เปิดฐานที่มั่น !?!? “วัดธรรมกาย” ถึงคราวล่มสลาย ... หากมูลนิธิธรรมกายถูกยึดหรือไม่

ก่อนหน้านี้ 14 กุมภาพันธ์ 2560 พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย ว

ก่อนหน้านี้  14 กุมภาพันธ์ 2560 พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย ว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พลตำรวจตรี ถาวร ขาวสอาด ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดปทุมธานี และคณะพนักงานสอบสวน ที่รับผิดชอบคดีวัดพระธรรมกาย โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้นำหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศของวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย ที่แปลผลแล้ว มาส่งมอบให้คณะพนักงานสอบสวน เพื่อนำมาประกอบสำนวนในการดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย และพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 95 เป็นส่วนของมูลนิธิธรรมกาย มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่เป็นส่วนของวัดพระธรรมกาย

 

 

โดยในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ( ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ได้มีการระบุไว้ว่า

มาตรา 31 วัดมีสองอย่าง

 (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

 (2) สำนักสงฆ์

 

 ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป

 

 

แต่ในขณะเดียวกันนั้นเจ้าอาวาสวัดก็เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ รัฐ โดย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เจ้าอาวาสหมายความว่า บุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือชั่วคราว และหมายความรวมถึงบุคคลผู้ทำหน้าที่ช่วยราชการ ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นเจ้าพนักงานเฉพาะคดีด้วย ซึ่งผู้อ่านคงหมายความได้ถึงข้าราชการทั่วไป เช่น ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ทหาร นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น

 

 

และที่ผ่านๆ มานั้นในแต่ละวัดก็จะมีการรับบริจาคเงินแต่ถ้าวัดไหนที่มีประชาชนมาบริจาคกันเป็นจำนวนมากก็จะมีการตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อที่จะมาดูแลจัดการเรื่องการเงิน

 

โดยมูลนิธินั้น ก็จะเป็นนิติบุคคล ถ้าทรัพย์สินของมูลนิธินั้นถูกยึดก็จะตกเป็นของรัฐบาล

 

มูลนิธิเกิดขึ้นจาก คน ๆ หนึ่ง หรือ คนหลาย ๆ คน ที่ต้องการที่จะทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่าง เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ของชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ประเทศ ทวีป หรือโลกใบนี้

 

ซึ่งมูลนิธิ ได้แก่ ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสาหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะการศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหา ผลประโยชน์มาแบ่งบันกัน และเป็นนิติบุคคลเมื่อได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

 

 

การจดทะเบียนมูลนิธิ ให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดารงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ยื่นแบบ ม.น. 1 ณ สานักงานเขต ที่สานักงานใหญ่ของมูลนิธิจะจัดตั้งขึ้น สำหรับกรุงเทพมหานคร หรือที่ ๆ ว่าการอำเภอสาหรับจังหวัดอื่น ๆ

 

 

 

การแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ ให้ประธานกรรมการของมูลนิธิ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นเครื่องแบบ ม.น. 2 ณ สานักงานเขตอันเป็นที่ตั้งของสานักงานใหญ่ของมูลนิธิ สำหรับกรุงเทพมหานคร หรือที่ ๆ ว่าการอำเภอ สาหรับจังหวัดอื่น ๆ

 

 

 

แต่ถ้ามูลนิธินั้นได้ทำผลเสื่อมเสียหรือไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์นั้นก็จะมีการเรียกร้ององขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิ โดยตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตราที่ 129 ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิผู้ใดดำเนินกิจการของ มูลนิธิผิดพลาดเสื่อมเสียต่อมูลนิธิ หรือดำเนินกิจการฝ่าฝืนกฎหมาย

 

หรือข้อบังคับของมูลนิธิหรือกลายเป็นผู้มีฐานะหรือความประพฤติ ไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิผู้นั้นได้

 

ในกรณีที่การกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำของคณะ กรรมการของมูลนิธิ หรือปรากฏว่าคณะกรรมการของมูลนิธิไม่ดำเนิน การตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิทั้งคณะได้

