- 21 ต.ค. 2569
ทำความเข้าใจเงินหมุนเวียน วิธีคำนวณเงินที่ขาดมือ พร้อมเปรียบเทียบการใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพื่อบริหารกระแสเงินสดอย่างเหมาะสม
สำหรับพนักงานออฟฟิศที่ทำธุรกิจส่วนตัวควบคู่ไปด้วย เรื่องหนึ่งที่มักเจอไม่ต่างจากการบริหารงานประจำ คือ รายจ่ายมาก่อนรายรับ โดยเฉพาะช่วงที่ธุรกิจกำลังเติบโต เช่น ต้องสำรองเงินจ่ายค่าวัตถุดิบก่อนผลิตสินค้า จ่ายค่าโฆษณาเพื่อหาลูกค้า จ่ายค่าขนส่ง หรือชำระค่าบริการให้คู่ค้า ขณะที่รายได้จากการขายอาจยังไม่เข้าบัญชีทันที สถานการณ์นี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “เงินหมุนเวียนระยะสั้น” หรือเงินที่นำมาใช้ประคองกระแสเงินสดในช่วงเวลาที่รายจ่ายเกิดขึ้นก่อนรายรับ
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ “หาเงินมาใช้ก่อน” แต่ต้องรู้ด้วยว่า นำมาใช้เท่าไร ใช้นานแค่ไหน และจะนำเงินจากไหนมาคืนเพราะหากไม่มีแผนชำระคืนเงินที่ตั้งใจใช้แก้ปัญหา สภาพคล่องระยะสั้นอาจกลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาวได้
ก่อนหาเงินหมุน ลองคำนวณก่อนว่าขาดเงินจริงเท่าไร?
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยในการบริหารเงิน คือการประเมินจากความรู้สึก เช่น “น่าจะขาดประมาณ 30,000 บาท” ทั้งที่เมื่อดูรายรับและรายจ่ายจริงอาจพบว่าใช้เงินเพียง 15,000 บาท หรืออาจมากกว่านั้น
ก่อนตัดสินใจใช้วงเงินใด ๆ ลองประเมิน 4 เรื่องนี้ดูก่อน
1. เงินขาดมือเท่าไร
นำรายจ่ายที่จำเป็นในช่วงเวลานั้นมาหักด้วยเงินสดและรายรับที่คาดว่าจะได้รับ
เงินที่ต้องใช้หมุน = รายจ่ายที่ต้องจ่ายก่อน – เงินสดหรือรายรับที่มีอยู่
ควรคำนวณจากตัวเลขจริง เช่น ค่าวัตถุดิบ 20,000 บาท ค่าโฆษณา 5,000 บาท และค่าขนส่ง 3,000 บาท ขณะที่คาดว่าจะได้รับเงินจากลูกค้า 15,000 บาทในอีก 15 วัน เท่ากับต้องเตรียมสภาพคล่องเพิ่มเติมประมาณ 13,000 บาท
2. ต้องใช้เงินนานแค่ไหน
กำหนดวันที่คาดว่าจะได้รับเงินให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเงินจากลูกค้า เงินเดือน หรือรายได้อื่น ๆ หากรู้ว่าจะได้รับเงินวันที่ 30 แต่มีค่าใช้จ่ายวันที่ 15 ก็จะช่วยให้เห็นว่าต้องหาเงินมาหมุนประมาณ 15 วัน ไม่ใช่คิดเป็นภาระระยะยาวโดยอัตโนมัติ
3. เงินที่จะนำมาคืนได้มาจากไหน
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเงินหมุนเวียนควรมี “ทางออก” ตั้งแต่ก่อนนำมาใช้
เช่น
- เงินเดือนประจำ
- รายรับจากการขายสินค้า
- ค่าจ้างจากงานเสริม
- เงินจากลูกค้าที่กำลังจะครบกำหนดชำระ
หากยังตอบไม่ได้ว่าจะนำเงินจากไหนมาคืน อาจต้องทบทวนความจำเป็นและจำนวนเงินที่จะใช้ก่อน
4. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินธุรกิจ
แม้จะเป็นธุรกิจเล็ก ๆ ที่ทำหลังเลิกงาน ก็ควรแยกบัญชี และบันทึกรายรับ-รายจ่ายของกิจการออกจากเงินเดือนส่วนตัว วิธีนี้ช่วยให้เห็นว่า ธุรกิจมีกระแสเงินสดจริงเท่าไรและช่วยลดปัญหาในส่วนเจ้าของธุรกิจนำเงินส่วนตัวมาปะปนกับเงินกิจการได้ ในบางครั้งเจ้าของอาจจะไม่รู้ตัวว่า ธุรกิจมีกำไรหรือจริง ๆ แล้วควักเงินส่วนตัวมาช่วยธุรกิจอยู่
เงินหมุนเวียนระยะสั้น เลือกใช้บัตรเครดิตหรือเงินสดดี?
