ข้อมูลใหม่ จำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์”  อาจเสียหายทะลุ 328,802 ล้านบาท

ควบคู่ไปกับสถานการณ์ประชามติ อีกหนึ่งข่าวสารที่กำลังทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นนั่นก็คือคดีโครงการรับจำนำข้าว ทั้งในทางแพ่งและอาญา

ควบคู่ไปกับสถานการณ์ประชามติ อีกหนึ่งข่าวสารที่กำลังทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นนั่นก็คือคดีโครงการรับจำนำข้าว ทั้งในทางแพ่งและอาญา

โดยหลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขความเสียหายในส่วนรับผิดของของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีมูลค่าสูงกว่า286,639 ล้าน บาท ล่าสุดในวันพรุ่งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะจำเลยในคดีที่ปล่อยให้เกิดความเสียหาย ก็จะต้องขึ้นไต่สวนกับองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทำให้เจ้าตัวถึงขนาดออกมาโพสต์เฟซบุ๊กขอกำลังใจกันเลยทีเดียว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความ หัวข้อเรื่อง  "เก็บมาเล่า กำลังใจสำคัญเสมอ" ว่า "ดิฉันจึงบอกตัวเองว่าเราต้องเข้มแข็งเพื่อพิสูจน์ตัวเอง บางอย่างอาจจะต้องใช้เวลา เพราะทุกอย่างไม่สามารถที่อธิบายหรือทำให้คนเข้าใจได้ในวันเดียว

ดังนั้นจึงต้องมีความอดทน และดิฉันก็เชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ เหลือเวลาอีกเพียงสองวัน ดิฉันจะต้องขึ้นศาลฯ เพื่อแถลงเปิดคดี และตอบคำถามฝ่ายโจทก์ด้วยตัวเองค่ะ ครั้งนี้อยากจะบอกว่า ต้องการกำลังใจจากพี่น้องประชาชนและแฟนเพจ”

สำหรับมนุษย์แล้วในยามที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบาก กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญเสมอ แต่ที่สุดแล้วการรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำไปต่างหากคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

สำหรับมนุษย์แล้วในยามที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบาก กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญเสมอ แต่ที่สุดแล้วการรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำไปต่างหากคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขความเสียหายมากกว่า286,639 ล้านบาท ล่าสุดมีการเปิดเผยเพิ่มเติมออกมาจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ว่าตัวเลขความเสียหาย อาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 4/2559

ว่า ที่ประชุมรับทราบถึงสถานการณ์ข้าวในปีนี้และปีหน้า รับทราบสถานการณ์ข้าวในคลัง มีการรายงานเรื่องการจำหน่ายการระบายข้าว และหารือถึงสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่เดิม เพื่อแสวงหาทางออกตามกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลนี้พยายามอย่างเต็มที่ในการทำให้โครงการรับจำนำข้าวเป็นธรรมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ส่วนเรื่องตัวเลขที่มีการพูดมาแล้วนั้น เป็นการสำรวจเมื่อปี 2557 ที่มีการรับบัญชี สำรวจประเมินความเสียหายเท่านั้นอยู่ ซึ่งข้าวที่อยู่ในคลังจะมีความเสียหายมากยิ่งขึ้น จึงคาดการณ์ว่าอาจจะมีความเสียหายมากขึ้นไปกว่านั้นอีก

 

 

เรื่องความรับผิดชอบความเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มีสองอย่าง ทั้งของรัฐบาล และอดีตรัฐมนตรี ตัวเลขเดิมคือ 2.8 แสนล้าน และ 2 หมื่นล้าน เดี๋ยวจะเข้าสู่กระบวนการ โดยรัฐบาลมีหน้าที่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่าไปมองตัวเลขมากนัก เพราะอาจจะมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากข้าวขายไม่ได้ จะเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ และจะขายมากๆ ก็ไม่ได้ เพราะต้องดูราคาตลาดด้วย

 

ส่วนตัวเลขข้าวที่ยังค้างอยู่ในโกดังนั้น เวลานี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้คำนวณไว้แล้ว เบื้องต้นคิดไว้ว่าความเสียหายอยู่ที่ 2.8 แสนล้าน หากเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็ต้องสรุปตัวเลขอีกที ซึ่งต้องมีทั้งค่าใช้จ่ายและเรื่องราคาข้าว ตรงนั้นจะบวกขึ้นไปอีก