 

ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิ หรือคณะ กรรมการของมูลนิธิตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ศาลจะแต่งตั้งบุคคล อื่นเป็นกรรมการของมูลนิธิหรือคณะกรรมการของมูลนิธิแทนกรรมการ ของมูลนิธิ หรือคณะกรรมการของมูลนิธิที่ศาลถอดถอนก็ได้ เมื่อศาล มีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลใดเป็นกรรมการของมูลนิธิแล้ว ให้นายทะเบียน ดำเนินการจดทะเบียนไปตามนั้น

 

 

 

มาตรา 130 มูลนิธิย่อมเลิกด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้

(1) เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดในข้อบังคับ

(2) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นไว้เฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสิ้นระยะเวลานั้น

 (3) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใด และได้ดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว หรือวัตถุประสงค์นั้นกลายเป็น การพ้นวิสัย

(4) เมื่อมูลนิธินั้นล้มละลาย

(5) เมื่อศาลมีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิตาม มาตรา 131

 

 

 

 

มาตรา 131 นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสีย คนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิได้ในกรณีหนึ่ง กรณีใดดังต่อไปนี้

 

(1) เมื่อปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิขัดต่อกฎหมาย

(2) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรม อันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของ ประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ

(3) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่า เพราะเหตุใด ๆ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป

 

มาตรา 132 เมื่อมูลนิธิมีเหตุต้องเลิกตาม มาตรา 130 (1) (2) หรือ (3) แล้ว ให้คณะกรรมการของมูลนิธิที่อยู่ในตำแหน่งขณะมีการ เลิกมูลนิธิแจ้งการเลิกมูลนิธิต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ มีการเลิกมูลนิธิ

 

ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้มูลนิธิล้มละลาย ตาม มาตรา 130 (4) หรือมีคำสั่งถึงที่สุดให้เลิกมูลนิธิตาม มาตรา 131 ให้ศาลแจ้งคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวให้นายทะเบียนทราบด้วย

 

 

 

ให้นายทะเบียนประกาศการเลิกมูลนิธิในราชกิจจานุเบกษา

 

มาตรา 133 ในกรณีที่มีการเลิกมูลนิธิ ให้มีการชำระบัญชีมูลนิธิ และให้นำบทบัญญัติใน บรรพ 3 ลักษณะ 22 ว่าด้วยการชำระบัญชี ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด มาใช้บังคับ แก่การชำระบัญชีมูลนิธิโดยอนุโลม ทั้งนี้ให้ผู้ชำระบัญชีเสนอรายงาน การชำระบัญชีต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียนเป็นผู้อนุมัติรายงาน นั้น

 

มาตรา 134 เมื่อได้ชำระบัญชีแล้วให้โอนทรัพย์สินของมูลนิธิให้ แก่มูลนิธิหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ตาม มาตรา 110 ซึ่งได้ระบุ ชื่อไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ ถ้าข้อบังคับของมูลนิธิมิได้ระบุชื่อมูลนิธิ หรือนิติบุคคลดังกล่าวไว้ พนักงานอัยการผู้ชำระบัญชี หรือผู้มีส่วน ได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้จัดสรรทรัพย์สินนั้นแก่ มูลนิธิหรือนิติบุคคลอื่นที่ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์ใกล้ชิดที่สุดกับ วัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นได้

 

ถ้ามูลนิธินั้นถูกศาลสั่งให้เลิกตาม มาตรา 131 (1) หรือ (2) หรือการจัดสรรทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งไม่อาจกระทำได้ ให้ทรัพย์สิน ของมูลนิธิตกเป็นของแผ่นดิน

 

 

 

