- 29 ส.ค. 2559
ถ้าไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ใครจะเป็นนายกฯคนต่อไป
แม้ว่าโดยหลักการตามรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อได้ แต่ตามหลักข้อเท็จจริงเมื่อพิจารณาจากฐานคะแนนส.ส.เดิม โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยเป็นตัวตั้ง ท้ายที่สุดหากพรรคใดพรรคหนึ่งไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ก็แทบปิดประตูที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ในทางกลับกันหากสองพรรคจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลหรือเสนอนายกรัฐมนตรี ก็จะกลายเป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ที่ประชุม กรธ.ได้พิจารณาการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับคำถามพ่วงของ สนช. โดย กรธ.ยืนยันตามหลักการเดิมของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ กำหนดให้ ส.ส.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้เท่านั้น เพราะ ส.ส.เป็นผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา ส่วน ส.ว.มีหน้าที่ร่วมลงมติเลือกบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลา 5 ปีตามคำถามพ่วงเท่านั้น ทั้งนี้ กรณีที่มีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว จะต้องยืนยันตามผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ ตามมาตรา 88 และ 159 ตามหลักการเดิม แต่หากรัฐสภาไม่สามารถเลือกบุคคลได้ตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ก็เป็นหน้าที่ของ ส.ส.จำนวน 251 คนขึ้นไป ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เรียกประชุมเพื่อหาเสียงสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 เพื่องดเว้นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีฯ
ที่ประชุมร่วมกันของทั้ง 2 สภา ก็คือ ส.ส.500+ส.ว.250 คือ 750 ครึ่งหนึ่งก็คือ 375 เสียง
ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ส.ส.265 คนจากแบ่งเขต 204 คน บัญชีรายชื่อ 61 คน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ส.ส. 159 คน จากแบ่งเขต 115 คน บัญชีรายชื่อ 44 คน
สองพรรครวมกันได้คะแนนเสียง 424 เสียง เพราะฉะนั้นจะนายกรัฐมนตรีคนในหรือคนนอกบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นผู้ชี้ขาดอยู่แล้ว หรือในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 ก็ปรากฏคะแนนของทั้งสองพรรคดังนี้
พรรคพลังประชาชน แบ่งเขต 221 สัดส่วน35 รวม 256 คะแนน
พรรคประชาธิปัตย์ แบ่งเขต 127 สัดส่วน35 รวม162คะแนน
หรือทั้งหมด 418 เสียง พิจารณาจากเงื่อนไขทางตัวเลข ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าถ้าหากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความพึงพอใจเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกหรือจะเป็นชื่อของพล.อ.ประยุทธ์แล้ว ก็สามารถปิดเงื่อนไขดังกล่าวด้วยการร่วมมือกัน แต่ทว่าในทางการเมืองก็จะมีคำถามเกิดขึ้นอีกเหมือนกันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยทางการเมืองจริงๆหรือไม่ แล้วสมติว่า คิดกันเพิ่มเติมว่า หากไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แล้วใครจะขึ้นมาเป็นแคดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในที่นี้ก็ต้องพิจารณาไปที่พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นอันดับแรก
ทั้งนี้ถ้าหากจับตามองไปที่พรรคเพื่อไทย ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า บุคคลใดบ้างที่ดูมีบทบาท และพยายามจะยกสถานะของตัวเองขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไต่อยู่บนเส้นลวดแห่งอำนาจอย่างสม่ำเสมอภาพที่เคยปรากฏในโลกการเมือง ภาพที่เพิ่งสร้างใหม่ “คุณหญิงหน่อย” นุ่งขาว เข้าเรียนวิชา “พระพุทธศาสนา” ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ม.จ.ร.) พร้อมกิจกรรมบูรณะลุมพินีสถาน สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า แม้ปลีกวิเวกไปธุดงค์ในวงพุทธศาสนา แต่ “คุณหญิงหน่อย” ไม่เคยห่างการเมือง ที่ชัดเจนก็คือเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ในงานสัมมนา "ร่างรัฐธรรมนูญกำกับรัฐบาลไว้อย่างไร"โดยในวันนั้นมี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)
คุณหญิงสุดารัตน์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ และนางนฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมถกแถลง เพื่อนัดหารือ โดยยกเอาเหตุผลการหาทางออกให้กับประเทศชาติ การปรากฏตัวและแสดงบทบาทเพื่อเป็นตัวกลาง ในการชักนำทุกฝ่ายที่เป็นขั้วขัดแย้งมาหารือ และหาทางออกให้กับประเทศชาตินั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณหญิงสุดารัตน์ได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า ต้องการกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตัวเลือกทางการเมืองครั้งนี้
ตอกย้ำกับล่าสุด กรณี นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ถูกเจ้าหน้าที่อายัดตัวดำเนินคดีต่อที่ศาลทหารมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น หลังศาลจังหวัดภูเขียวอนุญาติให้ประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำนั้น
คุณหญิงสุดารัตน์ ถึงกับโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้เห็นข่าวคุณแม่และน้องสาวของคุณไผ่ ดาวดิน นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นั่งคุกเข่าวิงวอนร่ำไห้ ขวางรถที่จะนำลูกชายไปศาลทหาร เพียงเพื่อขอพบลูกชายสักนิดหนึ่ง เพื่อให้ลูกได้เซ็นเอกสารลงทะเบียนเรียน หลังศาลภูเขียวอนุญาตให้ประกันตัว จากความผิดกรณีการแจกเอกสารรณรงค์ประชามติ