 

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังยืนยันอีกว่า จะต้องมีผู้รับผิดชอบความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่ว่าใครเป็นคนทำให้เสียจริงหรือไม่ ทุจริตจริงหรือไม่ก็ไปสู้กันในศาล ตนมีหน้าที่สรุปขึ้นไปให้ได้ และศาลก็ต้องไปสืบต่อ

ขณะเดียวกัน ในการประชุม สนช.วันที่ 5 สิงหาคมนี้ นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.จะตั้งกระทู้ถามพล.อ.ประยุทธ์ เรื่องนโยบายการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลังให้เรียกค่าเสียหาย

ซึ่งนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังขณะนั้น สรุปค่าเสียหายเบื้องต้นมีมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท ขณะนี้เวลาผ่านมา 1 ปีแล้ว จึงขอสอบถามความคืบหน้ากรณีดังกล่าว

 

 

สำหรับคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ที่ระบุว่ามูลค่าความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวอาจจะเพิ่มสูงกว่านั้น เป็นการอธิบายตามหลัก สินค้าค้างสต๊อก เนื่องจากปัจจุบันยังมีข้าวในโกดังที่ไม่สามารถระบายได้อีกเป็นจำนวนมาก

ซึ่งข้าวเหล่านั้นจะต้องมีค่าบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บ รักษา คัดเกรดเพื่อจำหน่าย รวมไปถึงค่าเสื่อมของสินค้า ที่ผันแปรไปตามระยะเวลา

ย้อนหลังกลับไปยังจุดเริ่มต้น จากข้อมูลของคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2557 โครงการรับจำนำข้าวเปลือก มีข้าวสารคงค้างอยู่ในสต็อก 18 ล้านตัน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นข้าวคุณภาพดี 10% ข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน 70% ข้าวป่นหรือข้าวเสื่อมสภาพมีประมาณ 5% และข้าวสูญหายอีก 1 แสนตัน

ผลการศึกษา ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า” ที่ระบุว่า ข้าวเปลือก 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม) นำมาสีแปรสภาพได้ข้าวสาร 0.66 ตัน (660 กิโลกรัม) หากรัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 14,500 บาท นำไปสีแปรสภาพเพื่อให้ได้ข้าวสารน้ำหนัก 1 ตัน จะมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 22,000 บาท ดังนั้น ถ้ารัฐบาลมีข้าวค้างสต็อก 18 ล้านตัน หมายความว่าข้าวสารของรัฐบาลลอตนี้มีต้นทุนประมาณ 396,000 ล้านบาท

หากนำข้อมูลผลการสำรวจปริมาณข้าวสาร 18 ล้านตัน ที่ค้างอยู่ในสต็อกตามข้อมูลข้างต้น มาวิเคราะห์ตามสูตรคำนวณดังกล่าวจะพบว่า ข้าวสารที่อยู่ในสต็อกของรัฐบาลที่ปริมาณข้าวมากที่สุด อันดับที่ 1 คือ ข้าวด้อยคุณภาพ มีปริมาณ 15.2 ล้านตัน ต้นทุนอยู่ที่ 334,382 ล้านบาท อันดับที่ 2 เป็นข้าวคุณภาพดี มีปริมาณ 1.8 ล้านตัน ต้นทุน 39,600 ล้านบาท ถัดไปเป็นข้าวเน่า ข้าวป่น 9 แสนตัน ต้นทุน 19,800 ล้านบาท และข้าวหายอีก 1 แสนตัน ต้นทุน 2,218 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ระบุว่าข้าวสารในสต็อกรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นข้าวด้อยคุณภาพ 85% ดังนั้น แนวทางในการบริหารจัดการข้าวในสต็อกให้เกิดผลขาดทุนน้อยที่สุดจึงขึ้นอยู่กับจังหวะและฝีมือในการระบายข้าวด้อยคุณภาพของกระทรวงพาณิชย์ หากระบายช้า ข้าวด้อยคุณภาพก็จะกลายเป็นข้าวเน่า แต่ถ้าระบายเร็วจะทำให้ราคาข้าวตกต่ำ เป็นต้น

เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีฐานข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณ และคุณภาพข้าวออกมาแล้ว ทีนี้ลองมาคิดคำนวณกันค่ะว่า ตัวเลขความเสียหายจะออกมาเป็นเท่าไร