ซึ่งวัดพระธรรมกายนั้นก็มีอยู่หลายมูลนิธิ อาทิ มูลนิธิธรรมกาย จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 เดิมใช้ชื่อว่า มูลนิธิธรรมประสิทธิ์ โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ณ กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2513 เมื่อสร้างวัดพระธรรมกายเสร็จได้ขอแก้ไขเอกสาร เปลี่ยนชื่อเป็น "มูลนิธิพระธรรมกาย" เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2525 ณ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี และเพื่อไม่ให้สับสนกับชื่อวัด จึงจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อจาก มูลนิธิพระธรรมกาย เป็น "มูลนิธิธรรมกาย" โดยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ตามหนังสือที่ ศธ 1304/6088 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2528 โดยมูลนิธิธรรมกายนั้นมีเนื้อที่อยู่ประมาณ 2,000 กว่าไร

 

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากทางมูลนิธิของวัดพระธรรมกายนั้นถูกเจ้าหน้าที่ยกเลิกก็ต้องมีการชำระบัญชีมูลนิธิ ตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตราที่ 133 ซึ่งนั้นก็อาจจะรวมไปถึงที่ดินและทรัพย์สินของทางวัด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายในวัด ซึ่งเราก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะถูกทำงาย หรือนำไปขายทอดตลาด หรือจะอายัดไว้ เพื่อให้ได้รู้ว่าประเทศไทยเคยมีวัดพระธรรมกาย

 

แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือมันจะสร้างตราบาปและกระทบกระเทือนใจบรรดาศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเป็นอย่างมากแน่นอน ซึ่งเราก็คงต้องติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

(คลิกอ่าน : ดีเอสไอเงิบหนัก!! เจอน้ำมันหลายแสนลิตรภายในวัดธรรมกาย?? หลังภารกิจบุกค้น"วัดพระธรรมกาย" ใครเห็นภาพบอกได้คำเดียวว่าเอาเข้าไปได้ยังไง?)

เปิดฐานที่มั่น !?!? “วัดธรรมกาย” ถึงคราวล่มสลาย ... หากมูลนิธิธรรมกายถูกยึดหรือไม่

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลของวัดพระธรรมกาย ระบุแยกอาคารต่างๆ ภายในวัดดังนี้    อุโบสถวัดพระธรรมกายเริ่มก่อสร้างเมื่อปลายปี พ.ศ. 2520 เสร็จสมบูรณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 สถาปัตยกรรมเป็นแบบไทยประยุกต์ โดยมีวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารเป็นต้นแบบ การออกแบบยึดหลักความแข็งแรง คงทน เรียบง่าย แต่สง่างาม มีช่อฟ้าคู่ หลังคาโค้งรับกับขอบฟ้า ด้านหลังอุโบสถของวัดพระธรรมกายจารึกข้อความเกี่ยวกับการสร้างอุโบสถไว้บนแผ่นหินอ่อน การก่อสร้างทำด้วยความละเอียดและประณีต วัสดุอุปกรณ์ทุกชนิดคัดเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในสมัยนั้น ดังเช่น หินเกล็ดที่ประดับผนังโบสถ์ภายนอก ต้องคัดเลือกหินทีละเม็ด เลือกเฉพาะเม็ดที่มีสีขาวบริสุทธิ์เท่านั้น

 

 

มหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เป็นวิหารทรงพีระมิด หกเหลี่ยม สีทองงามประดุจภูเขาทองคำ สูง 29 เมตร ตั้งบนเกาะแก้วกลางน้ำรูปใบบัวใกล้อุโบสถวัดพระธรรมกาย ตอกเสาเข็มต้นแรกวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2545 และยกยอดมหาวิหารวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปีของการละสังขารของคุณยายอาจารย์ฯ มหาวิหารหลังนี้ สร้างขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และประกาศเกียรติคุณที่คุณยายอาจารย์ฯ มีต่อพระพุทธศาสนาและชาวโลกให้ปรากฏสืบไป

 

ภายในมหาวิหารเป็นห้องหยกประดิษฐานมหารัตนอัฐิธาตุและรูปหล่อทองคำของคุณยายอาจารย์ฯ (สร้างขึ้นในปีที่ท่านมีอายุครบ 90 ปี) และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม สามารถรองรับคนได้ 300 คน ระหว่างอุโบสถและมหาวิหารคุณยายอาจารย์ฯ มีหอเทียนที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 เพื่อจุดประทีปบูชาธรรมคุณยายอาจารย์ฯ เปิดให้เข้าสักการะในมหาวิหารคุณยายฯ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-18.00 น.

