- 23 ก.ย. 2560
บิ๊กตู่วอนหยุดดราม่า คุยแกนนำพรรคการเมืองหวังต่อท่ออำนาจอยู่โยงยาว มุ่งประชานิยมเรียกคะแนนเสียง
หลังจัดการประชุมครม.สัญจร 2 ครั้งในรอบ 1 เดือนที่ใน จ.นครราชสีมาและ จ.พระนครศรีอยุธยา จนทำให้เกิดกระแสการเมืองว่านายกฯและคสช. เตรียมต่อท่ออำนาจหลังออกลีลาอี้อ๋อกับนักการเมืองแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา จนมีการวิเคราะห์ว่านายกฯเล็งทาบทามพรรคการเมืองหลายพรรคเป็นพันธมิตรเพื่อเป็นฐานเสียงในการสืบทอดอำนาจ
ล่าสุดพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงประเด็นนี้ผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2560 เวลา 20.15 น. ว่ารัฐบาลมีความจำเป็น และเห็นความสำคัญอย่างมากในการลงพื้นที่ทุกภูมิภาค เพื่อพบปะกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับทราบปัญหา ซึ่งทุกครั้งที่ไปก็คงไม่ใช่เฉพาะว่าผมไปพบพี่น้อง แล้วก็ได้พูดคุยกับทุกท่านที่มาตรงนั้นผมก็ได้ให้มีการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หรือปัญหาต่าง ๆ หลายท่านที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสได้พบกับผมโดยตรง ซึ่งผมก็ได้ให้ศูนย์ดำรงธรรมให้สามารถรับเรื่องร้องเรียนได้ทุกเรื่อง ครั้งที่แล้วผมก็รับมาหลายปัญหาเช่นเดียวกัน ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่แก้ปัญหาไปแล้ว
“ อย่ามองว่าไปเพื่อทำงานการเมือง ไปทำประชานิยม ไปทำคะแนนเสียง ผมไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ผมต้องการทราบความต้องการที่แท้จริง และก็หาวิธีการทำงานในการตอบโจทย์ของประชาชนตามแนวทางศาสตร์พระราชาด้วย” นายกฯแจกแจง
พร้อมกล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ภาคกลางครั้งนี้ ตนและคณะรัฐมนตรี ได้สร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจมีโอกาสพูดคุยและขอความร่วมมือกับกลไกประชารัฐในพื้นที่เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาภาคกลาง เรามี 6 ภาค อย่าลืมปัจจุบัน ซึ่งเป้าหมายของภาคกลางคือ การพัฒนาภาคกลางสู่มหานครทันสมัยและเป็นฐานการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่เส้นทางขนส่งสองฝั่งทะเลดังนี้ (1) การเสริมสร้างกรุงเทพมหานครเป็นมหานครทันสมัยระดับโลก (2) การพัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและสร้างความเชื่อมโยงให้กระจายไปทั่วทั้งภาค (3) การยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ (4) การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และคงความสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน (5) การเปิดประตูการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อจะเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในเมียนมากับระเบียงเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในประเทศไทย และ (6) การพัฒนาความเชื่อมโยงเศรษฐกิจและสังคมกับทุกภาค เพื่อจะเสริมสร้างเสถียรภาพและลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ด้วยการเร่งดำเนินการตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่และมอเตอร์เวย์
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลและ คสช. ไม่ได้มุ่งหวังเพียงทำงานให้แล้วเสร็จเราจะต้องมีผลงานตามกำหนดเวลาเท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติทุกภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คือสำเร็จอย่างสัมฤทธิ์ จับต้องได้เป็นรูปธรรมไม่ใช่ทำให้แล้ว ๆ ไป นั่นก็ถือว่า การบรรลุวัตถุประสงค์ของการทำงานร่วมกัน ทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ บางอย่างนั้นรัฐบาลไม่อาจดำเนินการได้ ครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยระบบราชการเพียงอย่างเดียว ที่ยังคงมีข้อจำกัด หลาย ๆ อย่าง ดังนั้น เราก็ริเริ่มให้มีกลไกประชารัฐที่จะช่วยเติมเต็ม และลดจุดอ่อนเหล่านั้นอย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ และสื่อมวลชน อันจะเป็นความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ยังคงต้องการให้ปรับตัวเข้าหากัน ทั้งนี้ กุญแจสู่ความสำเร็จ คืออุดมการณ์ในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ที่เป็นเป้าหมายเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นคือ
“ ผมได้มีโอกาสได้พบกับบรรดานักการเมืองจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มีความยินดีมีการพบปะพูดคุยกัน เรียกว่าการปรองดองในขั้นต้น คือไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นพวกกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน เรายังไม่พูดถึงตรงนั้นเลยเราเพียงแต่ว่าจะร่วมมือกันอย่างไรในวันหน้า เพราะว่าท่านเหล่านั้นเป็นนักการเมืองอาชีพ คือทุกคนอยู่ในกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินมา ทุกพรรค เราก็ยินดีที่พบปะพูดคุยแต่บางท่าน บางพรรคไม่อยากพูดคุยด้วยผมไม่ทราบจะทำอย่างไรเหมือนกัน” นายกฯกล่าว
งานนี้พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาสงวนท่าที หลังจากก่อนหน้านี้เผลอปล่อยของปล่อยลีลามากไปหน่อย นักการเมืองฝ่ายแค้นเลยหัวร้อนหามุมโจมตีทุกเม็ด ทั้งๆที่การพบปะแกนนำนักการเมืองเป็นแค่น้ำจิ้ม แต่เนื้อแท้จริงคือการลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน
////////////////