ซึ่งในที่นี้รายการเจาะข่าวร้อนล้วงข่าวลึก จะทำการคิดคำนวณตั้งแต่กรณีที่เลวร้ายน้อยที่สุดไปถึงมากที่สุดดังนี้

กรณีที่ 1 เลวร้ายที่สุด กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวด้อยคุณภาพตันละ 3,000 บาท

คาดว่าจะมีรายได้จากการระบายข้าวลอตนี้ 67,198 ล้านบาท ต้นทุนอยู่ที่ 396,000 ล้านบาท รัฐบาลขาดทุน 328,802 ล้านบาท

กรณีที่ 2 ขายข้าวด้อยคุณภาพตันละ 6,000 บาท คาดว่ารัฐบาลมีรายได้จากการระบายข้าวลอตนี้ 112,795 ล้านบาท ขาดทุน 283,205 ล้านบาท

กรณีที่ 3 ขายข้าวด้อยคุณภาพตันละ 9,000 บาท คาดว่ารัฐบาลมีรายได้จากการระบายข้าว 158,393 ล้านบาท ขาดทุน 237,607 ล้านบาท

และกรณีที่ 4 สถานการณ์ดีมาก กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวด้อยคุณภาพได้ราคาเท่ากับข้าวคุณภาพดี ตันละ 12,000 คาดว่ารัฐบาลมีรายได้จากการระบายข้าว 203,990 ล้านบาท ขาดทุน 192,010 ล้านบาท

หากกระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวจนครบ 18 ล้านตัน คาดว่า รัฐบาลจะขาดทุนขั้นต่ำ 192,010 ล้านบาท และขาดทุนสูงสุดไม่เกิน 328,802 ล้านบาท

พิจารณาจากสูตรการคิดคำนวณดังกล่าวก็จะเห็นว่าตัวเลขความเสียหายจะวิ่งตั้งแต่192,010 ล้านบาท ไปจนถึง 328,802 ล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ระบบการคิดบัญชียังไม่หมดแค่นั้นนะค่ะ เนื่องจากว่ายังต้องนับรวมในส่วนของตัวเลขความเสียหายจากทางฝั่ง องค์การคลังสินค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร

1.             ธ.ก.ส. ร่วมมือกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) ดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ถึงเดือนมีนาคม 2558 รัฐบาลต้องจัดงบฯ ชดเชยเงินต้นที่เสียหาย 131,989 ล้านบาท

 

2.             ธ.ก.ส. ร่วมมือกับองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อตก.) ดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ถึงเดือนมีนาคม 2558 รัฐบาลต้องจัดงบฯ ชดเชยเงินต้นที่เสียหาย 54,869 ล้านบาท

 

3.             โครงการประกันรายได้ปีการผลิต 2552/2553 และ 2553/2554 รัฐบาลต้องจัดงบมาชดเชยส่วนต่าง กรณีชาวนาขายข้าวต่ำกว่าราคาประกันรวมทั้งสิ้น 50,928 ล้านบาท

 

4.             ชดเชยต้นทุนทางการเงินโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางรวมเป็นวงเงิน 7,900 ล้านบาท

 

5.             ชดเชยค่าดอกเบี้ยโครงการพักชำระหนี้ปี 2555 วงเงิน 2,395 ล้านบาท

 

โดยรายการตามที่กล่าวมานี้ ถูกรายงานโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)รวมมูลค่าสูงถึงกว่า 235,111 ล้านบาท

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ จากข้อมูลข้อเท็จจริงที่รายการเจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก หยิบมานำเสนอให้รับทราบกัน ซึ่งเป็นที่มาของการคิดคำนวณว่า โครงการรับจำนำข้าวนั้นที่ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขจริงๆได้ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ระบุนั้น ก็เป็นเพราะว่าปัญหาของข้าวที่ค้างอยู่ในสต๊อก ที่พ่วงมากับค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก

และที่เลวร้ายมากกว่านั้นก็คือ ข้าวจำนวนมหาศาลที่ค้างอยู่ในสต๊อกนั้น ได้ส่งผลทำให้ระบบการปลูก สต๊อก และการระบายข้าวของประเทศเกิดความเสียหายอย่างหนัก จนส่งผลกระทบมาสู่ฤดูกาลผลิตไปปีต่อๆมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้