จริงหรือไม่...ผู้มีอำนาจจัดฉากทัวร์ศูนย์เหรียญ ???

ในขณะที่สื่อแทบทุกสำนักนักต่างโหมนำเสนอข่าวทัวร์ศูนย์เหรียญไปในทิศทางเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐกำลังปราบปรามและตามดำเนินคดี อายัตทรัพย์สินอย่างหนักนั้น อยู่ๆอ.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตก

ในขณะที่สื่อแทบทุกสำนักนักต่างโหมนำเสนอข่าวทัวร์ศูนย์เหรียญไปในทิศทางเดียวกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐกำลังปราบปรามและตามดำเนินคดี อายัตทรัพย์สินอย่างหนักนั้น

อยู่ๆอ.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูล ชนิดตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์กำลังได้รับข้อมูลเท็จเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ

พร้อมกับย้ำว่าวาทะกรรมทัวร์ศูนย์เหรียญนั้นไม่มีอยู่จริง โดยเรื่องทั้งหมดน่าจะเกิดมาจากผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง โดยมีเรื่องผลประโยชน์บางอย่างเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

ซึ่งการที่อ.สังศิตต้องออกมาเปิดเผยพร้อมกับส่งสัญญาณเตือนไปถึงรัฐบาล ก็เป็นเพราะว่าประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะนักท่องเที่ยวชาวจีนไม่กล้ามาเที่ยวในประเทศไทย ณ ขณะนี้

แน่นอนว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของอ.สังศิต ทำให้เกิดประเด็นคำถามในมุมกลับกัน ต่อกระบวนการจับกุมทัวร์ศูนย์เหรียญว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรกันแน่

เพราะสถานการณ์ทางคดีในตอนนี้ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐก็ได้เดินหน้าดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหาด้วยความเข้มข้น

ที่สน.พญาไท นางนิสา โรจน์รุ่งรังสี ประธานบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด และ นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี กรรมการบริษัทฯ พร้อมทีมทนายและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ที่ห้องประชุมชั้น 2

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทได้กีดกันไม่ให้นักข่าวเก็บภาพ พร้อมพูดจาต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.พญาไทจึงได้คุมตัวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัททั้ง 9 คนลงมาไว้ที่ห้องประชุมชั้นล่างทันที พร้อมตรวจค้นรถตู้เจออาวุธไม้คมแฝก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาเวลา 10.45 น. วันเดียวกัน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว (ผบก.ทท.) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเดินทางมาที่ สน.พญาไท และให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งคณะกรรมการสอบสวนในคดีทัวร์ศูนย์เหรียญนั้น กลุ่มผู้ต้องหาได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มคือข้อหาฟอกเงิน และระหว่างการสอบสวนหากพบว่ามีความผิดใด ก็จะแจ้งข้อหาเพิ่มไปอีก ทั้งนี้ได้มีการเร่งรัดสรุปสำนวนโดยเร็ว คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 สัปดาห์น่าจะส่งให้อัยการฟ้องศาลได้

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีดังกล่าวผู้ต้องหามีสิทธิ์ให้ปากคำอย่างไรก็ได้ ซึ่งก็อยู่ในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนควบคู่ไปด้วย

ส่วนเครือข่ายของบริษัทโอเอฯนั้น คงไม่มีอีกแล้ว ทั้งนี้กรณีที่ปปง.มีคำสั่งยึดทรัพย์ แต่ทางบริษัทยังขัดขืนไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินนั้น หากปปง.ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ ก็จะดำเนินคดีในข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงานเพิ่ม ซึ่งขณะนี้ทางปปง.ได้ยึดทรัพย์และเงินสดของบริษัทโอเอฯ แล้ว

ขั้นตอนต่อไปทางเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดาภิเษก โดยพนักงานสอบสวนจะยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากกลัวว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ในขณะที่พ่อและแม่ถูกดำเนินคดีตามที่ปรากฏเป็นข่าว ฝ่ายของลูกๆ ได้เดินทางไปข้อความเป็นธรรมจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล นายโอฬาร โรจน์รุ่งรังสี และครอบครัวในนามตัวแทนบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์

นายโอฬารกล่าวว่า ขอความเป็นธรรมกรณีที่มีการกล่าวหาว่าบริษัทของตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับทัวร์ศูนย์เหรียญ และโดนยึด อายัด รถทัวร์ในเวลาต่อมา โดยนายโอฬาร ระบุว่า ตนขอยืนยันว่าตนและครอบครัวเป็นคนไทย 100% ไม่ได้เป็นนอมินีของคนจีนแต่อย่างใด กิจการของครอบครัวของตนได้มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย และประกอบธุรกิจด้วยความสุจริต

พร้อมทั้งเสียภาษีถูกต้องตามกฏหมาย พร้อมสร้างรายได้ให้ประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท ทั้งนี้ยืนยันว่าบริษัทของตนไม่ใช่บริษัททัวร์ แต่เป็นเพียงแค่บริษัทที่ให้เช่ารถทัวร์เพียงเท่านั้น บริษัทของตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัททัวร์ที่กระทำผิดกฎหมาย

นายโอฬาร กล่าวต่อว่า ก่อนที่บริษัทของตนจะให้บริษัททัวร์ที่เข้ามาใช้บริการนั้น ก็ได้ทำการตรวจสอบใบประกอบการต่างๆเพื่อความถูกต้องอยู่สม่ำเสมอ เช่นใบอนุญาตท่องเที่ยวหรือใบประกอบการอื่นๆ แต่วันนี้การที่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในบริษัทตนได้กระทำผิดบริษัทของตนกลับถูกมองว่าได้กระทำผิดด้วย

ส่วนของการยึดรถนั้น ขณะนี้รถที่อยู่ในบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัดนั้น มีเพียงแค่240 คัน และขณะนี้ในส่วนของบริษัทโอเอ ก็ได้หยุดทำการแล้ว และรอการดำเนินการจากภาครัฐต่อไป แต่ในส่วนกระแสข่าวที่ออกมาว่าบริษัทโอเอมีรถทัวร์ประมาณ 2 พันกว่าคันนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะในส่วนรถทัวร์ที่เหลือเป็นรถของบริษัทในเครือโอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด เท่านั้น และในส่วนของบริษัทในเครือขณะนี้ก็ยังคงดำเนินกิจการตามปกติ