 

   หอฉันคุณยายอาจารย์ฯ สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุ สามเณร โดยนำเจดีย์น้อยที่ใช้ในวันสลายร่างคุณยายอาจารย์ฯ มาเป็นยอดโดมของหอฉัน เพื่อระลึกถึงพระคุณของท่านที่ได้สร้างโรงครัวและโรงทานขึ้น ณ วัดพระธรรมกาย เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร มีภัตตาหารฉันโดยไม่ต้องออกบิณฑบาต จะได้มีเวลาปฏิบัติสมณกิจได้อย่างเต็มที่

 

      อาคาร 100 ปีคุณยายอาจารย์ฯ สร้างขึ้นเป็นมหานุสรณ์แด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เป็นสถานที่เรียนพระปริยัติธรรม เป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษาบาลีของโลก และเป็นศูนย์กลางงานอบรมศีลธรรมให้แก่ผู้คนในสังคมไทย

      มหาวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อทองคำแท้ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งขององค์จริงของพระมงคลเทพมุนี หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยดำริของหลวงพ่อธัมมชโย เพื่อแสดงความกตัญญู และรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระมงคลเทพมุนี ที่ได้สละชีวิตเป็นเดิมพัน จนสามารถค้นพบวิชชาธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับคืนมาสู่โลกได้อีกครั้ง หลวงพ่อธัมมชโยได้ให้แนวคิดในการก่อสร้างวิหารหลังนี้ไว้ว่าต้องมีความคงทนอย่างน้อย 1,000 ปี สมกับความยากของการบังเกิดขึ้นของผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย รูปทรงของวิหารต้องอยู่เหนือกาลเวลา ไม่ว่าในปัจจุบันหรืออีกพันปีข้างหน้า ก็จะยังนำสมัยตลอดกาล ด้วยเหตุนี้การออกแบบจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ทรงกลม” ซึ่งเป็นรูปทรงของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหลาย และยังเป็นรูปทรงของ “ดวงธรรม” ที่อยู่ ณ ศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคนอีกด้วย

 

       มหาวิหารพระมงคลเทพมุนีปูด้วยหินอ่อนทั้งภายในและภายนอก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 108 เมตร ทำพิธีตอกเสาเข็มต้นแรกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2539 การก่อสร้างเสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของพระมงคลเทพมุนี

 

พื้นที่ภายในมหาวิหารแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

 ส่วนที่ 1 เก็บบันทึกประวัติของพระมงคลเทพมุนี ตั้งแต่ปฐมวัยมัชฌิมวัย และปัจฉิมวัย

ส่วนที่ 2 ประดิษฐานรูปหล่อทองคำ

ส่วนที่ 3 เก็บบันทึกประวัติคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง “ครูผู้สืบสายธรรม” และพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) “ผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย” และประวัติความเป็นมาของวัดพระธรรมกายตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนกระทั่งปัจจุบัน

 

สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกายเป็นศาลาอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นสถานที่ทำสมาธิ(Meditation)ภาวนาและฟังธรรมของสาธุชนในวันอาทิตย์และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รองรับคนได้ประมาณ 300,000 คนและมีรัตนบัลลังก์เป็นที่นั่งสำหรับพระภิกษุกว่าพันรูป

 

       ชั้น 1 (ชั้นล่าง) เป็นลาดจอดรถยนต์ และมีศูนย์ประชุมประกอบด้วยห้องประชุมหลายขนาด ตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป สำหรับอบรมศีลธรรมแก่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักเรียน นักศึกษา พนักงานบริษัท ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีศูนย์เด็กเพื่อดูแลเด็กเล็กที่ติดตามผู้ปกครองมาวัด โดยมีอาสาสมัครเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล สภาธรรมกายสากลมีพื้นที่ 126 ไร่เศษ ขนาดใหญ่กว่าสนามหลวงเกือบ 2 เท่า