เมื่อรู้แล้วว่าต้องใช้เงินเท่าไรและใช้ในช่วงเวลาใด ขั้นต่อไปคือการเลือกเครื่องมือทางการเงินให้ตรงกับลักษณะของค่าใช้จ่าย โดยหลัก ๆ อาจพิจารณาได้จาก 2 สถานการณ์ ดังนี้
1.ค่าใช้จ่ายนั้นสามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้
หากต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าโฆษณา ค่าสินค้า หรือค่าบริการจากร้านค้าที่รับบัตรเครดิต การสมัครบัตรเครดิต อาจช่วยบริหารจังหวะกระแสเงินสดได้ เพราะชำระค่าใช้จ่ายในรอบบิล และมีช่วงเวลาระหว่างวันสรุปยอดกับวันครบกำหนดชำระ แต่สิ่งที่ต้องดูให้ละเอียดคือ วันสรุปยอด และวันครบกำหนดชำระ รวมถึงความสามารถในการชำระยอดตามกำหนด เพราะหากไม่สามารถชำระเต็มจำนวนตามเงื่อนไข อาจมีดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนด
ดังนั้นบัตรเครดิตเหมาะกับการบริหาร “จังหวะการจ่าย” มากกว่าการนำมาใช้เพื่อเพิ่มกำลังซื้อโดยไม่ดูรายรับในอนาคต
2.ต้องการเงินสดสำรอง
บางค่าใช้จ่ายไม่สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้ หรือธุรกิจจำเป็นต้องมีเงินสดสำรองในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบให้ผู้ขายที่รับเฉพาะเงินโอน หรือมีค่าใช้จ่ายเร่งด่วนที่ต้องชำระเป็นเงินสด กรณีนี้แนะนำบัตรกดเงินสด แต่ควรคำนวณต้นทุนก่อนใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และยอดที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด ดังนั้นจึงควรใช้โดยมีแผนชำระคืนที่ชัดเจน ไม่ใช่ใช้แทนเงินทุนระยะยาวของธุรกิจ
เมื่อมองในแง่การบริหารกระแสเงินสด ระหว่าง บัตรเครดิต กับ บัตรกดเงินสด ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้การใช้งานต่างกัน
● บัตรเครดิต เหมาะกับสถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายสามารถชำระผ่านบัตรได้ เช่น การซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่รับบัตร อีกทั้งยังสามารถวางแผนการชำระเงินให้สอดคล้องกับรอบบัญชีได้ หากมองหาบัตรเครดิตที่รองรับการใช้จ่ายได้หลากหลายรูปแบบ สมัครบัตรเครดิต KTC ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ โดยมีบัตรให้เลือกตามลักษณะการใช้จ่าย เช่น KTC VISA SIGNATURE, KTC JCB ULTIMATE , KTC AGODA MASTERCARD และ KTC UNIONPAY PLATINUM ซึ่งแต่ละบัตรมีสิทธิประโยชน์และเงื่อนไขแตกต่างกัน จึงสามารถเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้จ่ายของแต่ละคน รวมถึงเจ้าของธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายหลากหลายได้ เพราะใช้กับค่าใช้จ่ายหลากหลาย และสามารถใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้จริง เช่น การสะสมคะแนน KTC FOREVER สะสมง่าย แลกง่าย มาพร้อมกับสิทธิพิเศษมากมาย
● Highlight เครือข่ายบัตรเครดิต แต่ละแบรนด์
Visa : เหมาะกับคนที่ชอบรับประทานอาหารและช้อปปิ้ง โดยมีสิทธิประโยชน์ทั้งส่วนลดที่ห้องอาหารของโรงแรมชั้นนำทั่วไทย รวมถึงข้อเสนอสำหรับการช้อปออนไลน์และบริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ตลอดปี
Mastercard : ตอบโจทย์สายกินและไลฟ์สไตล์ ด้วยสิทธิพิเศษจากร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วไทย พร้อมข้อเสนอจาก Mastercard Priceless Special ที่ครอบคลุมร้านค้าและประสบการณ์ต่าง ๆ ทั่วโลก
JCB : เหมาะสำหรับคนที่เดินทางหรือใช้จ่ายในญี่ปุ่นเป็นประจำ มีสิทธิประโยชน์และส่วนลดในญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอสำหรับการกิน ช้อป และท่องเที่ยวในประเทศไทย
UnionPay : เหมาะกับผู้ที่เดินทางหรือมีค่าใช้จ่ายในประเทศและเมืองท่องเที่ยวในเอเชีย โดยมีสิทธิประโยชน์และส่วนลดใน จีน ฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน
● บัตรกดเงินสด เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการสภาพคล่องในรูปแบบเงินสดมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายระยะสั้นที่ไม่สามารถชำระผ่านบัตรเครดิตได้ เช่น สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่สามารถรองรับการใช้งานทั้ง “รูด โอน กด ผ่อน”
- รูด : รูดซื้อช้อปสะดวก ได้ที่ร้านค้า และช้อปออนไลน์ ได้ทั่วโลก
- โอน : โอนเงิน ผ่านแอป KTC Mobile ตลอด 24 ชม. รับเงินทันที
- กด : กดเงินที่ตู้ ATM ทั่วไทย ฟรีค่าธรรมเนียม
- ผ่อน : ใช้บัตรผ่อนสินค้าและบริการ ด้วยอัตรา ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 24 เดือน (เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ)
ทั้งนี้ ก่อนใช้งานควรศึกษารายละเอียดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการชำระคืนให้เหมาะกับความสามารถในการชำระของตนเอง
ตัวอย่างวางแผนเงินหมุนเวียน ก่อนตัดสินใจใช้วงเงิน
สมมติว่าพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งมีธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ และต้องจ่าย
● ค่าวัตถุดิบ 20,000 บาท วันที่ 10
● ค่าโฆษณา 5,000 บาท วันที่ 12
● ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่น 3,000 บาท
● คาดว่าจะได้รับเงินจากลูกค้า 18,000 บาท วันที่ 25
● เงินเดือนประจำเข้าวันที่ 30
เท่ากับมีรายจ่ายที่ต้องเตรียมทั้งหมด 28,000 บาท หากมีเงินสดสำหรับธุรกิจอยู่ 10,000 บาท จะมีเงินขาดมือประมาณ 18,000 บาท ยังก่อน! ไม่ต้องรีบหาวงเงิน 18,000 บาททันที แต่ควรถามตัวเองต่อว่า
“วันที่ 25 จะได้รับเงิน 18,000 บาทจริงหรือไม่ และหากลูกค้าจ่ายช้า จะยังชำระคืนได้หรือไม่?”
