จะปรองดองกับ "เพื่อไทย-ทักษิณ" งั้นหรือ??? อะไรหนอที่เป็นคำตอบ!!

จะปรองดองกับ "เพื่อไทย-ทักษิณ" งั้นหรือ??? อะไรหนอที่เป็นคำตอบ!!

ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็นวิเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งมีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ

ภายหลังการประชุม นายสังศิตแถลงว่า อนุกรรมาธิการได้พิจารณาหลักการ และผลักดันให้เกิดนโยบายในการที่จะสร้างความปรองดอง คือ

1. จะยึดนโยบายและมาตรการของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เคยใช้สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี คือ คำสั่งที่ 66/23 และ 66/25 ที่ทำให้สงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาล ที่ยืดเยื้อมากว่า 30 ปียุติลงได้ โดยการใช้นโยบายทางการเมือง

2.คำนึงถึงเรื่องความสามัคคี สันติสุขของคนในชาติและสังคมไทยเป็นที่ตั้ง

3.ยึดหลักเมตตาธรรม ยุติความเคียดแค้นชิงชังโดยการให้อภัยกัน

4.ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรมแบบเดียวกับที่ พล.อ.เปรมเคยใช้

5.ต้องใช้กฎหมายและปฏิบัติกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ
นายสังศิตกล่าวต่อว่า การสร้างความปรองดองในครั้งนี้อาจจะเกิดความสำเร็จได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง แต่จะเป็นคนกลาง และปัญหาเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ซึ่งทาง กมธ.ปฏิรูปด้านการเมืองได้ทำแนวทางไว้และได้ผ่านมติจาก สปท.ไปแล้ว ทำให้การทำงานมีความชอบที่จะสามารถต่อยอดได้ อีกทั้งตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 59 บรรยากาศในสังคมเอื้อให้เกิดขึ้น เพราะคนไทยเรียกร้องให้มีความสามัคคี ต่างจากหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะทำให้เรามีโอกาสผลักดันได้สำเร็จ


ซึ่งสำหรับก่อนที่จะเข้าสู่ที่ประชุมสปท. ได้กำหนดกรอบเวลาการทำงานของอนุกรรมาธิการฯ เป็นเวลา 60 วัน ในการรวบรวมความคิดเห็นและเอกสารต่างๆ  โดยได้นำเอกสารทั้งหมดจาก 9 คณะที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้แล้วมาเป็นพื้นฐาน เพราะทำให้ต่อยอดง่ายขึ้นและทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการคลาดเคลื่อนไปจากเจตนารมณ์ของผู้ที่ทำ โดยจะทำงานร่วมกับรัฐบาลและ สนช.

ในการประชุมวันจันทร์ที่ 30 ม.ค.60 ที่จะมาถึงนี้ ได้มีการเชิญประธานและรองประธานทั้ง 9 ชุดมายืนยันข้อมูลที่ทำไว้ อาทิ ชุดของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชุดของนายคณิต ณ นคร ชุดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ชุดของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ส่วนพรรคการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย นปช. และ กปปส. ทางอนุกรรมาธิการฯได้ทำหนังสือให้เสนอความคิดเห็นส่งมายังอนุกรรมาธิการฯด้วย แม้พรรคการเมืองจะทำกิจกรรมไม่ได้แต่เชื่อว่าความคิดเห็นของแกนนำก็ถือเป็นความเห็นของพรรคได้

ด้านนายนิกร จำนง รองประธานอนุกรรมาธิการฯ ได้กล่าวถึงกรณีส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า คสช. และรัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งด้วยนั้น นายนิกรระบุว่า คสช.ก็ส่วน คสช. รัฐบาลก็มีหน้าที่สร้างความปรองดอง เพราะจะต้องมีคนกลาง หากคิดว่ารัฐบาลเป็นคู่ขัดแย้ง ก็ไม่มีทางไป กลายเป็นปัญหาสามเส้า แล้วจะหาใครมาเป็นคนกลาง เรื่องนี้ก็ไม่สำเร็จ ส่วนที่เรายึดนโยบาย 66/23 เพราะเห็นว่า นโยบายรัฐสามารถแก้ได้ ส่วนวิธีการไม่ได้คุยกันว่าต้องเป็นอย่างไร ต้องคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากคู่ขัดแย้งต่างกัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเราได้ข้อสรุปจากการทำงานของทั้ง 9 คณะ ที่เรียนรู้ถึงความล้มเหลวและจุดบกพร่องมาตลอด จนมาถึงคณะสุดท้ายคือชุดของนายอเนก จึงไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลอีกแล้ว ปัญหาคือจะเดินไปทางไหน เมื่อไหร่ อย่างไรเท่านั้นเอง

