- 11 มี.ค. 2569
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ากระชับความร่วมมือ JPO - MAFF มุ่งยกระดับการคุ้มครองสิทธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า และส่งเสริมศักยภาพสินค้า GI ไทยในตลาดญี่ปุ่น
กรมทรัพย์สินทางปัญญา รุกหารือ สำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (Japan Patent Office: JPO) และกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries of Japan: MAFF) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสิทธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า ควบคู่กับการส่งเสริมความคุ้มครองและขยายโอกาสสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทยในตลาดญี่ปุ่น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าระดับสากล
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะผู้แทนไทย ประชุมหารือร่วมกับ Mr.KASAI Yasuyuki หัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) พร้อมคณะ ณ สำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น กรุงโตเกียว เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการยกระดับกระบวนการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดย อธิบดีอรมน เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เดินหน้ายกระดับการให้บริการสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ โครงการ Fast Track Plus+ เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมดิจิทัล และชิ้นส่วนยานยนต์ ควบคู่ไปกับการเปิดตัวเครื่องมือช่วยสืบค้นความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้า AI Image Search และ Trademark Checker ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยประเมินโอกาสที่จะได้รับจดทะเบียนในเบื้องต้นด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก สะท้อนถึงความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับศักยภาพทางการแข่งขัน
ทั้งนี้ ฝ่าย JPO ได้แสดงความสนใจและชื่นชมต่อการพัฒนาระบบดิจิทัลของไทย และพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการให้บริการทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือรูปแบบใหม่ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway หรือ PPH Navigator) และการดำเนินโครงการ Prior Art Search ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร
รวมทั้งได้มีการหาข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในการตรวจสอบสิทธิบัตรและการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ว่าด้วยการจดทะเบียนระหว่างประเทศด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ พร้อมหารือเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต
ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ได้เดินทางไปยังกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อหารือกับ Mr. ATSUSHI Suginaka หัวหน้าสำนักงานส่งออกและกิจการระหว่างประเทศ เกี่ยวกับแนวทางยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมสินค้า GI ร่วมกัน โดยปัจจุบันประเทศไทยประสบความสำเร็จในการผลักดันสินค้า GI ไทยให้ได้ขึ้นทะเบียนเป็น GI ในญี่ปุ่น
โดยได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพสูงจำนวน 7 รายการ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 3 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) และสับปะรดห้วยมุ่น(อุตรดิตถ์)
และอีก 4 รายการ อยู่ระหว่างปรับแก้ไขรายละเอียดตามแนวปฏิบัติของญี่ปุ่นและคาดว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียนในไม่ช้า ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ขณะที่ญี่ปุ่นมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนในไทยแล้ว 6 รายการ ได้แก่ เนื้อวัวคาโงชิมะ เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ เชอรี่ฮิกาชิเนะ เมลอนยูบาริ และอิชิคาดะ กาคิ (ลูกพลับแห้ง) ซึ่งการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการขึ้นทะเบียน GI ระหว่างกัน โดยมีแผนจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการควบคุมมาตรฐาน ส่งเสริมการตลาด และจับคู่ธุรกิจสินค้า GI เป็นต้น
นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากความก้าวหน้าด้านการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญายังมุ่งยกระดับสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียม ผ่านกลยุทธ์การส่งเสริมการขายเชิงรุก (Store Promotion) โดยได้เริ่มหารือกับห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ เพื่อเตรียมเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า GI ไทยในญี่ปุ่น และสินค้า GI ญี่ปุ่นในไทย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน รวมทั้งการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเภทสินค้า GI ของแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถคัดเลือกและนำเสนอสินค้าได้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ผลิตสินค้า GI และยกระดับสินค้าเกษตรกรรมให้ก้าวสู่การเป็นสินค้ามูลค่าสูงในเวทีการค้าระดับสากลได้อย่างยั่งยืน