ถ้าคาดว่าจะได้รับเงิน 18,000 บาทวันที่ 25 และมีเงินเดือนเข้าวันที่ 30 ก็สามารถวางแผนชำระคืนให้สัมพันธ์กับกระแสเงินสดดังกล่าวได้ แต่ควรเผื่อกรณีลูกค้าจ่ายล่าช้าไว้ด้วย คิดง่าย ๆ คือ อย่าวางแผนจากรายรับที่ “คาดว่าจะได้” เพียงอย่างเดียว แต่ควรมีแผนสำรองสำหรับกรณีที่เงินเข้าช้ากว่ากำหนด
โดยเฉพาะการใช้สินเชื่อหรือวงเงินที่มีดอกเบี้ย การคำนวณยอดชำระต่อเดือนให้สอดคล้องกับรายได้ประจำและกระแสเงินสดจากธุรกิจ จะช่วยลดโอกาสที่เงินหมุนระยะสั้นจะกลายเป็นภาระระยะยาว
เช็กให้ครบก่อนใช้เงินหมุนเวียนระยะสั้น
ก่อนตัดสินใจใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดเพื่อแก้ปัญหาเงินหมุน ลองเช็ก 4 ข้อนี้ก่อน
1. จำเป็นหรือไม่? เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถเลื่อนได้
2. ใช้วงเงินเท่าไร? ใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ควรเลือกวงเงินจากจำนวนที่สามารถกู้หรือเบิกได้
3. คืนเงินจากไหนและเมื่อไร? ระบุวันที่และแหล่งเงินที่จะนำมาชำระคืนให้ชัดเจน
4. ต้นทุนทั้งหมดเท่าไร ? อย่าดูเฉพาะวงเงินหรือโปรโมชั่น ควรตรวจสอบดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม เงื่อนไขการชำระ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
และที่สำคัญควรมี แผนสำรอง หากลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า เช่น ใช้เงินสำรองของธุรกิจบางส่วน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือปรับกำหนดการสั่งซื้อวัตถุดิบให้เหมาะกับกระแสเงินสด
เงินหมุนเวียนที่ดี ไม่ใช่แค่มีเงินใช้ แต่ต้องรู้ว่าเงินจะกลับมาเมื่อไร การมีเงินหมุนเวียนช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้ในช่วงที่รายจ่ายมาก่อนรายรับ แต่หัวใจสำคัญของการบริหารเงินไม่ใช่การหาแหล่งเงินให้ได้มากที่สุด สิ่งสำคัญกว่าคือ รู้ว่าเงินขาดเท่าไร ใช้เมื่อไร ใช้นานแค่ไหน และจะนำเงินจากไหนมาคืน สำหรับคนทำงานประจำที่มีธุรกิจเสริม การแยกเงินเดือนออกจากเงินธุรกิจ บันทึกรายรับ-รายจ่าย และวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า จะช่วยให้มองเห็นภาพการเงินได้ชัดขึ้น
ส่วนใครที่กำลังพิจารณา สมัครบัตรเครดิต KTC หรือ สมัครบัตรกดเงินสด KTC PROUD ควรศึกษาคุณสมบัติ อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขล่าสุดจากช่องทางของ KTC ก่อนสมัครหรือใช้บริการ โดยเฉพาะรายละเอียดที่อาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา เพราะสุดท้ายแล้ว เงินหมุนเวียนที่ดี ไม่ใช่เงินที่หาได้เร็วที่สุด แต่คือเงินที่เรารู้ว่าจะใช้เพื่ออะไร และมีแผนชำระคืนได้อย่างเหมาะสมกับรายได้ของตัวเอง
บัตรกดเงินสด : กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี
บัตรเครดิต : ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
