- 04 ก.ค. 2559
จ่อใช้ม.44จับ "ธัมมชโย" หากจำเป็นใช้กม.พิเศษ
ความคืบหน้าการดำเนินการ กับพระธัมมชโย ที่ล่าสุด มีการพูดถึงแนวคิดใช้คำสั่งมาตรา 44 ของคสช.เพื่อเอาผิดกับผู้ที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่ นายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมาระบุว่า จะต้องรอดูกฎหมายว่าบัญญัติไว้อย่างไร ซึ่งเท่าที่ทราบทุกฝ่ายกำลังเดินหน้าอยู่ในทุกคดี ไม่เคยละเว้นแม้แต่คดีเดียว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตย ก็จะไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในกรณีที่มีความผิดว่า ตอนนี้จะต้องรอดูกฎหมายว่าบัญญัติไว้อย่างไร ซึ่งเท่าที่ทราบทุกฝ่ายกำลังเดินหน้าอยู่ในทุกคดี ไม่เคยละเว้นแม้แต่คดีเดียว ประชาชนก็ต้องดูและคิดเอาเองว่า ประเทศมีกฎหมายไว้เพื่ออะไร ผิดหรือถูกอย่างน้อยที่สุดก็ต้องออกมารับในการเข้าสู่กระบวนการ และขั้นตอนตามกฎหมาย แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกลับไม่รับอะไรเลยสักอย่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จะใช้มาตรา 44 เอาผิดกับผู้ที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ในคดีวัดพระธรรมกายพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กฎหมายมาตรา 44 มีการประกาศใช้อยู่แล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการจับกุม "ไม่เช่นนั้น ถ้าเข้าไปในพื้นที่ทีไรก็ถูกสวนกลับออกมาทุกที แล้วก็กลายเป็นเรื่องของการผิดพลาด จนเกิดการฟ้องร้องขึ้นมา และเดือดร้อนขึ้นมา แต่วันนี้ทุกฝ่ายเขารู้แล้ว จะยั่วยุอย่างไรก็ไม่ขึ้น
เว้นแต่กรณีจะเกิดอันตรายกับตัวเจ้าหน้าที่ หรือประชาชน เขาก็มีสิทธิ์ที่จะป้องกันแค่นั้นเอง วันนี้ที่เข้าไปดำเนินการกับพระ ผมให้ความเป็นธรรมทั้งสิ้น เพราะวันนี้ผมไม่อยู่ตรงกลางไม่ได้ แต่ก็จะต้องเดินตามกฎหมาย ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำเช่นนี้ ขอร้องสื่ออย่าไปตั้งคำถามบ่อย เดี๋ยวจะติดกันไปหมด ควรจะไปถามผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป
เพราะประชาชนทั้งประเทศไม่ยอมรับอยู่แล้ว ขอร้องว่าอย่าเอาคนกลุ่มหนึ่งไปสู้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ไปถามคนทั้งประเทศดีกว่าจะเอาอย่างไร กฎหมายควรต้องดำเนินการอย่างไร จะให้ยกโทษในทุกคดีทั้งประเทศให้กับทุกคนเพื่อรอให้ประเทศมีประชาธิปไตยก่อาอย่างนั้นหรือ เราจะอยู่กันอย่างนั้นหรือ
ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า กรณีดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิด ซึ่งตนเข้าใจว่านายกฯอาจคิดหากยังไม่จบก็อาจถึงจุดนั้น ส่วนตัวยังไม่มีการพูดคุยกับนายกฯ แค่ตีความว่าน่าจะหมายถึงกรณีที่ไม่สามารถจัดการได้ตามกฎหมายปกติก็อาจต้องใช้กฎหมายพิเศษ
อย่างไรก็ตามขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการทำงานทั้งฝ่ายสงฆ์ และพนักงานสอบสวน ซึ่งในส่วนของคนทำงานที่เริ่มเห็นว่ามีการใช้วิธีขัดขวางการทำงาน ดังนั้นอาจเริ่มเห็นแนวทางว่าหากไม่สามารถทำก็ต้องบอกไปถึงนายกฯ ซึ่งนายกฯก็เปิดทางให้แล้ว ตนรับทราบแค่นี้ และมองว่าหากจะใช้กฎหมายพิเศษต้องคิดอย่างรอบคอบว่าต้องจัดการให้ได้ ไม่เช่นกันก็ไม่รู้จะใช้ไปทำไมจนถึงวันนี้การทำงานยังไม่จบแต่อยู่ในขั้นตอนของอัยการต้องไปถามผู้ปฏิบัติว่าถึงเวลาที่ต้องพึ่งกฎหมายพิเศษหรือไม่ก่อนแจ้งให้นายกฯรับทราบ แต่ที่ผ่านมานายกฯย้ำมาตลอดว่าจะไม่พยายามให้ใช้คำสั่งแบบฟุ่มเฟือย
ไม่เพียงเท่านั้นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในวันนี้ นั่นคือทั้งฝั่งพระพุทธะอิสระเดินทางมายื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาประธานเครือข่ายรักษ์พุทธ ต่อศาลจังหวัดนครปฐมข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญ
ส่วนองค์กรพลังชาวพุทธเองก็เดินหน้าแจ้งความ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย” ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีอาจละเลยให้พระภิกษุในอาวาส พระพุทธอิสระกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย คำสั่งมหาเถรสมาคม และมติมหาเถรสมาคม
