฉบับ พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน แหล่งพลังงานสะอาด มุ่งเป้า Net Zero พร้อมศึกษาวิจัยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุด

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) กรมชลประทาน ลงนาม 3 บันทึกข้อตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แก่ 1) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว (จ.กาฬสินธุ์) เขื่อนลำตะคอง (จ.นครราชสีมา) เขื่อนกระเสียว(จ.สุพรรณบุรี) และเขื่อนห้วยแม่ท้อ (จ.ตาก) 2) โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนแก่งกระจาน (จ.เพชรบุรี) และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล (จ.เชียงใหม่)  และ 3) โครงการวิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำ

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

โดยมี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. และนายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นตัวแทนลงนาม พร้อมด้วย นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. และนายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษากรมชลประทาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

 

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีบทบาทหลักในการวางแผน พัฒนา และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ รวมไปถึงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับลุ่มน้ำ ความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

โดยนำน้ำที่บริหารจัดการตามแผนชลประทานอยู่แล้วมาเพิ่มมูลค่าทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบข้อมูลของทั้งสองหน่วยงานและงานวิจัยด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การทำงานร่วมกันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการวางแผนในระดับลุ่มน้ำ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงเทคนิค และการพัฒนานวัตกรรมสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านน้ำและประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระยะยาว

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน
 

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน จึงร่วมกับกรมชลประทานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือสามารถใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยนำน้ำที่ได้จากการระบายน้ำของเขื่อนตามแผนของกรมชลประทานมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืนของประเทศ เพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) 

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เขื่อนลำปาว เขื่อนลำตะคอง เขื่อนกระเสียว และเขื่อนห้วยแม่ท้อ ได้รับอนุมัติในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ให้ กฟผ. ดำเนินการร่วมกับ กรมชลประทาน  โดยสามารถผลิตไฟฟ้ารวมกันได้ปีละ 39 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 15,000 ตันคาร์บอนต่อปี

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานที่มีอยู่ ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 70 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 50,000 ตันคาร์บอนต่อปี และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 28.75 ล้านหน่วย ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปีละกว่า 13,000 ตันคาร์บอนต่อปี ปัจจุบัน กฟผ. ผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 16 เขื่อน รวมผลิตไฟฟ้าได้ต่อปีกว่า 660 ล้านหน่วย ลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้กว่า 360,000 ตันคาร์บอนต่อปี

กรมชลฯ - กฟผ. ร่วมกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ดึงขุมพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ผลิตไฟฟ้าไร้คาร์บอน