- 05 ก.ค. 2559
ตร.จ่อค้นธรรมกายรอบ2 เตือนอย่าขวางจับ "ธัมมชโย"
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย และหากย้อนกลับไปคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อปลายสัปดาห์ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ระบุว่าจะดำเนินคดีต่อบรรดาผู้ที่ขัดขวางการจับกุม ธัมมชโย
ทำให้เป็นที่จับตามองมากขึ้นว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มหันมาเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายแบบไม่เกรงใจอีกต่อไปแล้ว คาดกันว่าเขาจะใช้ มาตรา 44 เข้ามาจัดการหรือไม่
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตนมีความคิดเห็นตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ก่อน แต่หากมีความจำเป็นจะต้องใช้ อำนาจพิเศษ กรณีมาตรา 44 ก็จะใช้ดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการจับกุมพระธัมมชโยเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากสังคมภายนอก ก็ย่อมรับรู้ถึงฝ่ายธัมมชโย ไม่ยอมให้จับกุม ยิ่งลูกศิษย์อ้างว่าจะเข้ามอบตัวก็ต่อเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์เท่านั้น
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ร่วมกันแถลงผลการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอ กรณีเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเมื่อวันที่16 มิ.ย.
พลตำรวจตรี ถาวร ขาวสะอาด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ระบุ กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ขอศาลออกหมายจับ พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และได้ทำการขอหมายเข้าตรวจค้นภายในวัด เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ทางดีเอสไอ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่กว่า 9 คดีแบ่งออกเป็น 3 หมวดความผิด
1.หมวดความผิดเกี่ยวกับการกีดขวางทางสาธารณะจำนวน 7 คดี ยึดรถ 6 คัน เปรียบเทียบปรับไปแล้ว 6 คดี อีก 1 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน
2.หมวดความผิดเกี่ยวกับการครอบครองยุทธภัณฑ์ทหาร หรือลวดหนามหีบเพลง จำนวน 1 คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์จากกรมอุตสาหกรรมทหารว่า เป็นยุทธภัณฑ์ทางทหารหรือไม่ จะได้ดำเนินการตามกฎหมาย
3.หมวดความผิดเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ ขัดขวางการเจ้าพนักงานและช่วยเหลือผู้กระทำความผิดจำนวน 1 คดี ยึดรถที่ใช้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำนวน 6 คัน ขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 1 คน ส่วนผู้ต้องหาอื่น ๆ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับ
ขณะที่ พันตำรวจเอก เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ได้ฝากเตือนประชาชนที่มีพฤติการณ์ การกระทำที่ส่อไปในทางขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจจะดำเนินคดีอย่างจริงจังและเด็ดขาดทุกราย
ขณะเดียวกันคดีพระธัมมชโย ก็อยู่ในความสนใจของสังคมเป็นอย่างมากที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการเข้าดำเนินคดีครั้งนี้ จนกลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวก
โดย ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง กรณีวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย
เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกรณีวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย พบว่า
ร้อยละ 51.44 พระธัมมชโย ควรมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
ร้อยละ 20.80 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควรรีบดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
ร้อยละ 9.36 มีการเมืองอยู่เบื้องหลังกรณีวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย
ร้อยละ 8.00 กรณีวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย อาจทำให้สังคมแตกแยก
ร้อยละ 6.72 คนไทยกลุ่มหนึ่งปล่อยให้ความเชื่อความศรัทธาอยู่เหนือกฎหมาย
ร้อยละ 5.84 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควรรอให้พระธัมมชโยหายอาพาธก่อนค่อยเข้าดำเนินการจับกุม
ร้อยละ 5.12 กรณีวัดพระธรรมกาย และ พระธัมมชโย เป็นวิกฤติของพระพุทธศาสนา
ร้อยละ 3.12 พระธัมมชโย ควรรอให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ก่อนค่อยมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ร้อยละ 2.16 พระธัมมชโยถูกใส่ร้ายกลั่นแกล้ง
