- 10 ก.พ. 2560
“ลุงวิศวะ” ป่วย ส่งทนายพบรองปลัด ยธ.เข้าหารือกรมคุ้มครองสิทธิฯช่วยคุ้มครองพยาน
สืบเนื่องจากกรณี นายสุเทพ โภชน์สมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร ใช้อาวุธปืนยิงนายนวพล ผึ่งผาย หรือปอน นักเรียนชั้นม.4 เสียชีวิต เหตุเกิดจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายทะเลาะกันเรื่องจอดรถกีดขวางทางกัน แล้วฝ่ายผู้ตายจอดรถตู้ขวาง ก่อนพากันลงมาหานายสุเทพกับครอบครัวที่อยู่ในรถ จนกระทั่งถูกนายสุเทพใช้อาวุธปืนยิงใส่เสียชีวิต จากเรื่องดังกล่าวกล้องหน้ารถนายสุเทพบันทึกเหตุเหตุ การณ์ไว้ได้ และนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น (คลิกอ่าน:สรยุทธ์ฟันฉับ!! ใครได้ประโยชน์อะไรกับเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งนี้)
ล่าสุด วันที่ 10 ก.พ. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกร ที่ใช้ปืนยิงนายปอน อายุ 17 ปี จนเสียชีวิต จะเดินทางเข้าพบกระทรวงยุติธรรม เพื่อปรึกษาเรื่องคดีความในวันนี้ ว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ นายสุเทพให้ทนายความประสานมายังสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมว่า นายสุเทพมีอาการป่วยและขอไปเดินทางหาหมอ และนายสุเทพก็ยังไม่ได้แจ้งว่าจะเข้ามาพบอะไรยังไง แต่ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมได้ประสานไปยังน.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในกรณีจะให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และถ้ามีการข่มขู่กัน ก็พร้อมที่จะให้ดูแลเรื่องของการคุ้มครองพยานอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า กระแสที่ออกมาในขณะนี้จะมีความกดดันอย่างไรหรือไม่ พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ไม่ เพราะตนดูแล้วว่าทั้งหมด เป็นเรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรมและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำได้ดีอยู่แล้ว แต่คนกลับไปสนใจโซเชี่ยลต่างหาก โดยไม่ได้สนใจการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งตนดูว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว
ถามต่อออีกว่า กระแสในโซเชี่ยลมีเดียมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างไรบ้าง เพราะมีการโพสต์คลิปวีดีโอ ก่อนที่จะเป็นหลักฐานในชั้นศาล พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ตามความคิดเห็นของตน ที่มีผลกระทบต่อกระทรวงยุติธรรมก็คือว่า จำเป็นจะต้องนำหลักฐานทั้งหมดนำสู่ศาล และก็ให้ศาลเป็นคนตัดสินว่าใครผิดใครถูก ส่วนเรื่องความเห็นในโซเชี่ยลมีเดียไม่สามารถจะไปเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบความผิดและพฤติการกระทำความได้หรอก(คลิกอ่าน:เมียลุงวิศวะ เปิดใจกรณีโพล่งปาก“เตรียมไว้แล้วยิงกับแม่งเลย”)
เรียบเรียง : Nisa T-NEWS