พี่เด้ง---แต่หลังจากยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว คุณไผ่ก็ถูกเจ้าหน้าที่อายัดตัวส่งศาลทหารในคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 กรณีชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ในกิจกรรมครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร โดยได้นำตัวไปขึ้นศาลทหารทันที
ในความเป็นแม่ดิฉันอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ ว่าวันนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย เกิดอะไรขึ้นกับผู้มีอำนาจ แค่เด็กนักศึกษาคนหนึ่งที่มีอุดมการณ์ ความเชื่อและศรัทธาในสิทธิที่เสมอกันของประชาชน แต่กลับได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ก่อการร้ายที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง (ขอย้ำว่าความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐบาล)
จากการติดตามข่าวเก่าจึงเห็นว่า “กลุ่มดาวดิน” คือกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องและเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ภาคอีสานมานานแล้ว ครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ “ไผ่ ดาวดิน” ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้อง และรักษาสิทธิของชุมชน และเมื่อย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 9 พ.ค. กรุงเทพโพล โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องคะแนนนิยมพรรคการเมืองไทย ว่าอยากได้ใครมาเป็นหัวหน้าพรรคหลังได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปรากฏว่า คะแนนเสียงเชียร์ก็อวยมาให้กับคุณหญิงสุดารัตน์เต็มๆ
ร้อยละ 72.0 อยากได้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มาเป็นหัวหน้าพรรค รองลงมา ร้อยละ 12.0 อยากได้ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
มีเพียงร้อยละ 2.0 ที่อยากได้ศาสตราจารย์พิเศษ ชัยเกษม นิติสิริ
ส่วนร้อยละ 14.0 ไม่แน่ใจ
จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคุณหญิงสุดารัตน์เลือกแล้วที่จะกลับมามีบทบาททางการเมือง เพื่อให้เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ในการเสนอตัวเป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามนอกจากคุณหญิงสุดารัตน์แล้ว ก็จะเป็นที่น่าสังเกตว่ามีอีก 2 คน ที่แสดงบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตอบโต้กับคสช.แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน กึ่งๆเป็นการเสนอตัวให้กับพรรคเพื่อไทย นั่นก็คือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายวัฒนา เมืองสุข
หากย้อนไปดูประวัติของนายจาตุรนต์ ฉายแสง หัวหน้าพรรคไทยรักไทยยุคขัดตาทัพซึ่งมักถูกสื่อมวลชนยิงคำถามว่าเป็น 'หัวหน้าพรรคนอมินี' ดังเช่น หุ่นเชิด-นอมินีหลายๆ กรณีที่ นายทักษิณ เลือกใช้
ทั้งนี้ระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 4 ได้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ขึ้น โดยขณะนั้นมีการกวาดล้างผู้นำนักศึกษาอย่างหนัก จนทำให้เขาต้องหลบไปใช้ชีวิตเยี่ยงคอมมิวนิสต์อยู่ในป่าพรรคหนึ่ง และนี่เองที่ทำให้ นายจาตุรนต์ถูกจัดเป็นหนึ่งใน "คนเดือนตุลา" ที่เดินขวักไขว่อยู่ในพรรคไทยรักไทยไม่ว่าจะเป็น นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย
นายจาตุรนต์เคยผ่านสนามการเลือกตั้งทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่และเมื่อพรรคไทยรักไทยของ นายทักษิณ ประกาศเดินหน้าลงสู่สนามการเลือกตั้ง นายจาตุรนต์จึงตัดสินใจตี ย้ายพรรคมาซบอยู่กับพรรคไทยรักไทย
หากย้อนไปดูความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของ นายทักษิณและนายจาตุรนต์แล้วจะทราบว่า มีมายาวนานมาตั้งแต่รุ่นพ่อ และในสมัยรัฐบาลทักษิณ นายจาตุรนต์ก็ได้รับตำแหน่ง รมต.มาโดยตลอดอีกด้วย
ส่วนนายวัฒนา เมืองสุข ก็เป็นอีกคนที่แสดงบทบาทต่อสู้ ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของคสช.และฝ่ายตรงข้ามอย่างดุเดือด ชนิดยอมแลกด้วยการถูกดำเนินคดี
นายวัฒนา ก้าวเข้าสู่ความเป็นนักการเมือง โดยการได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปราจีนบุรี ในนามพรรคชาติพัฒนา และต่อมาก็ได้ก้าวเข้าสู่กลุ่มขั้วการเมืองของ นายทักษิณ ยุคพรรคไทยรักไทยจากนั้นความเป็นนักการเมืองได้เจริญขึ้นเป็นลำดับถึงระดับรัฐมนตรี แต่ก็ต้องมาสะดุดหยุดลงเมื่อรัฐประหารปี 2549 นายวัฒนา กลับสู่การเมืองอีกครั้ง โดยได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในปี 2554 ในนามพรรคเพื่อไทย นอกจากที่รู้จักในนามนักการเมืองแล้ว ยังรู้กันว่ายังมีเบื้องหลังแน่นปึ้กเพราะเป็นที่รู้กันว่านายวัฒนาเป็นหลานเขยซีพี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 นายวัฒนา ก็เริ่มออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ และคสช.จนถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติและดำเนินคดีหลายครั้ง
ส่วนอีกตัวเลือกที่อาจจะรอจังหวะส้มหล่นก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งโอกาสในสนามการเลือกตั้งที่จะได้ส.ส.มากกว่าพรรคเพื่อไทยนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าหากนับองค์ประกอบ ณ ตอนนี้ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อก็คือหัวหน้าพรรค ซึ่งก็คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั่นเอง