 

 

 

 

      มหาธรรมกายเจดีย์เจดีย์แห่งพระรัตนตรัย เป็นเจดีย์ทรงครึ่งวงกลมแบบเดียวกับมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) และเป็นทรงเดียวกับสาญเจดีย์ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช หลังพุทธกาล 200 กว่าปี รูปทรงของมหาธรรมกายเจดีย์จึงถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา มหาธรรมกายเจดีย์เป็นบุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างขึ้นด้วยพลังศรัทธาของมหาชน ดังมีรายนามของผู้มีบุญทั่วโลกที่ร่วมสร้างพระธรรมกายประจำตัวปรากฏอยู่ที่ฐานองค์พระถึง 1,000,000 องค์ ในอนาคตมหาธรรมกายเจดีย์จะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนายุคปัจจุบัน และจะดำรงอยู่เป็นสมบัติของโลก เพื่อประกาศคุณของพระรัตนตรัยสืบต่อไปยังลูกหลานอีกนานนับพันปี และจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวโลกตื่นตัวมารวมกันปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าถึงพระธรรมกายในอนาคต

 

       มหาธรรมกายเจดีย์ออกแบบด้วยหลักวิศวกรรมให้คงอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี และใช้วัสดุพิเศษที่คงทนกว่า 1,000 ปี เส้นผ่าศูนย์กลาง 194.4 เมตร สูง 32.4 เมตร ตอกเสาเข็มต้นแรกวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2538 หล่อองค์พระประจำตัวครั้งสุดท้ายวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

 

       มหาธรรมกายเจดีย์ประกอบด้วย 3 ส่วน ซึ่งสื่อถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะพุทธรัตนะ คือ บริเวณโดมครึ่งวงกลมและเชิงลาดรอบมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระธรรมกายประจำตัว 300,000 องค์ ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมพุทธเจ้าหล่อด้วยเงินแท้น้ำหนัก 14 ตัน และพระธรรมกายประจำตัวอีก 700,000 องค์ ธรรมรัตนะ คือ บริเวณวงแหวนถัดจากพุทธรัตนะลงมา สังฆรัตนะ คือ วงแหวนส่วนล่างสุด ใช้เป็นที่นั่งของพระภิกษุ 10,000 รูป

 

 

       บริเวณรอบมหาธรรมกายเจดีย์มี “ลานธรรม” ใช้เป็นที่ประกอบศาสนพิธี ฟังธรรม และปฏิบัติธรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนารองรับสาธุชนได้ 400,000 คน มหาธรรมกายเจดีย์จึงเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยสอนศีลธรรมกลางแจ้ง ที่จะช่วยให้ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแผ่ขยายไปสู่ใจของมหาชน ปัจจุบันในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาจะมีสาธุชนจากทั่วโลกเดินทางมาปฏิบัติธรรม ณ ลานธรรม มหาธรรมกายเจดีย์ครั้งละหลายแสนคน

 

 

       มหารัตนวิหารคดเป็นอาคารขนาดใหญ่ 2 ชั้น สร้างขึ้นรอบลานธรรม สถาปัตยกรรมเน้นความเรียบง่าย ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และคงทนถาวรอยู่ได้นานนับพันปีมหารัตนวิหารคดสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2547 เพื่อเป็นศูนย์รวมของพุทธบุตรและพุทธศาสนิกชนที่ไปแสวงบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

(คลิกอ่าน : ด่วน !!! ชุดเฉพาะกิจดีเอสไอตรวจพบ "น้ำมัน 140,000 ลิตร" ซุกหลังวัดพระธรรมกาย)

 

อ้างอิง เจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก

เรียบเรียงโดย Chanutra Tnews