- 16 พ.ค. 2560
ถึงเวลาสงครามไซเบอร์!! ไมโครซอฟต์ ชี้ สัญญาณเตือนให้ รัฐบาลทั่วโลก ปิดจุดอ่อนระบบคอมพิวเตอร์ (มีคลิป)
แบรด สมิธ ประธานและหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของไมโครซอฟต์ ได้โพสต์ข้อความในบล็อกส่วนตัวเกี่ยวกับกรณีที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ “ransomeware” เล่นงานเหยื่อกว่า 200,000 รายใน 150 ประเทศ ซึ่งถือเป็นการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
“รัฐบาลทั่วโลกควรมองการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นสัญญาณเตือน” สมิธ กล่าว
ไมโครซอฟต์ยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เครื่องมือแฮกข้อมูลของรัฐบาลจะตกไปอยู่ในมือผู้ไม่ประสงค์ดี ดังเช่นกรณีโค้ดลับ “อีเทอร์นัลบลู” (Eternal Blue) ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (เอ็นเอสเอ) ที่พวกแฮกเกอร์ขโมยไปได้ และถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์จากจุดบกพร่องของไมโครซอฟต์ จนก่อความเสียหายครั้งใหญ่ขึ้น
“สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเทียบได้กับการที่ขีปนาวุธโทมาฮอว์กบางส่วนถูกขโมยไปจากกองทัพสหรัฐฯ” สมิธ ระบุ
วันที่ 12 พฤษภาคม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเริ่มถูกจู่โจมด้วยมัลแวร์ “วันนะคราย” (WannaCry) ซึ่งฉวยใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยในระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟต์ โดยเฉพาะในระบบปฏิบัติการรุ่นเก่าที่บริษัทยุติการซัปพอร์ตแล้วอย่างเช่น Windows XP
มัลแวร์นี้จะเข้าไปล็อกไฟล์ของผู้ใช้เอาไว้ โดยจะยอมปลดให้ก็ต่อเมื่อเหยื่อยอมจ่ายเงินในสกุลเสมือนจริง “บิตคอยน์” ตามจำนวนที่แฮกเกอร์เรียกร้อง ทั้งนี้ หน้าจอเครื่องของเหยื่อจะปรากฏภาพและข้อความว่า “อุ๊บ ไฟล์ของคุณถูกเข้ารหัสเอาไว้แล้ว!” และเรียกร้องให้จ่ายค่าไถ่ 300 ดอลลาร์ในสกุลบิตคอยน์
ข้อความเรียกค่าไถ่บนจอเรียกร้องให้เหยื่อจ่ายเงินภายในเวลา 3 วัน ไม่เช่นนั้นราคาจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว และถ้าไม่จ่ายภายใน 7 วัน ไฟล์เหล่านี้จะถูกลบทิ้ง
สมิธ ชี้ว่า ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโลกไซเบอร์ รัฐบาลก็ควรจะยึดถือกฎเกณฑ์เช่นเดียวกับ “อาวุธ” ในทางกายภาพ
ไมโครซอฟต์ยังเรียกร้องให้มีการจัดทำ “อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยสื่อดิจิทัล” (Digital Geneva Convention) ซึ่งจะกำหนดให้รัฐบาลทั่วโลกต้องเปิดเผยข้อบกพร่องในระบบคอมพิวเตอร์แก่ผู้จำหน่าย แทนที่จะปกปิด, ขาย หรือนำไปแสวงหาประโยชน์เสียเอง
“เราต้องการให้ทุกรัฐบาลพิจารณาว่า การเก็บสะสมและแสวงหาประโยชน์จากจุดอ่อนเหล่านี้สร้างความเสียหายแก่พลเรือนมากเพียงใด” สมิธ ระบุ
ขณะที่ทางด้าน นักวิจัย ชาวอังกฤษคนหนึ่ง ใช้นามแฝงในการเขียนบล็อกและเป็นชื่อบัญชีทวิตเตอร์ว่า “มัลแวร์เทค” (MalwareTech) เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เขาอยู่ระหว่างลาหยุดพักร้อน 1 สัปดาห์ขณะที่ได้ยินข่าวการโจมตีครั้งใหญ่ของมัลแวร์วอนนาคราย เขาจึงตัดสินใจลงมือค้นหาต้นตอของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ตัวนี้ทันที โดยต้องอดนอนอยู่ทั้งคืนจนได้พบรหัสหยุดยั้งการทำงานของมันเข้าโดยบังเอิญ
มัลแวร์เทคได้สังเกตรูปแบบการทำงานของวอนนาครายและพบว่ามัลแวร์ตัวนี้จะติดต่อเข้าไปยังเว็บแอดเดรสหนึ่งที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนทุกครั้ง เมื่อเตรียมจะเข้าโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ทำให้เขาตัดสินใจจ่ายเงิน 8 ปอนด์ (ราว 350บาท) เพื่อลงทะเบียนและซื้อโดเมนเนมดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยตั้งใจว่าจะใช้เป็นเครื่องมือศึกษาเส้นทางการแพร่ระบาดของมัลแวร์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในทันทีที่เขาลงทะเบียนโดเมนเนมดังกล่าว รหัสทำลายตนเองที่เรียกกันว่า “คิลสวิตช์” (Kill switch) ซึ่งแฝงอยู่ในรหัสของมัลแวร์ดังกล่าวก็เกิดทำงานขึ้น ทำให้วอนนาครายหยุดการแพร่กระจายตัวลงโดยปริยาย
นักวิจัยรายนี้บอกว่า บรรดานักโจมตีทางไซเบอร์มักเขียนรหัสทำลายตนเองเช่นนี้แฝงไว้ในมัลแวร์ของตน เพื่อใช้หยุดยั้งการแพร่ระบาดในกรณีที่เกิดความผิดพลาดหรือไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถือเป็นการป้องกันการตรวจสอบจากนักวิจัยทางไซเบอร์อย่างเขา แต่ในครั้งนี้แผนการดังกล่าวกลับถูกตลบหลังโดยบังเอิญ เพราะเปิดช่องให้นักวิจัยเข้าไปหยุดการแพร่กระจายตัวของมัลแวร์ได้จากระยะไกล
ด้านบรรดาผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วโลกต่างแสดงความชื่นชมมัลแวร์เทคว่าเป็น “วีรบุรุษแห่งความบังเอิญ” และหัวหน้าของเขาได้อนุมัติวันลาชดเชยให้เพิ่มอีก 1 สัปดาห์ หลังจากที่เขาต้องใช้เวลาในวันหยุดพักร้อนแก้ปัญหามัลแวร์นี้
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมัลแวร์เทคนั้นเพียงหยุดยั้งการแพร่ระบาดของวอนนาครายทั่วโลก แต่ไม่สามารถแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกมัลแวร์นี้เข้าโจมตีไปแล้ว บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ในอนาคตจะมีมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในลักษณะเดียวกันออกมาทำการโจมตีอีกอย่างแน่นอน และจะไม่สามารถหยุดยั้งได้ด้วยวิธีการเดิม
เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตกตลึง กันไปทั่วยุโรป สำหรับในค่ำคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าจะยังไม่จบง่าย ๆ เพราะขณะนี้ลุกลามเข้าไปในหลายประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นมันอาจจะเป็นเพียงแฮคเกอร์ธรรมดา ที่กำลังป่วนโลก แต่สิ่งนี้ชี้ให้เห็นได้ชัดว่า วันนี้หากเกิดสงครามขึ้นมา สงครามไซเบอร์ อาจจะดูน่ากลัวกว่าสงครามที่ใช้อาวุธมาต่อสู้กันหลายเท่าตัว