ที่ศาลจังหวัดนครปฐม พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธอิสระ วัดอ้อน้อย (ธรรมอิสระ) ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ได้เดินทางมาเพื่อฟ้องร้อง นายประสิทธิ์ สันจิตร ทนายความในฐานะ “ประธานเครือข่ายพิทักษ์พุทธ” ลูกศิษย์วัดธรรมกาย ที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญถึงในวัด ให้ได้รับความอับอายต่อหน้าสาธารณะกำนันในที่สาธารณะ ดูหมิ่น หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 326 328 393 397 ถือว่านายประสิทธิ์ได้ละเมิดฉันในฐานะที่กล่าวหาใส่ร้ายโดยไม่มีมูลความจริง ต่อกรณีที่ได้กล่าวหาว่าต้องอาบัติปาราชิกอันไม่เป็นความจริงต่อคณะสงฆ์วัดอ้อน้อย เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม และเจ้าคณะหนกลางวัดพิชยญาติการาม เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. และ 29 มิ.ย.59 ที่ผ่านมา
ซึ่งรวมสรุปแล้วคือมาก่อความเดือดร้อนรำคาญ และข้อหาที่แจ้งหรือฟ้องร้องกล่าวโทษต่อเจ้าอาวาสก็เป็นข้อหาที่เลื่อนลอย เป็นข้อหาที่ไม่มีมูลความจริง วันนี้จึงเดินทางมาศาลเพื่อฟ้องร้องกล่าวโทษนายประสิทธิ์ในฐานะที่ นายประสิทธิ์เป็นทนายแต่ใช้ความรู้ กลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น
นายอัยย์ เพชรทอง ประธานองค์กรพลังชาวพุทธ และกลุ่มพลังสตรีรักษ์ชาวพุทธศาสนา เดินทางเข้าแจ้งความ"พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ" เจ้าอาวาสวัดน้อย จังหวัดนครปฐม ฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ณ.สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
ทั้งนี้นายอัยย์ ซึ่งเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าได้พบการกระทำอันอาจจะเป็นความผิดของ “พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม” ดังนี้
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๓๗ (๒) เจ้าอาวาสมีหน้าที่ปกครอง และสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่ หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และมาตรา ๓๗ (๓) เจ้าอาวาสมีหน้าที่เป็นธุระในการศึกษาอบรม และสั่งสอน พระธรรมวินัยแก่บรรพชิต และคฤหัสถ์ และตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๔๑)
ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอน พระสังฆาธิการ ข้อ ๔๔ ความว่า “พระสังฆาธิการต้องเอื้อเฟื้อต่อกฎหมาย พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชา สมเด็จพระสังฆราช สังวรและปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด”
ด้วย “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และกฎมหาเถรสมาคม” ดังกล่าว ได้กำหนดหน้าที่และบทบาทของเจ้าอาวาสไว้ แต่อาจจะด้วยเหตุแห่งการ “ละเลย” หรือด้วยเหตุประการใดก็ตาม ทำให้พระภิกษุในอาวาส คือ “พระสุวิทย์ ธีรธัมโม” หรือ “พระพุทธอิสระ” ได้ทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย คำสั่งมหาเถรสมาคม มติมหาเถรสมาคม ดังนี้
๑. ได้ล่วงละเมิดพระวินัยเป็นอาจิณ ที่ปรากฏในมหาวรรค เช่น กรณีการปรุงอาหาร เป็นต้น
๒. ได้ล่วงละเมิดคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง การห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้อ ๔ ข้อ ๖ ข้อ ๗
๓. ได้ละเมิดมติของมหาเถรสมาคม มติครั้งที่ ๑๗/ ๒๕๔๙ เรื่อง พระภิกษุสามเณร เกี่ยวข้องกับการเมือง ในฐานะที่ “พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ” มีตำแหน่งเป็น “เจ้าอาวาส” และเป็น “เจ้าพนักงาน” ของรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ความว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี หรือ ปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาท ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”
การที่ “พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย” ไม่ได้ทำการตักเตือน แนะนำ สั่งสอน ห้ามปรามการล่วงละเมิดวินัย คำสั่งมหาเถรสมาคม มติของมหาเถรสมาคมของ “พระสุวิทย์ ธีรธัมโม” หรือ “พระพุทธอิสระ” ดังกล่าว จึงอาจเป็นความผิดฐานเป็น “เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗”
จึงได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ “พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย” เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนทำการเรียกตัว “พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย"มาสอบสวน และดำเนินคดีให้ถึงที่สุดต่อไป