 

พล.อ.นคร สุขประเสริฐ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ได้กล่าวว่า อยู่ในช่วงการหารือคุณสมบัติคณะกรรมการที่ กรธ.ระบุให้คณะกรรมการสรรหา ตามมาตรา 203 ของรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติเป็นผู้ชี้ขาดคุณสมบัติและทำหน้าที่สรรหา โดยกำหนดเนื้อหาส่วนนี้ไว้ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางสำหรับการพิจารณาคุณสมบัติและสรรหากรรมการองค์กรอิสระอื่นต่อไป
การกำหนดกรอบการทำหน้าที่ของกรรมการสรรหาแบบนี้ เป็นการเปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหามีโอกาสใช้ดุลพินิจการพิจารณาอย่างกว้างขวาง จนอาจทำให้เกิดข้อครหาในการทำหน้าที่ได้ อีกทั้งโครงสร้างที่มาของคณะกรรมการแบ่งออกเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 4 คน และกรรมการที่เป็นตัวแทนจากองค์กรอิสระ 6 ตำแหน่ง อาจนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตได้ว่า กระบวนการสรรหาตัวแทนกรรมการสรรหาองค์กรอิสระมีความโปร่งใสหรือไม่

และเนื่องจากมีการตั้งคำถามว่าหากกรรมการองค์กรอิสระที่ต้องส่งตัวแทนมาเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของ กกต.และสรรหา กกต.เพิ่มอีก 2 คน ตามบทเฉพาะกาลของกฎหมายว่าด้วย กกต.ก็อาจมีการเลือกนอมินีมาเป็นกรรมการสรรหา เกิดการล็อบบี้กันระหว่างตัวแทนกรรมการสรรหาแต่ละองค์กร เพื่อวินิจฉัยไม่ให้กรรมการ กกต.บางรายขัดกับคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะโครงสร้างคณะกรรมการสรรหา จะเห็นได้ว่า สัดส่วนตัวแทนจากองค์กรอิสระนั้นมีจำนวนมากกว่ากรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งจะเป็นเสียงข้างมากชี้ขาด

ทั้งนี้ เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางเดียวกันกับองค์กรอิสระต่อไปไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่จะต้องมีการพิจารณาคุณสมบัติว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงอยากเสนอให้ กรธ.ปรับแก้มาตรา 10-11 และบทเฉพาะกาลในร่างกฎหมาย กกต. ในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการสรรหา และกระบวนการสรรหาเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ปรองดองได้ก็ดี..แต่จะรอดฝั่งหรือไม่ ?? "ต่อตระกูล" ย้อนภาพแดงเปลี่ยนผืนธงชาติไทยเหลือแค่ 2 สี ย้ำระวังเชื้อชั่วขบวนการเปลี่ยนระบอบฝังรากลึกขวางแผ่นดินสงบ??

 

 

สำหรับบทเฉพาะกาลกฎหมาย กกต.ที่ กรธ.ควรปรับ ก็ไล่ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนเป็นกรรมการสรรหา จากกรรมการองค์กรอิสระ ควรมีความน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ว่าไม่เป็น นอมินี ของคณะกรรมการ กำหนดให้กรรมการสรรหาเป็นข้าราชการคนหนึ่ง อยู่ภายใต้กฎหมายเพื่อให้มีความรับผิดชอบในการใช้ดุลพินิจการพิจารณา จากนั้นก็ควรกำหนดชัดเจนว่า ให้คณะกรรมการสรรหายึดการพิจารณาคุณสมบัติจากรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กรรมการองค์กรอิสระคนไหนขัดก็ต้องชี้ชัดว่าขัดส่วนขั้นตอนการสรรหาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ ก็ควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการแสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจน ทั้งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือบันทึกเทปไว้ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงต่อสังคม ไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องการล็อบบี้วิ่งเต้นกันเหมือนที่ผ่านมา และลบเสียงวิจารณ์ที่ กรธ.กำหนดให้กรรมการสรรหาสามารถเลือกคนที่ไม่ได้สมัครรับการสรรหามาเป็นกรรมการได้

"กระบวนการนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ กรธ.ต้องปรับแก้ เพราะบรรยากาศทางการเมืองขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการสร้างความปรองดองในสังคมนำโดย ป.ย.ป. ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรอิสระก็ถือเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเช่นกัน องค์กรอิสระจึงจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูป โดยเริ่มจากตัวกรรมการองค์กร เพื่อลบข้อครหาว่าเป็นคนของใครจากฝ่ายไหน หาก กรธ.ไม่กำหนดหลักการสรรหากรรมการองค์กรอิสระให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดการปฏิรูป ตัวบุคคลเดิมที่เคยมีปัญหากับกลุ่มการเมืองก็อาจจะยังอยู่ต่อไป แถมยังมีข้อครหาเรื่องขัดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญที่จะถูกโจมตี จนกลายเป็นความขัดแย้งได้อีก" พล.อ.นครระบุ

จะปรองดองกับ "เพื่อไทย-ทักษิณ" งั้นหรือ??? อะไรหนอที่เป็นคำตอบ!!

สืบเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม ที่มีการแก้ไขมาตรา 3 เนื้อหาเกี่ยวกับการล้างความผิดทุกกรณีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2556 ซึ่งมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย และได้มีศัพท์ใหม่ทางการเมืองเกิดขึ้น เช่น นิรโทษกรรมสุดซอย นิรโทษกรรมยกเข่ง และเซตซีโร่ (Set Zero)

ทั้งนี้ เมื่อปีพ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา ย้อนไปยังอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร เคยให้สัมภาษณ์พิเศษ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์งจุดยืนแนวทางเรื่องการนิรโทษกรรมสุดซอย ที่ประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากนายทักษิณงมีท่าทีชัดเจนในการสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับแก้ไขเนื้อหาใหม่ที่เสนอโดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ดังนี้

นายทักษิณได้กล่าวถึงจากกรณี ความขัดแย้งระหว่างบุคคล 2 กลุ่ม เมื่อเกิดความขัดแย้งผลพวงที่ตามมาคือ การใช้กฎหมาย ใช้บุคคลากร ใช้การปฏิวัติ นายทักษิณมองว่าสิ่งเหล่านี้ควร Set Zero (เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่) มันคือหลักง่ายๆ ในการทำให้บ้านเมืองกลับมาปกติดีดังเดิม จากที่หลายฝ่ายชอบเอ่ยถึง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยหรือยกเข่ง นายทักษิณมองว่า เราไม่ควรใช้คำนี้เพราะ คำว่าสุดซอยมันคือการให้เต็มที่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาความสะใจหรือมันส์ ควรใช้คำเรียกว่า เซตซีโร่ Set Zero เพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่แล้วเดินหน้า  บ้านเมืองจะได้ไม่บอบช้ำไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานมากไปกว่านี้

สังเกตุได้จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น เซตซีโร่  Set Zero ที่นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวนี้เป็นเรื่องเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อทุกฝ่ายเห็นชอบแล้ว กฎหมายดังกล่าวจะทำสู่การลบล้างความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้อกับเหตุการณ์การเมืองทุกคน เพราะ Set Zero มันก็ตามชื่อเลย (Zero) เริ่มจากศูนย์เพื่อนับหนึ่งใหม่

 

ดังเช่น นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการติดตามการร่างรัฐธรรมนูญของพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดในการนิรโทษกรรมเพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในประเทศ เช่นกัน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม เอะอะก็นิรโทษฯ!!.."สามารถ"แนะ"บิ๊กตู่"ใช้ ม.44 นิรโทษกรรมผู้เห็นต่างทางการเมือง...ดูแล้วเหมือนอยากจะนิรโทษกรรมให้ใครหรือเปล่า??

 

 

ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์