- 23 พ.ย. 2559
จากกรณี สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นควรสั่งฟ้องพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร โชคประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 5 ในฐานความผิดสบคบกันฟอกเงิน ร่
จากกรณี สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นควรสั่งฟ้องพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร โชคประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 5 ในฐานความผิดสบคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด
เพจ ทนายคู่ใจ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า โธ่หลวงพ่อโดนข้อหาหนักเลย
อัยการแถลงส่งตัวฟ้องวันที่ 30 พ.ย. 2559 นี้
1. ข้อหารับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 ในความผิดข้อหานี้มักจะนำมาฟ้องหรือลงโทษต่อจากบุคคลที่กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น ยักยอก ฉ้อโกง ฯลฯ จากกรณีนี้นายศุภชัย ศรีศุภอักษร นักโทษในคดียักยอกทรัพย์จากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ยิ่งตามการสืบสวนของดีเอสไอก็คือเขายักยอกเงินเข้ามาถ่ายเทกับทางผู้ต้องหา ข้อหานี้อัตราโทษจำคุกสูงถึง 5 ปีเชียวนะ ที่พบเจอมาถ้าฟังว่าผิดมักจะติดคุกจริงๆเพราะถือว่ารู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดก็ยังรับทรัพย์นั้นไว้ ความผิดฐานรับของโจร "ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ....ซื้อหรือรับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด"
ถ้าผิดจะผิดฐานรับไว้นี่แหละ ส่วนจะรู้หรือไม่รู้ว่าทรัพย์นั้นมาจากการกระทำความผิด ตามแนวฎีกาที่ศาลเคยวินิจฉัยไว้ โดยมากถ้าไม่ได้เปิดร้านรับซื้อของเก่าหรือรับต่ำกว่าราคาตลาดมากๆ ศาลจะมองว่าผิด แต่กรณีนี้เป็นเงินสด ก็ต้องรอติดตามกันข้อหานี้ยังไม่แน่ว่าจะผิดหรือถูกเพราะมีประเด็นเรื่องการบริจาควัด แต่ถ้ามีหลักฐานมากกว่าการบริจาคเช่นเจตนาพิเศษซึ่งDSIมีข้อมูลอยู่ก็ไม่แน่งานนี้จบไม่สวย
2.ข้อหาฟอกเงินนี่ เป็นความผิดอาญาแผ่นดินรัฐเป็นผู้เสียหาย ถ้าฟังว่าผิดฐานนี้ก็ยึดทรัพย์ได้ แต่เมื่อไปดูกฎหมายฉบับนี้ตามแนวที่ศาลเคยลงไว้ว่าในบางกรณีก็ไม่ได้ผิดเสมอไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2267/2550
ความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีอาญาที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ศาลเชื่อว่าโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ แต่เมื่อพยานหลักฐานโจทก์นำสืบมาแล้วนั้นยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย"
ข้อหาฟอกเงินนี่ก็ไม่รู้ว่าDSIมีอะไรในมือบ้าง แต่ถ้าอ้างลอยๆนี่ผมว่าเผลอๆจะสู้ไม่ได้นะ
แต่เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานของพรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 3
"ความผิดมูลฐาน" "หมายความว่า
(4) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อ ทรัพย์
หรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการ
ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือกฎหมาย
ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระทำโดย กรรมการ ผู้จัดการ หรือ
บุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของสถาบัน
การเงิน นั้น"
ยังไงก็ต้องฟ้องไปก่อนแล้วมาพิสูจน์กันในศาล เพราะอัยการสูงสุดได้ชี้ขาดแล้วว่าคดีมูลให้ฟ้องศาล
ขณะเดียวกัน 23 พฤศจิกายน เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่าคณะทำงานอัยการได้พิจารณาผลการสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดจากพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่อัยการสั่งสอบเพิ่มเติม และหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ต้องหาครบถ้วนแล้ว จึงได้มีคำสั่งคดี
โดยมีความเห็นสั่งฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง ผู้ต้องหาที่ 1 /นางศรัณยา มานหมัด อดีตรองผู้จัดการสหกรณ์ฯคลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน กันล้อม อดีตรองประธานสหกรณ์ฯคลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งอัยการนัดให้ผู้ต้องหากลุ่มนี้ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งตัวมาให้อัยการ แล้วมาฟังคำสั่งคดีในวันที่ 30 พฤศจิกายน เพื่อส่งฟ้องต่อศาล
และอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาที่ 2 และนางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5
ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ซึ่งผู้ต้องหาสองคนนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้ส่งตัวให้อัยการ จึงแจ้งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ติดตามตัว พระธัมมชโย และนางสาวศศิธร มาให้อัยการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนก่อนขาดอายุความ 15 ปี
ด้านนายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า ในส่วนพระธัมมชโย กับนางสาวศศิธร หากอัยการได้รับตัวมาอัยการก็จะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณาคำสั่งเห็นควรสั่งฟ้องทั้งสองคน และทำการสอบสวนก่อน ซึ่งหากมีพยานหลักฐานใหม่ อัยการก็อาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการสั่งคดีในส่วนสองคนนี้ได้
ยอมรับว่าการสั่งคดีนี้มีความล่าช้า เนื่องจากมีทรัพย์สินเกี่ยวข้องจำนวนมาก ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน ที่พบว่ามีการจ่ายเช็ค 27 ฉบับ จากนายศุภชัย / นางสาวศรัณยา / และนางทองพิน ไปยังพระธัมมชโย และนางสาวศศิธร รวมประมาณ 1,400 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 ถึง เมษายน 2556
จึงต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อผลประโยชน์ของผู้เสียหาย ที่สามารถใช้สิทธิขอรับการเยียวยารับเงินคืนได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย และยืนยันอัยการทำงานเต็มที่หลังได้รับผลสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
อ้างอิงจาก เพจ ทนายคู่ใจ
เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์