ร้อยละ 1.44 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการโดยมีอคติ
ร้อยละ 2.80 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ วัดพระธรรมกายไม่โปร่งใส มีการบิดเบือนคำสอนตามหลักพุทธศาสนา
ส่วนคดีของวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย นั้น DSI ขาดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างมาก ควรดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะพระธัมมชโยควรศึกออกจากการเป็นพระ และได้รับโทษตามกฎหมาย ในขณะที่บางส่วนระบุว่า พระธัมมชโยเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ทำความผิด และรัฐบาลไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และร้อยละ 25.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ "ความเชื่อความศรัทธา" กับ "การปฏิบัติตามกฎหมาย" ว่าสิ่งใดสำคัญ กว่ากัน พบว่า
ร้อยละ 77.52 ระบุว่า "การปฏิบัติตามกฎหมาย" สำคัญกว่า เพราะ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ของกฎหมาย กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน แต่ความเชื่อและความศรัทธา เป็นเรื่องของส่วนบุคคลซึ่งความเชื่อไม่ได้มีเหมือนกันทุกคน บางครั้งก็ไม่มีเหตุผลจนเกินไป ดังนั้น กฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มีความยุติธรรม สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม ศาสนา ทุกศาสนาต้องเคารพกฎหมาย หากไม่มีกฎหมายแล้ว บ้านเมืองย่อมเกิดความวุ่นวายอย่างแน่นอน กรณีวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโยหากไม่มีความผิดจริง ควรเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
ร้อยละ 10.08 ระบุว่า "ความเชื่อความศรัทธา" สำคัญกว่า โดยในจำนวนนี้ ระบุเหตุว่า เพราะ ประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธมีหลักคำสอนไม่ให้กระทำความผิดเบียดเบียน ซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน หากทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว แต่กฎหมายของบ้านเมืองทุกวันนี้ขาดความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามความเชื่อและความศรัทธาต้องมีเหตุและผล ไม่งมงายจนเกินไป
ร้อยละ 8.08 ระบุว่า สำคัญพอ ๆ กัน และร้อยละ 4.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
ในขณะที่หลายๆคนกำลังติดตามการดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกายอย่างหนักแต่อีกด้านหนึ่งพระพุทธอิสระก็เคลื่อนไหวแจ้งความเอาความผิดต่อนายอัยย์ เพชรทอง ประธานองค์กรพลังชาวพุทธ และกลุ่มพลังสตรีรักษ์พระพุทธศาสนาและพวก
สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พระสุวิทย์ ธีรธัมโม (หลวงปู่พุทธอิสระ) วัดอ้อยน้อย อ.กำแพงแสน พร้อมด้วยนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ไวยาวัจกรวัดอ้อน้อย และนายมหัศจักร โสดี ทนายความได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.กำแพงแสน เพื่อแจ้งความเอาความผิดต่อนายอัยย์ เพชรทอง ประธานองค์กรพลังชาวพุทธ และกลุ่มพลังสตรีรักษ์พระพุทธศาสนาและพวก ในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุมและเครื่องขยายเสียงขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่มีคำสั่งไม่ให้ใช้เครื่องขยายเสียงและชุมนุมโดนไม่รับอนุญาต โดยมีคณะผู้ติดตามที่เดินทางมารอที่หน้า สภ.กำแพงแสน ราว 20 คนและมีสื่อมวลชนเข้ามาติดตามทำข่าวประมาณ 10 คน ทั้งนี้ พระสุวิทย์ ธีรธัมโม (หลวงปู่พุทธอิสระ) ได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนราว 1 ชั่วโมงก่อนจะเดินทางกลับออกไป
ทั้งนี้ การเข้าแจ้งความดังกล่าว พระสุวิทย์ ธีรธัมโม (หลวงปู่พุทธอิสระ) พร้อมทนายได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อนายอัยย์ เพชรทอง เนื่องจากเมื่อ 4 ก.ค.59 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14.00 น. ขณะที่พระสุวิทย์ ธีรธัมโม (หลวงปู่พุทธอิสระ) พร้อมทนายและไวยาวัจกรวัดอ้อน้อย เข้าฟ้องร้องเอาผิดต่อนายประสิทธิ์ สันจิตร์ ทนายความฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญและทำให้เสียชื่อเสียง หมิ่นประมาทนต่อศาลจังหวัดนครปฐม ขณะเดียวกันคณะของนายอัยย์ และพวกประมาณ 40 คน ก็ได้เข้าแจ้งความเอาความผิดต่อพระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ในวันนี้พระสุวิทย์ ธีรธัมโม พร้อมทนาย จึงได้กลับเข้ามาแจ้งความต่อนายอัยย์ และพวกดังกล่าวอีกครั้ง
